บทที่ 6 แขกที่ไม่ได้รับเชิญในค่ายทหาร
หลังออกจากเรือนฮุ่ยอัน ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงไม่ได้เรียกเซี่ยหรานกลับไปอีก เพราะนางต้องไปใช้เวลาอยู่ที่โรงครัวเพื่อทำขนมดอกเหมยไปให้หยางเมิ่งหัวที่ค่ายทหารตามคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าแทน
เซี่ยหรานคิดว่า หากนางอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์ของลู่หว่านอวี๋ในสายตาผู้ใหญ่ การเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเอง ย่อมดีกว่าคิดทำอะไรตามใจตน
เซี่ยหรานจึงใช้เวลาช่วงสายอยู่ในห้องครัว โดยให้ชิงเหอช่วยสอน ช่วยปั้นแป้ง จัดกลีบดอกเหมยทีละชิ้น แม้ฝีมือจะยังไม่ถึงกับดีนัก แต่ก็ทำอย่างตั้งใจที่สุด
กระทั่งกล่องอาหารถูกผูกด้วยผ้าแพรสีฟ้าเรียบร้อย รถม้าจึงค่อยๆ เคลื่อนออกจากจวนแม่ทัพ มุ่งหน้าสู่ค่ายทหารทางทิศเหนือของเมืองหลวง
ค่ายทหารทางทิศเหนือของเมืองหลวงไม่ใช่สถานที่ที่เข้ากันกับกล่องอาหารลายดอกเหมยเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่รถม้าหยุดลงหน้าแนวรั้วไม้สูง เสียงกระทบกันของอาวุธก็ดังแว่วมาจากด้านในเป็นระยะๆ สลับกับเสียงตะโกนสั่งการของนายกองและเสียงฝีเท้าที่กระแทกพื้นดินแข็งเป็นจังหวะอย่างหนักแน่น กลิ่นฝุ่น เหล็ก และเหงื่อของบุรุษลอยปะปนอยู่ในสายลม จนเซี่ยหรานอดคิดถึงกลิ่นกำยานอ่อนๆ ในเรือนแม่ทัพไม่ได้ เพราะมันเป็นคนละโลกโดยสิ้นเชิง
นางก้มมองกล่องอาหารในมือ กล่องไม้สีอ่อนผูกด้วยผ้าแพรสีฟ้า ภายในบรรจุขนมดอกเหมยที่ห้องครัวช่วยกันทำตั้งแต่เช้า ชิงเหอเฝ้าย้ำกับพ่อครัวอยู่หลายรอบว่าห้ามหวานจัด ห้ามมันจัด ห้ามแต่งหน้าตาเหมือนของไหว้ศาล และยังแอบกระซิบอีกประโยคหนึ่งว่า
‘ห้ามทำให้ท่านแม่ทัพกินแล้วปวดท้องเป็นอันขาด’
ยิ่งนึกถึง สีหน้าของเซี่ยหรานก็ยิ่งแปลกใจ นี่นางกำลังเอาขนมมาให้สามี หรือกำลังเตรียมเสบียงก่อนออกรบกันแน่
ชิงเหอก้าวลงจากรถตามมา ก่อนรีบเดินเข้ามาอยู่ข้างกาย สีหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยความกังวล แม้ตลอดทางจะไม่ได้เอ่ยห้ามอีกสักคำ แต่สายตานั้นก็ยังมองประตูค่ายทหารราวกับด้านในมีสัตว์ร้ายกำลังอ้าปากรออยู่
“ฮูหยินเจ้าคะ” นางลดเสียงลง “เราฝากของไว้กับทหารยาม แล้วฝากให้เขานำไปมอบแก่ท่านแม่ทัพก็พอแล้วนะเจ้าคะ”
เซี่ยหรานหันมายิ้มให้อีกฝ่าย นางรู้ว่าชิงเหอเป็นห่วง แต่บางเรื่อง หากยังไม่เริ่มก้าวแรก ต่อให้รออีกสามเดือน ทุกอย่างก็คงจบเหมือนเดิม
“ถ้าเขาไม่รู้ว่าข้าเป็นคนเอามาเอง แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าพยายามเปลี่ยนตัวเอง” นางเอ่ยเสียงแผ่ว พูดจบ นางก็แอบถอนหายใจในใจ เอาเข้าจริง ต่อให้รู้ เขาก็คงไม่สนใจ แต่การไม่ทำอะไรเลย ย่อมแย่กว่าการถูกปฏิเสธ
เซี่ยหรานกระชับกล่องอาหารแน่นขึ้น ก่อนก้าวไปยังหน้าค่าย
ทหารยามทั้งสองรีบคำนับทันทีเมื่อเห็นตราประจำจวนแม่ทัพบนรถม้า ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันคล้ายไม่แน่ใจว่าฮูหยินของแม่ทัพมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยเหตุใด แต่ยังไม่ทันมีผู้ใดเอ่ยถาม เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านในเสียก่อน
เฉินเฟิงเดินออกมาแทบจะทันที รองแม่ทัพหนุ่มหยุดตรงหน้านางแล้วค้อมกายตามธรรมเนียม ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีที่ติ ยกเว้นแต่แววตาที่มองมานั้นที่เต็มไปด้วยระแวดระวังเกินกว่าจะซ่อน
เซี่ยหรานเห็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะในใจ ดูเหมือนว่าทั้งค่ายจะเห็นนางเป็นภัยพิบัติมากกว่าจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพเสียอีก
“ฮูหยิน เหตุใดท่านถึงมาที่ค่ายขอรับ”
น้ำเสียงของเฉินเฟิงยังสุภาพ แต่หัวไหล่ที่เกร็งขึ้น กับสายตาที่เหลือบมองกล่องอาหารในมือนางนั้นบอกความคิดของเขาได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก
เขาไม่ได้กลัวนาง แต่เขากลัวว่านางจะสร้างเรื่องต่างหาก!
เซี่ยหรานยกยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุด “ข้าเพียงนำของว่างมาให้ท่านแม่ทัพ ได้ยินว่าเขาอยู่ค่ายทั้งวัน คงไม่มีเวลากลับไปกินอะไรที่จวน”
ประโยคนั้นทำให้เฉินเฟิงนิ่งไป ชิงเหอที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับหลับตาลง ราวกับกำลังภาวนาให้ฮูหยินหยุดพูดเสียที
เฉินเฟิงมองสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง คนตรงหน้าดูเปลี่ยนไปจริง แต่ความทรงจำเกี่ยวกับพฤติกรรมเก่าๆ ของลู่หว่านอวี๋ที่เคยทำไว้นั้นมีน้ำหนักมากเกินกว่าจะหายไปเพราะขนมหนึ่งกล่อง
“ท่านแม่ทัพกำลังหารือราชการกับใต้เท้าซูอยู่ขอรับ ค่ายทหารไม่สะดวกต้อนรับสตรี หากฮูหยินวางของไว้กับข้าน้อย ข้าน้อยจะนำไปส่งให้เอง” เฉินเฟิงตอบตามมารยาท
คำว่า ‘ใต้เท้าซู’ ทำให้เซี่ยหรานชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ ปลายนิ้วที่จับหูกล่องอาหารค่อยๆ เกร็งขึ้น แต่นางพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
“ใต้เท้าซูผู้นั้น ได้มากับคุณหนูซูชิงเยว่หรือไม่” นางเอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มอ่อน
เฉินเฟิงเลิกคิ้วนิดหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่านางจะถามเช่นนี้ แต่สุดท้ายก็ยังตอบตามตรง
“คุณหนูซูติดตามใต้เท้าซูมาขอรับ นางนำขนมมาให้ท่านแม่ทัพ เพียงแต่นั่งรออยู่ที่ศาลาพักด้านใน มิได้เกี่ยวข้องกับงานราชการ”
เซี่ยหรานเงียบไป ความทรงจำจากนิยายค่อยๆ ผุดขึ้นทีละหน้า
‘ใต้เท้าซู คุณหนูซูชิงเยว่’
ถ้าเช่นนั้น วันนี้อาจเป็นวันที่นางจะได้พบซูชิงเยว่เป็นครั้งแรก
เซี่ยหรานก้มมองกล่องขนมในมือ เมื่อครู่นี้นางยังคิดเพียงว่าจะมาส่งของว่างให้หยางเมิ่งหัว แต่ดูเหมือนว่า การมาค่ายทหารครั้งนี้ จะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ชื่อ ‘ซูชิงเยว่’ เพียงผุดขึ้นในความคิด ก็ทำให้ปลายนิ้วของเซี่ยหรานเย็นเฉียบ
นางจำสตรีผู้นี้ได้ดี คุณหนูสกุลซูชิงเยว่ ผู้มีชื่อเสียงด้านความอ่อนโยน งดงาม และกิริยาสมบูรณ์แบบ จนผู้คนในเมืองหลวงแทบไม่มีใครเอ่ยถึงนางในแง่ร้าย
ในนิยายเดิม ซูชิงเยว่คือสตรีที่เหมาะสมกับหยางเมิ่งหัวที่สุด ส่วนลู่หว่านอวี๋ เป็นเพียงนางร้ายที่ควรถูกผลักออกจากเส้นทางของทั้งสอง
‘ศีรษะข้ายังอยากอยู่กับลำคอนะ!’ เซี่ยหรานเม้มริมฝีปาก แต่ความหวาดหวั่นเพิ่งแล่นผ่านอกได้เพียงครู่เดียว ความหงุดหงิดก็โผล่ขึ้นมาตามมาติดๆ
ถึงนางจะไม่ได้รักหยางเมิ่งหัว แต่ตอนนี้เขาก็ยังเป็นสามีของนางตามพระราชโองการ แล้วเหตุใดคุณหนูซูถึงต้องถือขนมมาหาเขาถึงค่ายทหารด้วยเล่า!
เซี่ยหรานก้มมองกล่องอาหารในอ้อมแขน นางเอาขนมมา อีกฝ่ายก็เอาขนมมา นี่มันอะไรกัน แข่งกันส่งของหวานให้พระเอกหรืออย่างไร
เฉินเฟิงเห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนไป ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เขาจึงขยับตัวมาบดบังทางเข้าอีกก้าวหนึ่ง
“ฮูหยิน ข้าน้อยจะนำของไปมอบให้ท่านแม่ทัพเอง ท่านกลับจวนเถิดขอรับ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย พลางกล่าวอย่างระมัดระวัง “หากท่านแม่ทัพทราบว่าท่านมาถึงค่าย เกรงว่าจะไม่สบายใจเท่าใดนัก”
เซี่ยหรานเกือบหลุดหัวเราะ ไม่สบายใจหรือ นางว่าเขาคงปวดหัวมากกว่า แต่ถ้านางยอมกลับไปตอนนี้ แล้วภารกิจของระบบเล่า คะแนนชะตาอีกสิบคะแนนเล่า
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงเงยหน้าขึ้น แล้วส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสุภาพที่สุด
“รองแม่ทัพเฉิน ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงระเบียบในค่าย แต่ข้าไม่เดินเพ่นพ่าน เพียงมอบของให้ท่านแม่ทัพ แล้วจะกลับทันที”
เฉินเฟิงสบตานาง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง หากเป็นลู่หว่านอวี๋เมื่อก่อน ป่านนี้คงยกตำแหน่งฮูหยินขึ้นมาข่มเขา หรือไม่ก็บังคับให้แม่ทัพออกมารับด้วยตนเอง แต่สตรีตรงหน้ากลับเพียงยืนกอดกล่องอาหารไว้แน่น
ดื้อ… ทว่ายังรักษามารยาท
ชิงเหอที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบเม้มปาก ฮูหยินของนางยังดื้อเหมือนเดิม เพียงแต่เริ่มดื้อเป็นขึ้นมากแล้ว
เฉินเฟิงกำลังจะเอ่ยปฏิเสธอีกครั้ง แต่เสียงสนทนาจากลานด้านในก็ดังลอยมาตามสายลมเสียก่อน
เซี่ยหรานเผลอเหลือบมองผ่านไหล่ของเขา จึงได้เห็นว่าใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก หยางเมิ่งหัวยืนอยู่กับขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่ง
บุรุษทั้งสองกำลังสนทนากันด้วยสีหน้าจริงจัง ส่วนด้านหลังขุนนางผู้นั้น มีสตรีในอาภรณ์สีเหลืองอ่อนยืนสงบนิ่งอยู่ นางไม่ได้แต่งกายโดดเด่น แต่กลับสะดุดตาเป็นอย่างมาก
แสงแดดยามสายลอดผ่านใบไม้ ตกกระทบชายแขนเสื้อสีอ่อน ดวงหน้างามละมุนยิ่งดูอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน และในมือของสตรีผู้นั้น มีกล่องขนมใบหนึ่ง ในใจของเซี่ยหรานมีเสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้นนับสิบครั้ง
เซี่ยหรานก้มมองกล่องอาหารในอ้อมแขนอีกครั้ง กล่องไม้ใบเล็กดูธรรมดาเสียจนแทบไม่มีสิ่งใดน่าจดจำ
ขนมดอกเหมยของนางทำด้วยความตั้งใจ แต่เมื่อเทียบกับกล่องเฉียวกั่วในมือซูชิงเยว่แล้ว ก็เหมือนทหารใหม่ที่เพิ่งหัดจับดาบ ยืนเผชิญหน้าแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน
นางเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ‘ช่างเถิด ต่อให้แพ้ ก็ต้องแพ้หลังจากได้ลงสนาม’
เซี่ยหรานก้าวไปข้างหน้า ส่วนเฉินเฟิงรีบขยับตัวมาขวางโดยแทบไม่ต้องคิด
“ฮูหยินขอรับ”
เสียงของเฉินเฟิงทำให้ ร่างบางหยุดฝีเท้า เงยหน้ามองเขา ก่อนยิ้มอย่างสุภาพ น้ำเสียงยังนุ่มนวลเหมือนเดิม
“รองแม่ทัพเฉิน ท่านกำลังขวางทางข้าอยู่”
เฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย และกล่าวต่อ“ฮูหยิน ฝากของให้ข้าน้อยเถิดขอรับ”
“ข้ารู้ว่าท่านทำตามหน้าที่ แต่วันนี้ ข้าก็กำลังทำหน้าที่ของฮูหยินเช่นกัน” พูดจบ นางก็ก้าวอ้อมเขาไป
หากเป็นเรื่องอื่น นางอาจยอมถอย แต่ภารกิจนี้นางถอยไม่ได้!
“ฮูหยินขอรับ!” เฉินเฟิงจึงรีบขยับตามอีกครั้ง
“หากท่านคิดว่าข้าจะก่อเรื่อง ก็เชิญเดินตามมาได้ แต่ข้าจะไม่กลับโดยที่ยังไม่ได้มอบของชิ้นนี้ด้วยตนเอง” เซี่ยหรานเอ่ยโดยไม่หันกลับ และไม่ยอมหยุดเดินแต่อย่างใด
คำพูดนั้นทำให้เฉินเฟิงนิ่งอึ้ง สตรีตรงหน้าไม่ได้ใช้อำนาจ แต่กลับดื้อเสียจนเขาไม่รู้จะรับมืออย่างไร
ทว่าเขาไม่อาจแตะต้องฮูหยินของแม่ทัพต่อหน้าทหารทั้งค่ายได้ สุดท้ายจึงได้แต่เดินตามอยู่ด้านหลัง สีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังตามเก็บกองไฟที่อาจลุกลามได้ทุกเมื่อ
ชิงเหอที่เดินตามหลังรีบยกมือกุมอก ฮูหยินของนาง วันนี้ดื้อจริงๆ แต่เป็นความดื้อที่ทำให้คนห้ามไม่ลง
เซี่ยหรานสูดลมหายใจลึก ทุกก้าวที่เดินเข้าไปใต้ร่มไม้ หัวใจของนางก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
นางไม่ได้กลัวซูชิงเยว่ แต่นางกลัวชะตากรรม กลัวว่าเรื่องราวจะเดินไปตามต้นฉบับทุกประการ และกลัวที่สุดคือ ไม่ว่านางจะพยายามมากเพียงใด สุดท้ายก็ยังถูกผลักกลับไปยังลานประหารแห่งนั้นต่างหาก
ดังนั้น วันนี้นางจะไม่ถอยเป็นอันขาด!
ในเวลาเดียวกันนั้นที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซูชิงเยว่กำลังยื่นกล่องเฉียวกั่วไปทางหยางเมิ่งหัว
“ท่านแม่ทัพ หากไม่รังเกียจ…”
ประโยคนั้นยังไม่ทันจบ หยางเมิ่งหัวก็หันมาทางด้านนี้เสียก่อน สายตาคมของเขาหยุดอยู่ที่เซี่ยหราน ความประหลาดใจวาบขึ้นเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยใจที่นางคุ้นเคยดี
เซี่ยหรานเห็นแววนั้นก็แทบอยากถอนหายใจ
ดูสิ นางยังไม่ได้อ้าปากเลย เขาก็ทำหน้าเหมือนข้าจะเผาค่ายทหารแล้ว…
แต่ครั้งนี้ นางไม่คิดจะหลบสายตา นางกอดกล่องอาหารไว้แน่น เดินตรงเข้าไปทีละก้าวอย่างไม่ลังเล ในเมื่อทุกคนเชื่อว่าลู่หว่านอวี๋จะต้องสร้างเรื่อง ถ้าเช่นนั้น วันนี้นางก็จะพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าคนๆหนึ่งสามารถเปลี่ยนได้จริงหรือไม่ และในวินาทีที่เซี่ยหรานก้าวเข้าไปถึงใต้ร่มไม้ สายตาของทั้งสี่คนก็หันมาหยุดอยู่ที่นางพร้อมกัน
