บทที่ 7 สมกับที่เป็นนางเอก
“ท่านพี่เจ้าขา” เสียงหวานนุ่มดังขึ้น ทำให้บทสนทนาใต้ร่มไม้ชะงักลงพร้อมกัน
เซี่ยหรานย่อตัวคำนับใต้เท้าซูเลี่ย และหันไปส่งยิ้มให้ซูชิงเยว่พอเป็นพิธี ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหยางเมิ่งหัว รอยยิ้มบนใบหน้างดงามอ่อนโยนจนแทบไม่มีใครจับพิรุธได้
“ข้าไม่ทราบว่าท่านมีแขกอยู่ จึงเสียมารยาทเข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”
ร่างบางก้าวไปหยุดข้างหยางเมิ่งหัวโดยไม่ลังเล ระยะห่างพอดีสำหรับสามีภรรยา หากใกล้พอจะทำให้คนมองรู้ว่าตำแหน่งนั้นเป็นของผู้ใด
ซูชิงเยว่มองภาพนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้ายังคงเดิม หากปลายนิ้วที่จับกล่องเฉียวกั่วกลับเกร็งขึ้นเล็กน้อย
นางบอกตัวเองมาตลอดว่า ต่อให้เขาแต่งงานแล้ว ความสัมพันธ์ครั้งนี้ก็เกิดจากพระราชโองการ มิใช่ความรัก แต่เมื่อเห็นลู่หว่านอวี๋ยืนเคียงข้างเขาต่อหน้าผู้คน ความจริงกลับแทงลงมาในใจยิ่งกว่าที่คิด
นางรู้ดีว่า สตรีตรงหน้าคือฮูหยินที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้หยางเมิ่งหัว ต่อให้ผู้คนทั้งเมืองเห็นใจนางเพียงใด ฐานะนั้นก็ไม่มีวันเปลี่ยน
“วันนี้ท่านแม่ทัพช่างโชคดีนัก” ใต้เท้าซูหัวเราะเบาๆ ทำลายความเงียบ สายตาของเขากวาดผ่านกล่องอาหารทั้งสองใบ
“เยว่เอ๋อร์ตั้งใจทำเฉียวกั่วมาให้ ส่วนฮูหยินก็นำของว่างมาด้วย เกรงว่าท่านแม่ทัพคงลำบากใจแล้วว่าจะรับน้ำใจของผู้ใดก่อน”
เซี่ยหรานฟังแล้วก็ยิ้ม หมากตัวแรกถูกวางลงแล้ว หากนางถอย ก็เท่ากับแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม นางจึงยกกล่องอาหารขึ้นเล็กน้อย
“ใต้เท้าซูกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ของๆคุณหนูซู เป็นน้ำใจจากสหาย” เสียงของนางนุ่มนวลเหมือนเดิม นางหยุดเพียงครู่ ก่อนหันไปยิ้มให้หยางเมิ่งหัว
“ส่วนข้า ในฐานะฮูหยินตระกูลหยาง การที่ภรรยานำอาหารมาให้สามี ก็เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”
เฉินเฟิงเผลอเม้มปาก ชิงเหอแทบกลั้นหายใจ แม้แต่ใต้เท้าซูยังหรี่ตาลงเล็กน้อย ส่วนซูชิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง
นางไม่คิดว่าลู่หว่านอวี๋จะเดินหมากเช่นนี้ อีกฝ่ายไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ทำตัวเสียมารยาท แต่เพียงประโยคเดียว ก็แบ่งเส้นระหว่าง ‘สหาย’ กับ ‘ภรรยา’ ชัดเจนเสียจนไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้
ซูชิงเยว่จึงก้มหน้าลงเล็กน้อย นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนยิ้มอ่อน
“ฮูหยินกล่าวถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงได้ยินว่าท่านแม่ทัพทำงานหนัก จึงอยากแสดงน้ำใจ มิได้คิดล่วงเกินฐานะของผู้ใด แต่หากทำให้ฮูหยินไม่สบายใจ ข้าต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ” นางเม้มริมฝีปาก สีหน้าฉายแววรู้สึกผิด
