บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ใส่ร้าย

เพียงแค่ชิงเหอพูดจบ เสียงเอะอะก็ดังแทรกจากนอกเรือน เริ่มจากเสียงฝีเท้า ก่อนจะตามด้วยเสียงสตรีวัยกลางคนที่ดังลั่นจนทะลุผ่านประตู

“หลีกไป! ข้าจะเข้าไปพบฮูหยินของพวกเจ้า!”

ชิงเหอสะดุ้ง เงยหน้ามองประตูทันที เซี่ยหรานเองก็ขมวดคิ้ว เสียงนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนแขก แต่มันเหมือนคนมาหาเรื่องมากกว่า ยังไม่ทันที่ใครจะทันขยับ ประตูเรือนก็ถูกผลักเปิดออกเสียก่อน

สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาโดยไม่รอให้บ่าวประกาศ

นางสวมอาภรณ์สีครามเข้ม ผมเกล้ามวยเรียบร้อย แม้อายุจะมากแล้ว แต่ท่วงท่ายังคงตรงสง่า ดวงตาคมกริบกวาดมองเข้ามาในห้องอย่างไม่เกรงใจผู้ใด

ด้านหลังมีบ่าวหญิงอีกหลายคนเดินตามมา ตรงกลางกลุ่มนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งคุกเข่าหน้าซีด มือทั้งสองถูกจับไว้แน่น

เซี่ยหรานจำหน้าได้ทันที ‘ฟานอวี้’ สาวใช้อีกคนที่ติดตามลู่หว่านอวี๋มาจากสกุลลู่

“ฮูหยิน!”

ชิงเหอร้องตกใจ รีบก้าวมาขวางด้านหน้าของเซี่ยหรานทันใด แต่สตรีวัยกลางคนปรายตามองนางเพียงแวบเดียว

“หลีกไป” น้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่นจนชิงเหอชะงัก

เซี่ยหรานจึงขยับกายลุกขึ้น สายตาเลื่อนจากหญิงวัยกลางคนไปยังฟานอวี้ เด็กสาวหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แต่กลับไม่ร้องไห้

ทันทีที่เห็นนายสาว นางก็รีบคุกเข่าลงเต็มตัว “ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวไม่ได้ทำเจ้าค่ะ” เสียงนั้นสั่นจนแทบขาดหาย

เซี่ยหรานยังไม่ทันถามว่าเกิดอะไรขึ้น สตรีกลางคนผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

“ไม่ได้ทำเช่นนั้น” นางหัวเราะเสียงเยาะหยัน “ของกลางอยู่ในห้องของนาง จะบอกว่าไม่ได้ทำอย่างนั้นหรือ”

บรรยากาศในห้องเย็นลงทันที เซี่ยหรานมองอีกฝ่ายนิ่ง แม้ไม่รู้จักชื่อ แต่จากท่าทีของชิงเหอและบ่าวในเรือนที่ต่างก้มหน้าลงพร้อมกัน นางก็พอเดาได้ว่า คนผู้นี้ไม่ใช่บ่าวธรรมดา

สตรีวัยกลางคนยกคางขึ้นเล็กน้อย ราวกับรู้ถึงความคิดของนาง

“ข้าคือแม่นมหลิว เลี้ยงดูท่านแม่ทัพมาตั้งแต่แบเบาะ”

ประโยคนั้นไม่ได้โอ้อวด แต่ทุกคนในห้องต่างเข้าใจความหมาย คนที่เติบโตมากับหยางเมิ่งหัว ย่อมมีฐานะในจวนไม่ต่างจากคนในครอบครัว

แม่นมหลิวหันไปคว้าปิ่นหยกจากถาดที่บ่าวถืออยู่ ก่อนยกขึ้น

“ปิ่นหยกชิ้นนี้หายไปจากเรือนข้าเมื่อเช้า แล้วกลับไปพบอยู่ในหีบเสื้อผ้าของสาวใช้คนนี้”

สายตาคมกริบหันกลับมาหาเซี่ยหราน “ฮูหยิน คนของท่านขโมยของ ท่านจะอธิบายอย่างไร”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ ฟานอวี้ก้มหน้าลงจนหน้าผากแทบแตะพื้น

“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวสาบาน บ่าวไม่เคยแตะต้องปิ่นหยกเล่มนี้เลย” เสียงสะอื้นขาดห้วง “บ่าวไม่รู้ว่ามันเข้าไปอยู่ในหีบได้อย่างไรด้วยซ้ำ”

