บท
ตั้งค่า

Chapter 1 ที่นี่ที่ไหน

ฟิ้ว....

สายลมอ่อนๆพัดเข้ามาในห้อง ทำให้ผ้าม่านสีขาวบางปลิดปลิวไปตามแรงลม พร้อมกับแสงที่ตะวันสาดส่องเข้ามายังห้องสีขาวที่ล้อมรอบไปด้วยผ้าม่าน ก่อนคนที่นอนอยู่บนเตียงจะค่อยๆขยับตัวอย่างช้าๆ

"อืม.."

เสียงครางบิดขี้เกียจดังขึ้น คนที่นอนอยู่ค่อยๆขยับเปลือกตาลืมขึ้นและกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับภาพโฟกัสให้กับตัวเอง ก่อนมือเล็กจะยกขึ้นมาเพื่อขยี้ตาของตัวเอง

แอนมองสำรวจไปรอบๆห้อง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ๆเธอคุ้นเคย เธอรีบชักผ้าห่มออกจากตัวของตัวเองและรีบก้าวขาลงไปจากเตียง แต่ไม่ทันที่เท้าจะถึงพื้น ก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้นซะก่อน

แกร๊ก...แอ๊ด...

ในขณะที่ประตูยังเปิดไม่สุด แอนก็รีบคว้าสิ่งที่สามารถเป็นอาวุธป้องกันตัวของเธอที่ใกล้ที่สุดมา นั่นคือ หวี...

เอาวะ อย่างน้อยก็เอาไว้โยนใส่แล้วค่อยวิ่งหนีก็ได้

เธอหยิบหวีขึ้นมา ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปบนเตียงห่มผ้าและทำท่าหลับ คนมาใหม่ เดินเข้ามาในห้องปิดประตูด้วยความเบามือ และค่อยๆเดินเข้ามาที่เตียงของเธออย่างช้าๆ ก่อนจะวางอะไรบางอย่างไว้ข้างๆเตียง

กึก...

ฟึบ!!!

แอนดึงผ้าห่มออกด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะใช้ผ้าห่มคลุมไปยังร่างของผู้มาใหม่พร้อมกับใช้หวีปลายแหลมที่เธอพึ่งจะหักออกไปชี้ไปทางคนข้างหน้า

"พี่..." แต่เมื่อดึงผ้าห่มออกจากตัว ก็เผยให้เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักอายุประมาณ 10 ปี ที่มีเรือนผมสีทองที่เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาก็ยิ่งทำให้มันเปร่งประกายราวกับทองคำ พร้อมกับดวงตาสีเขียวมรกตประกายฟ้าที่กำลังจดจ้องมายังเธอ

เขาค่อยๆเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น และเข้ามากอดเธอด้วยความโหยหา ก่อนตัวเขาจะร้องไห้ออกมาเสียงดัง แอนที่ทำอะไรไม่ถูกก็ยืนแข็งทื่อ ก่อนที่จะมีเสียงวิ่งเข้ามาภายในห้อง

แกร๊ก..

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ" เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เธอดูเหมือนกับเด็กหนุ่มที่กำลังกอดเธออย่างมากต่างกันเพียงแค่สีตาเท่านั้น แต่กลับสวยสง่าราวกลับนางพญาแม้จะกำลังสวมชุดที่ดูเหมือนกับชาวบ้านธรรมดาก็เถอะ

"บริอันน่า.." เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะวิ่งเข้ามากอดตัวของเธอ

แม่หรอ...

แอนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่กำลังกอดเธอ เหมือนกับแม่แท้ๆของเธอมาก แต่เมื่อดึงสติได้เธอก็รีบดันหญิงสาวตรงหน้าออกทันทีแต่ก็ไม่ได้ผล

"คุณเป็นใครน่ะ ฉันไม่รู้จักคุณซักหน่อย" แอนตอบออกเป็นเสียงแข็งแต่ร่างกายก็ยังพยายามหลบออกจากการจับกุม

"บริอันน่า ในที่สุดลูกก็ฟื้นแล้ว ฮึก แม่นึกว่าจะเสียลูกไปเหมือนกับเสียพ่อซะอีก ฮือ" เธอยังคงพูดต่อไป แต่เมื่อแอนหลุดออกมาจากอ้อมกอดเธอได้ แอนก็รีบออกห่างจากเธอทันที