เซี่ยหรานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ในใจอดถอนหายใจไม่ได้ สมแล้ว นางเอกก็คือนางเอก เพียงไม่กี่ประโยค ตัวเองก็กลายเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ที่เกรงว่าจะทำให้ภรรยาหึงหวงเสียแล้ว
หากเป็นลู่หว่านอวี๋คนเดิม คงได้ระเบิดอารมณ์ไปเรียบร้อย แต่น่าเสียดายที่วันนี้คนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือเซี่ยหราน
“คุณหนูซูเข้าใจผิดแล้ว มีเหตุใดที่ข้าจะต้องไม่สบายใจกัน”
เซี่ยหรานหันไปมองหยางเมิ่งหัว ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว “ท่านพี่มีคนชื่นชม นั่นย่อมเป็นเรื่องดี” นางพูดพลางส่งกล่องอาหารเข้าไปในมือของเขาเอง
“แต่สุดท้าย คนที่ต้องอยู่ข้างกายเขา และดูแลเรื่องอาหารการกินของเขาทุกวัน ย่อมเป็นข้าอยู่แล้ว” เซี่ยหรานเงยหน้ามองสามี ก่อนยิ้มบาง
คำว่า ‘ทุกวัน’ ทำให้ซูชิงเยว่ชะงัก นางกำกล่องเฉียวกั่วแน่นขึ้น นางรู้ว่าลู่หว่านอวี๋กำลังเตือนนางอย่างสุภาพว่า ต่อให้วันนี้นางนำขนมมากี่กล่อง จะเป็นวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือทุกวันหลังจากนั้น คนที่อยู่ข้างกายหยางเมิ่งหัวก็ยังเป็นภรรยาของเขาอยู่ดี
ดูเหมือน ข่าวลือเรื่องลู่หว่านอวี๋จะเชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด อย่างน้อย สตรีตรงหน้าก็ไม่ได้โง่เขลาอย่างที่นางเคยคิด ต่อไปคงประมาทไม่ได้อีกแล้ว
หยางเมิ่งหัวทอดสายตามองกล่องอาหารสองใบที่ยื่นอยู่ตรงหน้า กล่องหนึ่งเป็นไม้แกะสลักลายละเอียด ในมือของซูชิงเยว่ ส่วนอีกกล่องเป็นไม้เรียบง่าย ผูกผ้าสีฟ้าอ่อน อยู่ในอ้อมแขนของเซี่ยหราน
ความเงียบแผ่คลุมอยู่ชั่วขณะ เขาไม่ชอบสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งต่อหน้าผู้อื่น ยิ่งไม่ชอบ
ใต้เท้าซูยืนอยู่ข้างบุตรสาว สีหน้ายังคงเป็นมิตร หากดวงตากลับจับจ้องปฏิกิริยาของเขาไม่วาง ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาในลำคอ
“วันนี้ท่านแม่ทัพช่างมีวาสนายิ่งนัก เยว่เอ๋อร์ได้ยินว่าท่านตรากตรำ จึงตั้งใจทำเฉียวกั่วมาด้วยตนเอง ส่วนฮูหยินหยางก็มีน้ำใจไม่แพ้กัน ดูท่าวันนี้ท่านคงอิ่มกว่าปกติ”
ถ้อยคำฟังดูเหมือนหยอกล้อ แต่ทุกคนในที่นั้นต่างรู้ว่า คำตอบของหยางเมิ่งหัวในอีกครู่ จะทำให้ผู้ใดผู้หนึ่งได้หน้า หรือเสียหน้า
“ท่านพ่อกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” ซูชิงเยว่หลุบตาลง พลางยิ้มอ่อนหวาน “ข้าเพียงอยากตอบแทนที่ท่านแม่ทัพเคยช่วยเหลือสกุลซูเท่านั้น หากรบกวนท่านแม่ทัพ ข้าจะนำกลับไปก็ได้”
นางกล่าวพลางค่อยๆ ลดมือลงเล็กน้อย ท่าทางนั้นกลับทำให้ผู้พบเห็นอดสงสารไม่ได้