เซี่ยหรานมองเด็กสาวอยู่ครู่หนึ่ง ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อยๆ ผุดขึ้น ฟานอวี้ติดตามลู่หว่านอวี๋มาตั้งแต่ยังเด็ก วันที่ออกเรือน หลินซูเหยาเป็นคนเลือกนางด้วยตัวเอง

“ฟานอวี้สุขุม ปากหนัก หากวันหนึ่งแม่อยู่ดูแลเจ้าไม่ได้ ก็ให้ฟานอวี้อยู่ข้างเจ้า”

น้ำเสียงอ่อนโยนของมารดาดังขึ้นในความทรงจำ

เซี่ยหรานเม้มริมฝีปาก ถ้าฟานอวี้ถูกลงโทษ ไม่ใช่เพียงสาวใช้คนหนึ่งที่ซวย แต่ยังหมายถึงคนที่หลินซูเหยาไว้ใจที่สุดถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมย

นางถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแม่นมหลิว

“แม่นมหลิว ท่านกล่าวว่าพบปิ่นในหีบของฟานอวี้ มีผู้ใดเห็นตอนนางนำไปเก็บหรือไม่”

“หลักฐานอยู่ตรงหน้า ยังต้องมีคนเห็นอีกหรือ” แม่นมหลิวขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ

“ข้าถามเพียงว่า มีหรือไม่มี” เซี่ยหรานเอ่ยอย่างใจเย็น น้ำเสียงยังสุภาพไม่เปลี่ยน

“ไม่มี” แม่นมหลิวสีหน้าตึงขึ้น

เซี่ยหรานพยักหน้ารับเบาๆ นางก้มลงประคองฟานอวี้ให้ลุกขึ้น การกระทำนั้นทำให้ทุกคนในห้องชะงัก แม้แต่ฟานอวี้เองก็เบิกตากว้าง

เซี่ยหรานปล่อยมือจากแขนเด็กสาว ก่อนหันกลับไปสบตาแม่นมหลิว

“คนของข้า หากทำผิด ข้าจะเป็นคนลงโทษเอง แต่ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำผิด ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดตราหน้านางว่าเป็นหัวขโมย” สิ้นคำ บรรยากาศทั้งห้องก็แข็งตัวลงราวกับน้ำแข็ง ดวงตาของแม่นมหลิวค่อยๆ เย็นลงทีละน้อย

“เช่นนั้น ฮูหยินหมายความว่าจะปกป้องคนผิดอย่างนั้นหรือ” นางยิ้มบาง แต่แววตาไม่ยิ้มด้วยเลย

เซี่ยหรานสบตานางตรงๆ ในใจกลับอดด่าขึ้นมาไม่ได้

‘พวกคนจวนแม่ทัพนี่เป็นอะไรกันนะ ตั้งแต่แม่ทัพยันแม่นม ไม่มีใครคิดจะฟังเหตุผลก่อนตัดสินคนเลยหรือ!’

นางสูดลมหายใจเข้าลึก ยังไม่ทันได้เอ่ยตอบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากนอกเรือน สาวใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้ามา ก่อนค้อมกายหอบหายใจ

“แม่นมหลิว ฮูหยินเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าทราบเรื่องแล้ว ท่านมีคำสั่ง…” สาวใช้นิ่งไปเล็กน้อย พลางกวาดสายตามองหน้าทุกคนในห้องทีละคน “ให้ทุกคนไปที่เรือนฮุ่ยอันเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”

ลมยามสายพัดยอดสนเหนือเรือนฮุ่ยอันไหวครืนเบาๆ เซี่ยหรานเดินตามสาวใช้เข้าไปในเรือนอีกครั้ง คราวนี้ฝีเท้าของนางหนักกว่าตอนเช้าเล็กน้อย

เมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งเตือนนางว่า ‘อย่าก่อเรื่อง’ บัดนี้ ทั้งจวนกลับมารวมตัวกันที่เรือนฮุ่ยอันเพราะเรื่องของนางอีกครั้ง แม้คนก่อเรื่องจะไม่ใช่นางก็ตาม