"คุณเป็นใคร ฉันไม่ไม่รู้จักคุณ แล้วอีกอย่างฉันชื่อ แอน!!! ฉันไม่ใช่บริอันน่า!! หรือว่าลูกของคุณ!! ฉันชื่ออะ....แอน" แอนที่หมดความอดทนเธอก็ตะโกนชื่อของตัวเองเสียงดัง และมองไปยังคนตรงหน้าด้วยความโกรธ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเธอมองเลยไปยังกระจกข้างหลังของพวกเขา

สิ่งที่เธอเห็นคือภาพของเด็กผู้หญิงผมสีทองอร่ามที่ยาวถึงกลางหลัง ตาสีเขียวมรกตประกายฟ้าน้ำทะเลสดใส เธอมีความสูงประมาณ 160 เซนกว่าๆ ผิวขาวใสและหน้าตาอันมีเอกลักษณ์

นี่มันอะไรกัน...

"อโมรี่ ลูกไปตามหมอโรซานมาที่บ้านเราที" แต่ไม่นานนักก็มีเสียงของผู้หญิงดังขึ้น ทำให้เธอหลุดจากภวังค์ก่อนจะสลบไปอย่างดื้อๆ

แอนตื่นขึ้นมาอีกครั้งแต่แต่ก็เป็นตอนที่อาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เธอก็พอจะเดาได้ว่าตัวเธอนั้นหลับไปนานแค่ไหน ก่อนตัวเธอจะลุกขึ้นและเดินไปยังกระจกที่วางอยู่ในห้อง

เธอจ้องมองกระจกด้วยความสับสน เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ที่นี่ที่ไหน แล้วคนพวกนั้นเป็นใคร คำถามพวกนี้วนอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอกลัว เพราะที่นี่ไม่เหมือนกับที่ที่เธอจากมา มันไม่มีไฟฟ้าหรือแม้แต่เครื่องมือสื่อสาร และไม่มีคนที่เธอรู้จักเลยแม้แต่น้อย

และสิ่งที่เธอกลัวที่สุด นั่นก็คือชื่อเก่าของเธอที่แม่แท้ๆของเธอเป็นคนตั้งให้ บริอันน่า เฟรดเดอร์ คุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ในตอนที่แม่แท้ๆของฉันยังอยู่เธอมักจะเรียกฉันด้วยชื่อเต็มตลอด แต่พอท่านตายไปเมื่อเธออายุได้ 12 ปีด้วยอุบัติเหตุ ก็ไม่มีใครเรียกชื่อนั้นของเธออีกเลยจนมีคนมารับฉันไปเลี้ยง

เกือบลืมชื่อนั้นไปเลยล่ะ...

"ตื่นแล้วหรอจ๊ะ บริอันน่า" เสียงผู้หญิงคนเดิมเดินเข้ามาหาเธอในห้อง ก่อนจะยิ้มให้กับเธออย่างเป็นมิตร และเอาผ้าห่มผืนบางมาคลุมให้กับเธอ

บริอันน่าหันไปทางคนมาใหม่ และพยักหน้าตอบเธอไปอย่างเชื่องช้า

"คุณหมอโรซานบอกแม่ว่า จากเหตุการณ์ที่ลูกตกต้นไม้มันทำให้สมองลูกกระทบกระเทือน จนทำให้สมองเสื่อม..และทำให้ลูกจำใครไม่ได้เลย แต่ลูกก็ยังจำแม่และน้องเราได้ใช่ไหม.." หญิงคนดังกล่าวถามออกมาอย่างมีความหวัง แต่แอนกลับส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อให้คำตอบว่าเธอจำมันไม่ได้

"คุณชื่ออะไรหรอคะ" บริอันน่าถามคำถามออกไปอย่างเหม่อลอย ทำให้คนที่อยู่ภายหน้าเธอตกใจเล็กน้อยกับคำถามของบริอันน่า ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยและตอบออกไป

"อาบิเกลจ้ะ แม่ชื่ออาบิเกล นิคแชลโลว์" เธอตอบเสียงแผ่วเบา

หมับ!!..