เซี่ยหรานเห็นทุกอย่างเต็มตา นางเกือบหลุดหัวเราะออกมา สมแล้วที่เป็นนางเอกต้นฉบับ ถอยเพียงครึ่งก้าว กลับทำให้คนทั้งโลกอยากดึงกลับมาอีกก้าว
หากเป็นเมื่อก่อน ลู่หว่านอวี๋คงพุ่งเข้าไปแย่งกล่องขนมแล้ว แต่วันนี้ เซี่ยหรานไม่คิดจะเล่นความต้องการเกมของอีกฝ่าย นางแค่ยืนยิ้มอยู่ที่เดิม ราวกับมองไม่เห็นการถอยครึ่งก้าวนั้น
หยางเมิ่งหัวกวาดตามองคนทั้งสาม ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“น้ำใจของใต้เท้าซูและคุณหนูซู ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก” เขาหันไปทางเฉินเฟิง “รับของไว้”
เฉินเฟิงรีบก้าวออกมารับกล่องเฉียวกั่วจากมือซูชิงเยว่ จากนั้นหยางเมิ่งหัวจึงหันมาหาเซี่ยหราน สายตาของเขาหยุดอยู่บนกล่องไม้ในอ้อมแขนนางเพียงครู่
“ส่วนของเจ้า ส่งมาให้ข้า” เขายื่นมือออกไปเอง เซี่ยหรานชะงักไปเพียงนิด ก่อนรีบยื่นกล่องอาหารให้เขาด้วยสองมือ ปลายนิ้วของทั้งสองแตะกันเพียงชั่วขณะ
“ข้าไม่รู้ว่าท่านชอบสิ่งใด จึงทำของว่างที่กินง่ายมาเจ้าค่ะ” นางเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนยิ้ม “หากไม่ถูกปาก ครั้งหน้าข้าจะเปลี่ยนใหม่”
คำว่า ‘ครั้งหน้า’ ทำให้ซูชิงเยว่ช้อนตามองทันที เป็นเพียงสองพยางค์ แต่กลับบอกฐานะของคนพูดได้ชัดเจน
ครั้งนี้ไม่ถูกใจ ยังมีครั้งหน้า เพราะคนที่อยู่ในเรือนเดียวกับหยางเมิ่งหัว คือภรรยาของเขา ไม่ใช่นาง
ซูชิงเยว่กำชายแขนเสื้อแน่นอยู่ใต้แขนกว้าง รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่ในใจกลับไม่อาจสงบนิ่งดังเช่นเมื่อครู่
เซี่ยหรานเห็นสายตาของซูชิงเยว่ที่ทอดมาอย่างสงบนิ่ง หญิงสาวยังยิ้มงดงามเช่นเดิม แต่ยิ่งยิ้มมากเท่าไร เซี่ยหรานกลับยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังอดกลั้นมากเท่านั้น
นางเม้มริมฝีปาก ถอยไม่ได้ หากถอยวันนี้ คนทั้งเมืองก็คงได้เห็นว่าฮูหยินเอกของจวนแม่ทัพยังสู้คุณหนูซูไม่ได้
นางจึงก้าวเข้าไปอีกเพียงครึ่งก้าว ปลายนิ้วแตะลงบนแขนเสื้อสีเข้มของหยางเมิ่งหัวเบาๆ เป็นเพียงการปัดรอยฝุ่นเล็กน้อย แต่ใกล้ชิดเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นเพียงมารยาท
หยางเมิ่งหัวชะงัก สายตาคมก้มลงมองมือข้างนั้น ความรำคาญวาบผ่านดวงตาในทันใด
ลู่หว่านอวี๋ สุดท้ายก็ยังเป็นลู่หว่านอวี๋ นางแค่เปลี่ยนวิธีเล่นละครเท่านั้นสินะ!
เขาใช้นิ้วจับข้อมือของนางออกจากแขนเสื้ออย่างไม่แรงนัก แต่หนักแน่นพอจะไม่เปิดโอกาสให้นางแตะต้องอีก
“ที่นี่คือค่ายทหาร อย่าทำเรื่องที่ไม่สมควร” เสียงของเขาเย็นลง และปล่อยมือ พลางจัดแขนเสื้อของตนเองใหม่อย่างสงบนิ่ง ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เซี่ยหรานมองข้อมือของตนเองเพียงครู่ ในใจด่าคนตรงหน้าไปแล้วหลายรอบ ไอ้แม่ทัพหน้าตาย! จับออกต่อหน้าคู่แข่งเลยนะ ท่านรอเถอะ สักวันข้าจะทำให้ท่านเป็นฝ่ายอยากจับมือข้าเอง!
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของนางกลับยังอ่อนโยนเหมือนเดิม
ขณะเดียวกัน ซูชิงเยว่เหลือบมองข้อมือของเซี่ยหราน ก่อนมุมปากจะยกขึ้น รอยยิ้มนั้นจางเสียจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น หากสำหรับเซี่ยหราน มันไม่ต่างจากการหัวเราะเยาะ
นางเห็นชัด จนอยากเดินเข้าไปเขย่าคนตรงหน้าแล้วถามว่า ยิ้มอะไรนักหนา!
ซูชิงเยว่รีบเก็บรอยยิ้มนั้นกลับ ก่อนก้มหน้าลงอย่างอ่อนน้อม “ฮูหยินอย่าได้ถือสาเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพรักษาระเบียบในค่ายมาโดยตลอด จึงเคร่งครัดกับทุกคน”
คำพูดฟังดูเหมือนช่วยแก้ต่างให้หยางเมิ่งหัว แต่กลับยิ่งทำให้เซี่ยหรานรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังปลอบผู้แพ้
หยางเมิ่งหัวกวาดตามองทั้งสามคน ความเหนื่อยใจในอกยิ่งหนักกว่าเดิม เขาไม่สนใจการแข่งขันของสตรี และไม่สนใจว่าใครแพ้หรือชนะ
เขาสนใจเพียงอย่างเดียว อย่าให้เรื่องวุ่นวายนี้ลุกลามเข้ามาในค่ายทหารก็พอ
ใต้เท้าซูเลี่ยมองภาพทั้งหมดเงียบๆ สีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม เพียงแต่ในใจเริ่มประเมินฮูหยินคนใหม่ของจวนแม่ทัพอีกครั้ง คนที่เอะอะโวยวายไม่น่ากลัว แต่คนที่รู้จักยิ้มระหว่างเดินหมากต่างหากที่ควรระวัง ครู่หนึ่งจึงแย้มมุมปากออกมาบางๆ
“วันนี้รบกวนท่านแม่ทัพมามากแล้ว เยว่เอ๋อร์ พวกเรากลับกันเถิด”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” ซูชิงเยว่รับคำ ก่อนหันมาค้อมกายให้เซี่ยหราน น้ำเสียงยังอ่อนโยนเช่นเดิม
“ฮูหยิน หวังว่าครั้งหน้าจะมีโอกาสพบกันอีกนะเจ้าคะ”
“ยินดีเจ้าค่ะ” เซี่ยหรานยิ้มตอบ แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง ครั้งหน้าข้าไม่ยอมแพ้แน่!
สองพ่อลูกสกุลซูเดินจากไปพร้อมบ่าวรับใช้ จนแผ่นหลังทั้งสองลับพ้นแนวต้นสน บรรยากาศรอบตัวจึงเงียบลง หยางเมิ่งหัวส่งกล่องอาหารทั้งสองใบให้เฉินเฟิง
“นำไปเก็บ”
“ขอรับ” เฉินเฟิงรับของไว้ ก่อนรีบถอยห่างอย่างรู้หน้าที่
หยางเมิ่งหัวจึงหันกลับมามองเซี่ยหราน ดวงตาคมเย็นลงกว่าต่อหน้าคนนอกหลายส่วน
“ต่อไป หากไม่มีธุระสำคัญ อย่ามาที่ค่ายทหารอีก” พูดจบ เขาหันหลังเดินกลับไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้นางตอบแม้แต่คำเดียว
เซี่ยหรานยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นเขม็ง ในใจเดือดพล่านยิ่งกว่าน้ำเดือดในหม้อ
ดี… ดีมาก ไอ้แม่ทัพหน้าตาย คิดว่าพูดแค่นี้แล้วข้าจะยอมแพ้หรือ งั้นท่านคอยดูให้ดี ครั้งหน้าข้าจะทำให้ทั้งค่ายนี้รู้เองว่า ฮูหยินของหยางเมิ่งหัว ไม่ใช่คนที่ใครจะเมินได้ง่ายๆ!