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ความเงียบก็ปกคลุมทั้งห้อง

ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงยังนั่งอยู่บนตั่งตัวเดิม หากคราวนี้ถ้วยชาบนโต๊ะยังไม่ถูกแตะต้องแม้แต่น้อย สีพระพักตร์สงบนิ่งกว่าตอนเช้า แต่ความนิ่งนั้นกลับทำให้เซี่ยหรานรู้สึกกดดันยิ่งกว่าเสียงดุเสียอีก

ร่างบางก้าวเข้าไป ย่อตัวทำความเคารพอย่างเรียบร้อย

“คารวะท่านย่าเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เอ่ยให้ลุกทันที ดวงตาคมมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

“เมื่อเช้า ข้าเพิ่งบอกเจ้าว่าอย่าทำให้เรือนหลักวุ่นวาย แล้วตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่งวัน คนของเจ้าก็ถูกจับได้ว่าขโมยของ!” ฮูหยินผู้เฒ่าวางมือลงบนพนักตั่ง เสียงไม้กระทบกันแผ่วเบา

คำสุดท้ายตกลงกลางห้อง ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง เซี่ยหรานเม้มริมฝีปาก หากเป็นลู่หว่านอวี๋คนเดิม เวลานี้คงเถียงเสียงดังไปแล้ว แต่นางไม่ใช่

“ท่านย่าเจ้าคะ ข้าขอถามได้หรือไม่”

แม่นมหลิวกระตุกมุมปากขึ้น พลางขยับปากหมายจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน

“ถามมาได้”

เซี่ยหรานหันไปมองฟานอวี้ เด็กสาวคุกเข่าตัวสั่น ดวงตาแดงก่ำ แต่ยังพยายามกัดริมฝีปากไม่ให้สะอื้นออกมา จากนั้นจึงหันไปหาแม่นมหลิว

“ปิ่นหยกหายเมื่อใด”

“หลังอาหารเช้า” แม่นมหลิวเหลือบตามองนางพร้อมตอบ

“แล้วพบเมื่อใด” เซี่ยหรานถามต่อ

“กลางยามอู่” แม่นมหลิวตอบ คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันเรื่อยๆ ด้วยความไม่พอใจ

“แล้วแม่นมหลิวไปพบปิ่นเล่มนี้ที่ใดกัน” เซี่ยหรานพยักหน้าและถามต่อ

“ข้าพบในหีบเสื้อผ้าของสาวใช้คนนี้” แม่นมหลิวตอบเสียงสะบัด

เซี่ยหรานกวาดตามองปิ่นหยกบนถาด ลายแกะสลักละเอียด เนื้อหยกขาวสะอาด ไม่มีรอยกระแทก ของเช่นนี้ คงไม่ใช่ของที่ใครจะกล้าพกติดตัวเดินไปเดินมา

เซี่ยหรานจึงหันไปหาฟานอวี้บ้าง “เช้านี้ เจ้าทำสิ่งใดบ้าง”

ฟานอวี้รีบเงยหน้า น้ำเสียงยังสั่น “บ่าวตื่นแต่เช้า ช่วยชิงเหอจัดของรับไหว้ จากนั้นกลับเรือนมาพับเสื้อผ้า แล้วไปที่เรือนครัวเตรียมยกมื้อเช้ามาให้ฮูหยินเจ้าค่ะ”

เซี่ยหรานไม่ได้ซักต่อ นางก้มลงมองพื้นไม้ข้างหีบที่บ่าวยกมาตั้งไว้เป็นของกลาง หีบต้นเรื่องไม่ใหญ่ หากเปิดฝาไว้ ใครเดินผ่านก็ใส่ของลงไปได้ แต่หากปิดอยู่ คนใส่ต้องเปิดเอง

นางเงียบไปครู่หนึ่ง ความทรงจำจากชีวิตเดิมผุดขึ้นอย่างเลือนราง เวลาตำรวจตรวจค้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ของกลาง แต่คือ ใครเป็นคนพบของกลาง ต่างหาก

เซี่ยหรานค่อยๆ เงยหน้าขึ้น และหันไปสบตากับแม่นมหลิว

“ก่อนเปิดหีบ เหตุใดแม่นมจึงคิดจะค้นห้องของฟานอวี้”

คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง แม้แต่แม่นมหลิวเองก็ชะงักไปชั่วขณะ เซี่ยหรานไม่ได้ละสายตา นางแค่รอคำตอบ เพราะหากไม่มีเหตุผล เหตุใดจึงต้องเริ่มค้นที่ห้องของฟานอวี้เป็นห้องแรก