แต่จู่ๆคนที่แทนตัวเองว่าแม่ ก็โผเข้ามากอดบริอันน่าอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อนบริอันน่าจะกอดตอบเธอเมื่อดึงสติตัวเองกลับมาได้

"แม้ว่าตอนนี้ลูกจะจำแม่ พ่อ หรือคนในครอบครัวเราไม่ได้ แต่แม่เชื่อว่าซักวันลุกจะจำมันได้อีกครั้ง แม่จะอยู่เคียงข้างลูกเองบริอันน่า" อาบิเกลผู้ที่ได้ชื่อว่าแม่ของเธอพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงสั่น แต่ทุกคำที่เธอพูดออกมานั้นมันทำให้บริอันน่าตระหนักได้ว่าเธอคนนี้เหมือนแม่ของเธอในโลกก่อนจริงๆ ทั้งคำพูด ใบหน้า หรือแม้แต่น้ำเสียง มันคล้ายกับแม่ของเธอไปหมด

เหมือนกับว่าได้กลับมาอยู่กับแม่เลย

1 เดือนผ่านไป

บริอันน่าเริ่มชินกับที่แห่งนี้ ที่เธอเรียกว่าบ้าน เธอตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ที่นี่และสละตัวตนที่แสนจะขุ่นมัวของเธอทิ้งไป ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับชีวิตที่เธอได้มาใหม่ และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำตัวสิ้นหวังอีก

บริอันน่าเริ่มถามเรื่องของครอบครัวและอาณาจักรมากมายจากทั้งแม่และน้องชายของเธอ และได้ข้อสรุปว่า ชื่อของเธอคือ บริอันน่า นิคแชลโลว์ เธอมีพี่ชายที่อายุห่างกัน 5 ปีหนึ่งคนชื่อ อลัน นิคแชลโลว์ และน้องชายอายุห่างกัน 3 ปีหนึ่งคนชื่อ อโมรี่ นิคแชลโลว์ ซึ่งพี่ชายของเธอตอนนี้ก็เป็นทหารที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์อยู่ภายในรั้ววังของอาณาจักรนาเดียน่าซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายศอะไร แต่ก็ค่อนข้างจะสูงเหมือนกันที่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้

เหตุผลก็เพราะอาณาจักรนี้การที่จะมีพื้นที่หรือบ้านเป็นของตัวเองนั้น ต้องเป็นคนที่มีฐานะพอสมควรเลยล่ะ ส่วนพวกชาวนาชาวไร่หรือชาวประมงค์ก็จะสบายหน่อยเพราะทางอาณาจักรจะลดราคาที่ดินให้กับพวกเขาลงไปกว่าครึ่ง เพราะทางอาณาจักรถือว่าอาชีพชาวไร่ชาวนานั้นเป็นอาชีพที่คอยแบกรับความเป็นความตายของอาณาจักรไว้

ส่วนน้องชายของฉัน อโมรี่ ก็เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักที่ขี้อ้อนและติดพี่สาวสุดๆ เขามักจะไปอ่านหนังสือที่หอสมุดบ่อยๆ และสุดท้ายพ่อของเธอ ตอนที่ไปถามแม่ แม่มีท่าทีไม่ค่อยอยากจะพูดเท่าไหร่เลยไม่ค่อยเซ้าซี้ถามอะไรมากมาย แต่ก็พอรู้เรื่องมาบ้างว่าพ่อน่ะตายแล้วตั้งแต่ฉันอายุได้ 3 ปีเท่านั้น เพราะดูจากแววตาของแม่ที่มันทั้งเศร้าและโหยหาเขาสุดๆ จากที่ถามแม่ แม่บอกว่าพ่อเป็นองครักษ์อันดับหนึ่งในอาณาจักร ทั้งสองก็หนีออกมาด้วยกันเพราะพ่อไม่อยากอยู่แล้ว ประกอบกับแม่กำลังตั้งท้องพี่ชายของฉันอยู่พ่อจึงไม่อยากให้แม่เป็นห่วง และออกมาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังหนึ่งที่หลังเขา

ตอนแรกพ่อกับแม่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาตลอด จนมาค่ำวันหนึ่งในตอนนั้นแม่ตั้งท้องอโมรี่อยู่ และพวกเราสองพี่น้องก็กำลังเล่นกันอยู่ในห้อง จู่ๆก็มีคนบุกเข้ามาในบ้านและพยายามจะเอาตัวแม่ไป แต่พ่อก็ขวางไว้ได้ และบอกให้แม่พาพวกเราหนีไป ตอนแรกแม่ก็ไม่ยอมหรอก แต่เพราะลูกในท้องแม่งจึงรีบวิ่งหนีไป และมาขอความช่วยเหลือที่หมู่บ้านนี้

แต่สุดท้ายคนที่นี่ก็ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ามันมืดแล้ว ถ้าเดินทางไปที่นั่นอาจจะมีโจรหรืออาจจะหลงก็ได้ ในตอนนั้นแม่ได้แต่ร้องไห้ตลอดทั้งคืนจนวันต่อมาพวกเขาก็พากันไปตามหาพ่อ แต่ผลก็คือมีแค่คราบเลือดแต่กลับหาร่างของพ่อไม่เจอ แม่พยายามตามหาพ่อมาตลอดจนเวลาล่วงเลยไปมาก แต่แม่ก็ไม่ล้มเลิกความพยายาม จนมีคนมาบอกว่ามีคนตกหน้าผาตายตอนนี้กำลังเผาอยู่เพราะกลัวเกิดโรคระบาด ในตอนนั้นแม่ได้แต่ภาวนาว่าจะไม่ใช่พ่อแต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง และใช้ชีวิตต่อมา

แม่ของพวกเราน่ะทั้งเก่งและสวยมากๆ เลี้ยงพวกเราทุกคนจนโตมาโดยไม่ให้ลำบากซักนิด แม่บอกว่าช่วงที่ต้องเลี้ยงลูกทั้งสามคนน่ะ เป็นช่วงที่ลำบากที่สุดในชีวิตแล้วแต่แม่ก็มีความสุขที่ทำให้พวกเรามีกินมีใช้ และโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้

มีครั้งหนึ่งแม่เล่าว่าเคยมีดยุกหนุ่มมาจีบแม่ตอนที่แม่ทำงานอยู่ที่ร้านอาหาร แต่แม่ก็ปฏิเสธไปพร้อมกับบอกว่ามีลูกแล้ว 3 คน แต่ดยุกคนนั้นก็ยังไม่เลิกราวีแม่ แถมยังบอกว่าจะเลี้ยงดูพวกเราให้อีกต่างหาก แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะพี่อลันดันไปทำให้เขาขายขี้หน้าโดยการแกล้งสะดุดล้มแล้วไปดึงกางเกงเขาลงกลางเมืองที่พลุ่งพล่านไปด้วยผู้คน

พี่ชายเธอนี่ฉลาดจริงๆ ถึงจะไม่เคยเจอก็เถอะ

จะว่าไปทำไมฉันที่มาจุติใหม่ดันจำเรื่องอะไรไม่ได้เลยนะ ทั้งที่ในหนังสือนิยายที่เคยยืมเพื่อนมาอ่านบ้างมันต้องจำได้ยันหน้าพ่อหน้าแม่ หรือข้อมูลทั้งหมดที่ตัวตนเก่าเคยรู้ ก็ต้องหลั่งเข้ามาในสมองไม่ใช่หรอ แล้วทำไมฉันไม่เห็นมีอะไรเข้ามาในสมองเลยล่ะ นอกจากความรู้เก่าที่เคยได้จากชาติที่แล้ว

รันทดชิ*ห*ย

"บริอันน่าจ๊ะ ช่วยไปตามอโมรี่มาทานข้าวได้รึเปล่า เขาอยู่ที่หอสมุดกลางตั้งแต่เช้า ยังไม่ได้กินอะไรเลย" เสียงของแม่ดังขึ้นจากห้องครัวด้วยความเป็นห่วง คงเพราะว่าอโมรี่น่ะมักจะไม่ชอบกินอะไรเลยตั้งแต่เช้า แล้วออกไปที่หอสมุด ถ้าไม่ไปตามกลับเขาก็อาจอยู่จนถึง 4 ทุ่มก็ได้ เพราะงั้นต้องตามกลับมา

"ได้ค่ะแม่" ฉันว่า ก่อนจะสวมรองเท้าแล้ววิ่งออกไปจากบ้าน ตรงไปยังหอสมุดกลางอย่างชำนาญ เพราะเธอมาที่นี่แทบทุกวัน แล้วหลังๆมานี้ก็มักจะลัดเลาะไปตามตรอกเพื่อที่จะลัดไปให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้

หอสมุดกลาง

"ถึงซักที เจ้าน้องชายนั่นอยู่ไหนนะ" บริอันน่าพูดเสียงเบา ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปในหอสมุดอย่างช้าๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่โต๊ะๆหนึ่งที่มีหนังสือกองเต็มไปหมด

บริอันน่าค่อยๆเดินไปข้างหลังเขา ก่อนจะเป่าไปที่หูของอโมรี่ เป็นเหตุให้เขาสดุ้งจนเกลือบตกเก้าอี้ ก่อนเขาจะหันมาหาตัวการที่ทำให้เขาเกือบตกเก้าอี้ในครั้งนี้

"พี่ทำให้ผมเกือบหัวใจวายนะ" อโมรี่ว่าด้วยน้ำเสียงแง้งอน แต่ก็ไม่ได้ทำให้บริอันน่ารู้สึกผิดแม้แต่น้อย เธอยิ้มให้กับเขาและมองไปยังหนังสือที่อโมรี่กำลังอ่านอยู่

"สุดยอดเลยอโมรี่ นายอ่านมันได้ยังไงเนี่ย นี่มันหนังสือแพทย์เลยนะ" บริอันน่าพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมกับเดินเข้าไปดูหนังสือที่อโมรี่กำลังอ่านมัน

"ผมแค่สนใจในด้านนี้เฉยๆน่ะครับ เลยอ่านมัน" อโมรี่ตอบเธอเสียงใส ก่อนบริอันน่าจะยิ้มให้กับเขาและเอื้อมมือไปลูบหัวอโมรี่ด้วยความเอ็นดู

"งั้นหรอ แม่ให้พี่มาตามนายกลับบ้าน รีบเก็บหนังสือนะ เดี๋ยวพี่จะพากลับบ้าน" บริอันน่าพูด ก่อนจะเดินออกไปเพื่อที่จะรออโมรี่ที่ทางเข้าหอสมุด และไม่นานน้องชายตัวดีของเธอก็เดินออกมาจากหอสมุด พร้อมกับหนังสืออีกประมาณ 2- 3 เล่มที่เขาถือมาด้วยทำให้บริอันน่าถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม

"ทำไมเอามาด้วย" บริอันน่าถามออกไป เพราะดูแล้ววันนี้น้องชายของเธอก็อาจจะไม่มีเวลาอ่านอยู่แล้ว

"ผมอยากอ่าน" อโมรี่พูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ ก่อนเขาจะเดินออกไปจากด้านหน้าประตู ทิ้งไว้เพียงพี่สาวของเขาที่กำลังอึ้งกับท่าทีของน้องชายตัวเอง

เจ้าเด็กคนนี้...

ไม่นานบริอันน่าก็เดินตามอโมรี่ไป พร้อมกับคุยเล่นไปด้วย ส่วนตัวแล้วบริอันน่าคิดว่าเธอโชคดีแล้วที่ได้เกิดมาในร่างนี้เพราะเธอมีทั้งครอบครัวที่รักเธอมาก แถมยังมีน้องชายที่น่ารักให้คอยแกล้งอีกต่างหาก

"ทำไมนายไม่ซื้อหนังสือมาอ่านที่บ้านเองล่ะ จะยืมให้เหนื่อยทำไม" บริอันน่าที่กำลังเดินอยู่ถามอโมรี่ด้วยความสงสัย ในตอนที่ฟื้นขึ้นมาใหม่ๆ อโมรี่มักจะให้เธอไปเล่าเรื่องต่างๆให้เขาฟังก่อนนอนที่ห้องเขา และทุกครั้งที่เธอไปนั้นก็จะมีหนังสือวางอยู่แค่เล่มเดียว นั่นคือหนังสือเทพเจ้ากรีก ก็ไม่รู้ว่าเขาชอบหนังสือเล่มนั้นหรือวางมันไว้เพื่อตกแต่งห้องให้ดูสวย?? รึเปล่า

"ก็หนังสือพวกนี้มันแพง มีแค่พวกชนชั้นสูงหรือลูกของพวกมหาเศรษฐีเท่านั้นแหละครับที่จะสามารถซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่านได้" อโมรี่พูดตอบ ก่อนบริอันน่าจะหยิบหนังสือที่อยู่ในมือของเขามาถือและเดินต่อไปข้างหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"พี่ครับจับมันดีๆหน่อยสิ ถ้ามันเสียงหายขึ้นมาจะโดนปรับตั้ง 200 เหรียญเชียวนะ" อโมรี่เอ่ยขึ้นมาด้วยความตื่นตูม เขาเดินเข้ามาหาบริอันน่าเพื่อที่จะเอาหนังสือมาถือเอง บริอันน่าที่ดูเหมือนจะไม่สนใจคำพูดของคนน้องและเดินต่อไปจนเธอลืมบางอย่างไป

คนที่ทำให้เธอต้องสมองเสื่อม...

ตึก...ตึก...ตึก...

เสียงฝีเท้าดังขึ้นเป็นระยะๆ ซึ่งบริอันน่าก็รู้ตัวมาตั้งแต่ตอนเดินอยู่หน้าหอสมุดแล้ว เพราะมันคือสัญชาตญาณของสายลับ เธอเดินตามทางถนนที่ผู้คนไม่ค่อยพลุ่งพล่านเท่าไหร่ แต่ผู้คนก็เดินผ่านไปมาตลอด

พลัก!!!

มือของใครบางคนผลักที่หลังของอโมรี่ ก่อนที่เขาจะกระเด็นลงไปนอนอยู่ที่พื้นหิน ศอกและเข่าของอโมรี่มีแผลถลอกจนเลือดออกเป็นผลมาจากที่เขาล้มลง บริอันน่าที่เห็นดังนั้นก็รีบปรี่เข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง

"พวกแกทำอะไรน่ะ!!!" บริอันน่าเงยหน้าขึ้นสบตากับพวกเด็กที่ผลักอโมรี่ด้วยสายตาแค้นเคือง และประคองน้องของตัวเองให้ยืนขึ้น

เมื่อเธอและอโมรี่ลุกขึ้น บริอันน่าก็บอกให้อโมรี่ไปอยู่ข้างหลังก่อน พร้อมกับคืนหนังสือให้กับอโมรี่

"พี่น้องคู่นี้รักกันดีจริงๆ เห็นแล้วอยากจะอ้วกว่ะ" เด็กที่สูงที่สุดในกลุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าพูดขึ้น ก่อนสมุนของมันจะหัวเราะตามด้วยความสะใจ ทำให้บริอันน่ายิ่งโกรธกว่าเดิม แต่ก็ต้องเก็บอารมณ์ไว้ไม่ให้มันระเบิดออกมา

อีพวกแก๊งเด็กกะโปโร

"เห็นหน้าติ๋มๆของไอ้อโมรี่แล้วหมั่นไส้มันชิบ ไปจับตัวมันมาซิ" หัวโจกของกลุ่มออกคำสั่งให้กับลูกน้องของมันเดินเข้ามาเพื่อที่จะจับอโมรี่

"ถ้าแตะต้องน้องชายของฉันแม้แต่ปลายเล็บล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน" บริอันน่าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบพร้อมกับแววตาของเธอที่เปลี่ยนไป มันเป็นแววตาของนักล่าที่เปี่ยมไปด้วยความน่ากลัวและความน่าเกรงขาม

ถ้าจำไม่ผิดเกี่ยวกับเรื่องที่อโมรี่เล่าให้ฟัง เด็กพวกนี้คือลูกๆของเหล่าเศรษฐี โดยมีหัวโจกที่ตัวสูงที่สุดคือ วัลดัส เดอร์ คอลโลเวียน่า เขาเป็นลูกของดยุกคอลโลเวียน่า ที่ปกครองเมืองนี้อยู่ ถ้าพูดง่ายๆก็คือเขาเป็นลูกของคนที่มีอำนาจสูงสุดของเมืองนี้ วัลดัสมักจะชอบแกล้งเด็กที่ตัวเล็กกว่าเขาอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นคือเธอและน้องชาย

และเมื่อไม่นานมานี้อโมรี่เล่าว่าสาเหตุที่เธอสมองเสื่อมนั้นก็มาจากพวกของวัลดัส ที่สั่งให้เธอปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บแอ๊ปเปิ้ลมาให้กับวัลดัส เพื่อแลกกับหนังสือของน้องชายเธอ จนเธอตกต้นไม้จนได้รับการกระทบกระแทกจนสมองของเธอเสื่อม

"ระ..รออะไรอยู่ล่ะ ไปจับมันมาสิ" วัลดัสที่ตกอยู่ในพวังค์อยู่นาน เขาก็ดึงตัวเองกลับมาและสั่งลูกน้องอีกครั้ง

พวกของวัลดัสเข้ามาประมาณ 3-4 คน บริอันน่าเห็นดังนั้นก็พุ่งเข้าหาพวกนั้นทันที เธอใช้ทักษะเทควันโด้ที่เคยเรียนเมื่อตอนเป็นสายลับประกอบกับมวยไทยที่พ่อบุญธรรมของเธอสอนจนสามารถล้มไปได้ทั้งหมด แต่ก็ทำให้เธอสิ้นเปลืองพลังงานไปมาก เพราะร่างกายของเด็กคนนี้นั้นค่อนข้างจะบอบบางและอ่อนแอกว่าที่เธอคิด วิ่งไปได้ 2-3 ก้าวก็หอบจนแทบจะหมดลมหายใจแล้ว

กลับไปฉันจะไปออกกำลังกาย...

เธอเงยหน้าขึ้นไปมองวัลดัส ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปหาเขาด้วยท่าทีขึงขัง ทำให้สีหน้าของวัลดัสในตอนนี้ดูหวาดกลัวเธอมาก เขาก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆเมื่อบริอันน่าเดินเข้ามา แต่สุดท้ายก็หนีไม่รอด บริอันน่ากระชากคอเสื้อของเขาเข้าหาเธอ และกล่าวบางอย่างกับเขา

"ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว ถ้าแกทำอะไรฉันหรือน้องฉัน ฉันฆ่าแกแน่" พูดจบเธอก็ปล่อยมือจากคอเสื้อของเขา พร้อมกับก้าวเดินออกมาจากตรงนั้นและตรงไปยังน้องชายของเธอ

หมับ!!

เพียะ!!!

เสียงตบดังขึ้น พร้อมกับหน้าของเด็กสาวที่หันไปตามแรงตบ เธอล้มลงไปนอนกับพื้น ก่อนมือยาวจะคว้าผมของเธอและตบหน้าของเด็กสาวด้วยอารมณ์โกรธเคือง

เพียะ!!!

"ยัยเด็กไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า!! แกกล้ามาขู่ลูกฉันหรอ!!! ฉันจะฆ่าแก!!ๆ" เธอพูดวนไปด้วยความโกรธแค้น ราวกับเธอจะฆ่าเด็กคนนี้ด้วยมือของเธอจริงๆ

"พะ...พอได้แล้วครับดัชเชส เดี๋ยวเด็กจะตายนะครับ!!" เสียงของทหารที่ตามมาองครักษ์เธอกล่าวขึ้นด้วยความเร่งรีบ เขารวบตัวของดัชเชสออกมา โดยมีทหารอีกคนดึงบริอันน่าออกมาจากมือของเธอ

"ฉันจะฆ่ามัน ยัยลูกไม่มีพ่อ!! ยัยคนชั้นต่ำ" เมื่อดึงเธอออกมาได้ ก็ไม่มีวี่แววว่าดัชเชสผู้สูงส่งนั้นจะสงบสติอารมณ์ได้เลย เธอยิ่งอาละวาดหนักขึ้นกว่าเดิม จนตอนนี้มีคนมามุงดูเธอเยอะมาก ส่วนวัลดัสก็โดนทหารอุ้มไปที่รถม้า

แหมะ...แหมะ....

เอ๊ะ ทำไมฉันถึงร้องไห้ล่ะ

"สักวันคุณจะต้องเสียงใจกับสิ่งที่คุณพูดออกมา" บริอันน่ารีบเช็ดน้ำตาของตัวเอง ก่อนจะจ้องมองดัชเชสด้วยสายตาโกรธเคือง จนทำให้ดัชเชสอาละวาดมากกว่าเดิม จนมีองครักษ์อีกกลุ่มเข้ามาพาดัชเชสออกไปด้วยความเร่งรีบ โดยปล่อยเด็กสาวตัวเล็กเอาไว้อย่างไม่สนใจใยดี

"พะ...พี่เป็นอะไรรึเปล่าครับ ฮืออ..." อโมรี่วิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง เธอส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะจัดผมเผ้าให้เข้าที่ เธอมองไปยังแผลที่ศอกและเข่าของอโมรี่ ก่อนจะจับแขนเขาขึ้นมาดู

"ไหนดูซิ นายเจ็บมากไหม" บริอันน่าถามอโมรี่ด้วยความเป็นห่วงโดยไม่สนใจสุขภาพเธอ เพราะตอนนี้เธอมีอาการปากแตก เลือดกำเดาไหล และแผลต่างๆทั่วร่างที่เกิดจากเหตุการณ์เมื่อครู

"ฮึก..ฮือออ" อโมรี่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เธอจึงเสนอให้เขาขี่หลังเพื่อที่จะไปทำแผล

บริอันน่าเดินไปตามทางเรื่อยๆ โดยมีอโมรี่ที่ร้องไห้จนเหนื่อยและนอนหลับไปแล้ว เธอเดินมาจนถึงร้านยาแห่งหนึ่งที่หน้าตามันดูไม่เหมือนร้านยาเลยซักนิด อโมรี่เคยเล่าว่าร้านขายยาร้านนี้คือร้านของคุณหมอโรซานที่มาตรวจให้กับเธอ คุณหมออยู่กับลูกสาวเพียงคนเดียวคือคุณ คาร่า และลูกสาวของเขาก็เป็นประเภทปากร้ายโครตๆ ถึงจะพูดอย่างงั้นแต่ฉันก็ยังไม่เคยเจอตัวเป็นๆหรอกนะ

กริ๊งๆ

เสียงกระดิ่งดังขึ้น ก่อนจะพบเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณ 17 ปี กำลังเก็บยาใส่ตู้อยู่ เธอหันมามองพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะรีบหยิบกระปุกยาที่วางอยู่มาจัดให้กับคนมาใหม่อย่างรู้หน้าที่ เธอพาอโมรี่ไปนอนที่เตียงผู้ป่วย

"ไปกัดกับหมาที่ไหนมา ทั้งคู่เลย" เธอถามขึ้นพร้อมกับยื่นยาให้กับบริอันน่า และเธอก็รับมันมาอย่างงงๆ ก่อนน้องชายของเธอจะตื่นขึ้นในระหว่างที่คาร่ากำลังทำความสะอาดแผลให้กับเขา

"อยู่นิ่งๆ จะล้างแผลให้" คาร่าดุอโมรี่ ก่อนเขาจะเลิกดิ้นตัวไปมา

"พี่ครับหนังสือล่ะ" อโมรี่ถามบริอันน่าขณะที่ตัวเองกำลังล้างแผลอยู่ ส่วนบริอันน่าที่ได้ยินดังนั้นก็ทำหน้างงและนึกย้อนไปเมื่อตอนเธอโดนทำร้าย

จำได้ว่าฝากอโมรี่ถือ แต่พอเหตุการณ์สงบอโมรี่ก็วิ่งมาหาเรา แล้วก็....

"ชิ*ห*ยแล้ว" บริอันน่าสบถออกออกมาอย่างหัวเสีย และรีบวิ่งออกไปข้างนอกเพื่อจะไปหาหนังสือที่น้องชายขี้ลืมของเธอลืมไว้

แต่เมื่อเธอออกมาจากร้านได้ซักพัก ก็ดูเหมือนอากาศจะไม่เป็นใจ ฝนที่ในตอนแรกก็ตกแบบปรอยๆ แต่มันก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เวลาผ่านไปไม่นานบริอันน่าที่ตอนนี้ตัวชุ่มไปด้วยฝนก็มาถึงที่ๆน้องเธอลืมหนังสือไว้ บริอันน่าทำการหาทุกซอกทุกมุมที่คิดว่ามันจะอยู่ ก่อนจะมีบางคนจับไหล่เธอ

หมับ

!!!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel