ศิลปะชิ้นพิเศษ
เช้าวันถัดมา
ผมเดินเข้าคณะด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าหัวฟูที่สุดในรอบสัปดาห์ เพราะเมื่อคืนแทนที่จะได้เคลียร์แบบให้เสร็จ กลับนั่งดูไลฟ์ไอ้เด็กนั่นจนเกือบตีหนึ่ง แล้วก็มานั่งคิดฟุ้งซ่านอยู่ครึ่งค่อนคืนว่าทำไมต้องรู้สึกหงุดหงิดเวลาเห็นมันยิ้มด้วย
"เหี้ย ภาค! มึงไม่ได้นอนอีกแล้วเหรอวะ" เสียงเพื่อนร่วมทีมโปรเจกต์ทักขึ้นทันทีที่เห็นผม
"กูทำแบบทั้งคืน" ผมตอบไปสั้น ๆ พร้อมสาบานในใจว่าผมไม่ได้โกหกทั้งหมด เพราะผมก็เปิดแบบไว้จริง ๆ แค่เปิดไว้เฉย ๆ น่ะ
แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
> **Bas.Artist:** ฝากกล่องข้าวไว้ที่เดิมนะครับ วันนี้เปลี่ยนเมนูเป็นไข่เจียวลายเกียร์
ผมแทบจะสบถออกมาเสียงดังในทันที แต่เพื่อนมันแย่งโทรศัพท์ไปก่อน
"เห้ย ใครวะ ส่งกล่องข้าวให้มึงทุกวันแบบนี้ แฟนเหรอ?"
"ไม่ใช่เว้ย! รุ่นน้องประสาทคนนึง มันบ้า!"
"บ้าแต่ทำข้าวให้มึงเนี่ยนะ มึงแน่ใจว่ามันบ้า ไม่ใช่ชอบ?"
ผมถอนหายใจ แล้วแย่งโทรศัพท์กลับมา เก็บใส่กระเป๋าเร็วกว่าแรงดันน้ำในท่อส่งของโรงกลั่นเสียอีก
แต่ถึงจะปากแข็งยังไงก็เถอะ...ตอนพักเที่ยงผมก็เดินไปที่โต๊ะม้าหินหน้าโรงอาหารอยู่ดี กล่องข้าววางรออยู่ตรงนั้นจริง ๆ ตามที่ข้อความบอก
คราวนี้ไข่เจียวมันไม่ได้เป็นเกียร์ แต่เป็น...รูปหัวใจเล็ก ๆ แทรกอยู่ตรงมุมข้าว
"แม่งเอ๊ย..." ผมพึมพำเบา ๆ ก่อนจะนั่งลง เปิดฝากล่องข้าวช้า ๆ เหมือนกลัวคนอื่นเห็น
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง
Bas.Artist พี่ภาคกินข้าวด้วยนะครับ จะได้มีแรงวัดระยะอีกพรุ่งนี้
“แม่ง...สัสบาส” ผมยกช้อนขึ้น แต่แทนที่จะตักเข้าปาก กลับเผลอส่งกล่องข้าวไปไว้ตรงกลางโต๊ะ แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นพิมพ์กลับไปสั้น ๆ
"มันวัดกันยังไงวะระยะเนี่ย"
อีกฝ่ายตอบกลับแทบจะทันที
"วัดจากปลายพู่กันถึงรอยยิ้มของพี่ภาคครับ :D"
ผมอ่านจบแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกกล่องข้าวขึ้นมากินเงียบ ๆ
“ก็แค่เด็กศิลปะบ้า ๆ คนหนึ่งเอง” ผมบอกกับตัวเอง ทั้งที่ในใจกลับรู้สึกเหมือนโดนเส้นสีบาง ๆ พาดผ่านเข้าใจกลางอกโดยไม่ทันตั้งตัว
บ่ายวันนั้นหลังจากผมจัดการกล่องข้าวของไอ้เด็กศิลปะเสร็จ ก็เดินกลับขึ้นตึกพร้อมความรู้สึกแปลก ๆ ในท้อง...ไม่รู้ว่าอิ่มข้าว หรืออิ่มความงงในชีวิตกันแน่
พอถึงห้องซ้อมโปรเจกต์ ก็เจอกลุ่มเพื่อนนั่งรออยู่แล้ว
"เฮ้ย ภาคมึงมาช้าอีกแล้ว!" ไอ้คมทักเสียงดัง
"เออรถติด" ผมตอบปัด ๆ ทั้งที่อยู่แค่ข้ามถนน
แต่ยังไม่ทันจะได้นั่งดี ๆ เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นตรงประตู
"ขอโทษครับ~ ขออนุญาตเข้ามาเก็บภาพหน่อยครับ"
ผมเงยหน้าขึ้น...แล้วแทบจะสำลักอากาศทันทีที่เห็นไอ้เด็กบาสโผล่มาพร้อมกระดานวาดรูปขนาดยักษ์ แถมยังสะพายกล่องสีน้ำไว้ข้างตัว
“เชี่ย...อย่าบอกนะ”
“อ้าว พี่ภาค!” มันยิ้มกว้างอย่างกับเจอญาติสนิท “อาจารย์อนุญาตให้มาวาดบรรยากาศห้องทำงานของคณะวิศวะ เห็นว่าพี่ภาคอยู่ห้องนี้พอดี งั้นก็ดีเลย”
“ดีพ่องมึงสิ!” ผมเกือบพูดออกไปแต่เบรกไว้ทัน แค่ทำหน้าย่นแทน “มาทำไมอีกวะ”
“วาดรูปสิครับพี่~ ผมต้องส่งงานโครงการวาดชีวิตจริงพอดี ก็เลยเลือกหัวข้อแรงบันดาลใจจากคนจริงที่มีเกียร์อยู่ในใจ”
ผมแทบจะโยนเก้าอี้ใส่มันเมื่อบาสพูดจบ
เพื่อนผมทุกคนหัวเราะลั่นห้องทันที
“แรงบันดาลใจจากคนจริงที่มีเกียร์อยู่ในใจ โอ้โห บาส มึงนี่เก่งแฮะ"
“ภาค ๆ ได้เป็นนางแบบว่ะ เอ๊ย นายแบบ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“กูจะเอาไขควงปาใส่พวกมึงทุกคนเลยนี่แหละ” ผมตะโกนใส่พวกมันอย่างหงุดหงิด แต่เสียงหัวเราะรอบห้องกลับยิ่งดังขึ้น
ระหว่างนั้นบาสก็เดินมานั่งตรงมุมห้อง ตั้งขาตั้งภาพเรียบร้อย ก่อนจะเริ่มวาดด้วยท่าทีสบาย ๆ
“พี่ภาคอยู่นิ่ง ๆ นะครับ เดี๋ยวระยะจะเพี้ยน”
“กูไม่ได้เป็นแบบให้มึงวาดโว้ย!”
“อ้าว ก็ผมกำลังวาดบรรยากาศของพี่ภาคตอนกำลังโมโหอยู่ไง” มันพูดพร้อมยิ้มหวานใส่ “ดูสมจริงมากเลยนะตอนนี้”
“ไอ้บาส!” ผมขึ้นเสียงแต่ดันได้ยินเสียงเพื่อนผมหัวเราะอีกระลอก
“ภาคมึงอยู่เฉย ๆ หน่อยดิ เดี๋ยวภาพออกมาไม่สวยนะเว้ย กูอยากเห็น”
“ใช่ ๆ กูจะถ่ายคลิปไว้เลย เดี๋ยวอัพลงกลุ่มรุ่น”
“แดกตีนกูไหม?”
แต่แน่นอน ไม่มีใครฟังผมเลย...
สิบนาทีต่อมา ผมก็ได้แต่นั่งหน้าบึ้งเป็นหุ่นนิ่งอยู่กลางห้อง โดยมีไอ้เด็กศิลปะนั่งวาดอยู่ตรงหน้า มันยังส่งเสียงฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีราวกับไม่รู้ว่าผมกำลังเดือดปุด ๆ อยู่
สุดท้ายเมื่อมันเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง บาสก็ยิ้มตาหยี
“เสร็จแล้ว”
ผมหรี่ตามอง
“วาดอะไรของมึง...”
บาสมันหมุนกระดานมาให้ดู เป็นภาพผมในชุดช็อป นั่งหน้าบึ้ง มือถือเกียร์เหล็กไว้ในมือ แต่เหนือหัวมีลูกศรชี้ขึ้นไปพร้อมคำว่า
“แรงดันหัวใจ 0.005 บาร์”
“มึง”
เสียงหัวเราะดังลั่นทั้งห้องอีกระลอก ส่วนไอ้บาสมันหัวเราะจนแก้มขึ้นสี
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่ภาคหน้าแดง”
ผมยกมือขึ้นจับหน้าโดยอัตโนมัติ แล้วรีบหันหนี
“ร้อนเฉย ๆ"
“ร้อนเฉย ๆ ครับพี่ เดี๋ยวผมวัดอุณหภูมิให้ไหมว่าระดับความร้อนมันอยู่ที่กี่องศาเกียร์?”
“ไอ้สัสบาส!”