คำถามของเซี่ยหรานลอยค้างอยู่กลางห้อง แม่นมหลิวมองนางนิ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เพราะมีคนเห็น”

“ใครเห็นกัน” คิ้วเรียวของเซี่ยหรานขยับยกขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย

“บ่าวเองเจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้หนึ่งก้าวออกมาคุกเข่าอย่างรวดเร็ว นางก้มหน้าแนบพื้น สีหน้าตื่นกลัวจนปลายนิ้วสั่น “เช้านี้บ่าวเห็นฟานอวี้เดินออกมาจากก้องของแม่นมหลิวเจ้าค่ะ”

“ห้องของข้าไม่มีธุระให้นางเข้าไป ของก็หายพอดี เมื่อค้นห้องนางก็พบปิ่นหยก เช่นนี้ยังต้องแก้ตัวอีกหรือ” แม่นมหลิวเอ่ย พลางปรายตามองฟานอวี้

ฟานอวี้หน้าซีดเผือด รีบส่ายหน้าทั้งน้ำตา “บ่าวไปจริงเจ้าค่ะ แต่บ่าวไปแจ้งเรื่องอาหารเช้าของฮูหยินให้แม่ครัวที่ห้องข้างๆ บ่าวไม่ได้เข้าเรือนแม่นมหลิว”

“พอแล้ว! คนผิดย่อมมีข้ออ้าง ผู้ใดจะยอมรับความผิดตัวเองง่ายๆกัน” แม่นมหลิวตัดบท

ฟานอวี้เม้มริมฝีปาก น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนพื้นไม้ เซี่ยหรานเหลือบมองนางเพียงครู่เดียว ก่อนเบนสายตาไปยังบ่าวหญิงอีกคน และก้าวเข้าไปหยุดหน้าถาดที่วางปิ่นหยก

ปลายนิ้วเรียวลอยอยู่เหนือปิ่นเพียงครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองแม่นมหลิว พร้อมหยิบปิ่นขึ้นอย่างระมัดระวัง เนื้อหยกเย็นจัด แต่สิ่งที่ทำให้นางขมวดคิ้วกลับไม่ใช่ตัวปิ่น หากเป็น พู่ไหมสีแดงที่ผูกอยู่ตรงปลาย

มันสะอาดเกินไป สะอาดเสียจนแทบไม่มีฝุ่นติดอยู่แม้แต่น้อย นางเหลือบมองชายกระโปรงของฟานอวี้ ปลายชายกระโปรงยังมีคราบดินจางๆ จากการเดินไปเรือนครัว รองเท้าปักลายเองก็เปื้อนฝุ่นบางๆเช่นกัน

หากนางซ่อนปิ่นไว้ในหีบตั้งแต่เช้า พู่ไหมเส้นนี้ก็ควรมีฝุ่นติดอยู่บ้าง

เซี่ยหรานก้มมองหีบเสื้อผ้า ด้านในเรียงเสื้อผ้าเป็นระเบียบ ไม่มีร่องรอยถูกรื้อค้น นางสูดลมหายใจช้าๆ ก่อนหันกลับไปมองสาวใช้ที่เป็นพยาน

“เจ้าชื่ออะไร”

“บ่าวชื่อชุนเถาเจ้าค่ะ”

"ชุนเถา” เซี่ยหรานเอ่ยเสียงนุ่ม “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเห็นฟานอวี้เดินออกจากเรือนแม่นม”

“เจ้าค่ะ” ชุนเถาพยักหน้ารับ

“แล้วผู้ใดเป็นคนเสนอให้ค้นห้องฟานอวี้”

“บ่าวเองเจ้าค่ะ” ชุนเถาก้มหน้าลง พลางเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น เห็นชัดเจนว่ากำลังกังวล “เพราะบ่าวเห็นนางมีพิรุธเจ้าค่ะ”

“พิรุธอย่างไร”

“คือ…” ชุนเถากลืนน้ำลาย เสียงของนางค่อยๆ แผ่วลง นางตอบไม่ได้

เซี่ยหรานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนวางปิ่นกลับลงบนถาด

“ท่านย่า ข้ายังไม่อาจบอกได้ว่าผู้ใดเป็นคนขโมย แต่หลานคิดว่า คนที่ซ่อนปิ่น ไม่ใช่ฟานอวี้เจ้าค่ะ เพราะผู้ที่เสนอให้ค้นห้องฟานอวี้เป็นคนแรก คือชุนเถา”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ เซี่ยหรานพูดต่ออย่างใจเย็น

“คนที่ทำของหาย ส่วนใหญ่ย่อมค้นหาหลายแห่ง แต่เหตุใด ทุกคนจึงตรงไปที่ห้องฟานอวี้ทันที”

ชุนเถาตัวสั่น เซี่ยหรานไม่ได้ละสายตา นางพูดต่อว่า “อีกทั้งปิ่นเพิ่งถูกนำไปใส่ในหีบไม่นาน พู่ไหมยังสะอาด หากซ่อนตั้งแต่เช้า หลังเปิดปิดหีบหลายครั้ง ย่อมไม่เป็นเช่นนี้”

ฮูหยินผู้เฒ่าหยิบปิ่นขึ้นมาดูด้วยตนเอง ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย แม่นมหลิวเองก็ชะงัก เซี่ยหรานกล่าวต่อ

“หลานไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนทำ แต่ผู้ที่รู้ว่าควรค้นห้องใดก่อน ย่อมเป็นผู้ที่มั่นใจว่าปิ่นอยู่ที่นั่น”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” ทันใดนั้น ชุนเถาทรุดลงทั้งตัว “บ่าว…บ่าวไม่ได้ตั้งใจ!”

ใบหน้าของนางซีดเผือด น้ำตาไหลอาบแก้ม

“บ่าวเพียงอยากสั่งสอนนาง เพราะนางเคยหัวเราะบ่าว บ่าวแค่แอบเอาปิ่นไปใส่ไว้…” เสียงสุดท้ายแทบไม่เหลือแรงพูดต่อ

ทั้งห้องเงียบสนิท ฟานอวี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ส่วนแม่นมหลิวกำหมัดแน่น สีหน้าทั้งโกรธ ทั้งอับอาย

ฮูหยินผู้เฒ่าวางปิ่นลงบนโต๊ะดังกึก!

“ชุนเถา เจ้ากล้าใส่ร้ายผู้อื่น สมควรถูกโบยยี่สิบไม้! ลดเป็นบ่าวชั้นล่าง ห้ามเข้ารับใช้เรือนหลักอีก!” น้ำเสียงเรียบจนทุกคนเย็นสันหลัง

ชุนเถาทรุดลงร้องไห้ องครักษ์สองคนก้าวเข้ามาลากตัวออกไป เสียงอ้อนวอนค่อยๆ ไกลออกไปตามระเบียง

ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าหันมามองเซี่ยหราน คราวนี้สายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะไม่ได้อ่อนโยน แต่ก็ไม่แข็งเหมือนเดิม

“วันนี้ เจ้าทำถูก”

เซี่ยหรานค้อมศีรษะ “หลานเพียงไม่อยากให้คนบริสุทธิ์ถูกลงโทษเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจออกมา ดวงตาของนางทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง

“เมิ่งหัวออกจากจวนแต่เช้า ช่วงนี้ฝึกทหารหนัก” ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปสั่งสาวใช้ “ไปแจ้งห้องครัว เตรียมวัตถุดิบทำขนมดอกเหมย” จากนั้นจึงหันกลับมาหาเซี่ยหราน

“เจ้าลงมือทำเอง แล้วนำไปส่งที่ค่ายทหาร”

เซี่ยหรานชะงัก ฮูหยินผู้เฒ่ามองนางตรงๆ

“ต่อให้สามีภรรยายังไม่สนิท แต่การใส่ใจ เริ่มได้จากเรื่องเล็ก เจ้าทำได้หรือไม่”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยหรานก้มศีรษะรับคำ นางฝืนยิ้มน้อยๆ ทั้งๆที่ในใจอยากกรีดร้องออกมาดังๆ

ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง เสียงใสเย็นเยียบก็ดังขึ้นในห้วงสำนึก

(ภารกิจย่อย ทำขนมดอกเหมยด้วยตนเอง และนำไปส่งยังค่ายทหาร รางวัลคือ คะแนนชะตา +10)

เซี่ยหรานหลับตาลง ในใจถอนหายใจเงียบๆ ดูเหมือนว่า นางจะหนีห้องครัวไม่พ้นเสียแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel