บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 คำเตือนจากฮูหยินผู้เฒ่า

เซี่ยหรานรู้สึกราวกับตนถูกชั่งน้ำหนักอยู่บนตาชั่งที่ละเอียดที่สุด เพียงแค่ลมหายใจผิดจังหวะก็คงถูกจับได้ นางจึงรีบประสานมือ

“ท่านย่าโปรดถามเถิดเจ้าค่ะ”

“เจ้าคิดว่า หน้าที่ของฮูหยินจวนแม่ทัพคือสิ่งใด” ฮูหยินผู้เฒ่าถามเสียงเรียบ พร้อมวางถ้วยชาลงเบาๆ

ทั้งห้องพลันเงียบลง แม้แต่หยางเมิ่งหัวก็เหลือบมองผู้เป็นย่าเล็กน้อย เซี่ยหรานเองก็นิ่งไป คำถามนี้ไม่มีถูกหรือผิดเสียทีเดียว แต่หากตอบพลาด ภารกิจแรกของระบบก็คงล้มเหลวทันที

“สำหรับข้า ฮูหยินจวนแม่ทัพ ไม่ใช่เพียงภรรยาของแม่ทัพเจ้าค่ะ” นางสูดลมหายใจเข้า ก่อนตอบอย่างช้าๆ “แม่ทัพอยู่แนวหน้า ต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ส่วนฮูหยิน ต้องดูแลแนวหลัง”

ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พูดแทรก เซี่ยหรานจึงกล่าวต่อ

“ต้องดูแลผู้ใหญ่ ดูแลคนในจวน ดูแลครอบครัวของทหารที่ออกศึก รักษาหน้าตาของจวน ไม่สร้างปัญหาให้สามีต้องกังวลใจ และเมื่อเกิดเรื่องขึ้น ก็ต้องเป็นคนประคองจวนเอาไว้” นางหยุดไปเล็กน้อย “ต่อให้ช่วยเขาถือดาบไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ควรเป็นภาระให้เขาต้องหันกลับมาห่วงหลัง”

ประโยคสุดท้ายตกลงกลางความเงียบ ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงมองนางอยู่นาน สีหน้าของนางยังเรียบนิ่งดังเดิม แต่ปลายนิ้วที่กำลังหมุนฝาถ้วยชาหยุดลงชั่วขณะ

ดวงตาคมกริบมีประกายบางอย่างวาบผ่านอย่างรวดเร็ว นั่นคือความแปลกใจ ไม่ใช่เพราะคำตอบนั้นสมบูรณ์แบบ แต่เพราะมันไม่ใช่คำตอบที่ควรออกมาจากปากลู่หว่านอวี๋

ฮูหยินผู้เฒ่าละสายตาจากเซี่ยหราน ก่อนหันไปมองหลานชายเพียงเสี้ยววินาที

หยางเมิ่งหัวเองก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้เหมือนกัน

ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าจึงพยักหน้าเพียงเล็กน้อย

“พอใช้ได้”

คำชมสั้นๆ เพียงสามคำ แต่ทำให้บ่าวรับใช้หลายคนลอบมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่า สำหรับฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิง คำว่า ‘พอใช้ได้’ นับว่าเป็นคำชมที่หาได้ยากยิ่ง

“ลุกขึ้นก่อนเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือขึ้นเล็กน้อย “เมื่อคืนเป็นคืนแต่งงาน พวกเจ้าคงพักผ่อนไม่มากนัก”

เซี่ยหรานเพิ่งผ่อนลมหายใจออกมา ก็เกือบสำลักลมหายใจตัวเอง พักผ่อนไม่มากนักจริง เพราะนางถูกหลานชายของท่านมัดติดกับเสาเตียงทั้งคืน แต่เรื่องนี้ ต่อให้เอาดาบมาจ่อคอ นางก็ไม่มีวันพูดออกไปเด็ดขาดเซี่ยหรานไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือควรก้มหน้าสำนึกผิดกันแน่ สุดท้ายจึงเลือกยิ้มบาง ๆ อย่างระมัดระวัง

“ขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ”

“อย่าเพิ่งขอบคุณ” ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ “ข้ายังไม่ได้ชมเจ้า”

เซี่ยหรานรีบหุบยิ้มทันที หญิงชราวางถ้วยชาลง ดวงตาคมยังจับอยู่ที่ใบหน้านาง

“คนเราพูดดีไม่ยาก แต่ทำได้จริงต่างหากที่ยากกว่า ข้าจะดูต่อไป”

“เจ้าค่ะท่านย่า” เซี่ยหรานรีบก้มศีรษะลง แต่ทันใดนั้น ความอุ่นวาบก็ไหลผ่านกลางอก เหมือนมีอะไรบางอย่างเบาลงเล็กน้อย

เซี่ยหรานชะงักเพียงเสี้ยววินาที ระบบไม่ได้ปรากฏขึ้นมาอีก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับมั่นใจเป็นอย่างมากว่า คำตอบเมื่อครู่นี้ อย่างน้อยก็ไม่ได้ตอบผิด นางจึงแอบผ่อนลมหายใจอย่างเงียบๆ…

หารู้ไม่ว่าตอนนี้ หยางเมิ่งหัวมองผู้เป็นย่า ก่อนจะเลื่อนสายตามายังสตรีที่นั่งอยู่ข้างๆ

เขาเห็นว่าเช้าวันนี้นางแปลกไป แปลกจนเขาไม่อาจละสายตาได้ เมื่อคืนยังร้องไห้โวยวาย จะวิ่งออกไปลากตัวเขาจากงานเลี้ยง แต่เช้านี้กลับยอมรับคำตำหนิทุกประโยค

นางไม่เถียง ไม่ร้องไห้ และไม่หยิบบิดามาข่มผู้ใดเหมือนอย่างเคย ราวกับเป็นคนละคน

เขาไม่เชื่อว่าคนเราจะเปลี่ยนได้เพียงข้ามคืน หากนี่เป็นเพียงการแสดง ก็ถือว่าแสดงได้แนบเนียนกว่าที่เขาคิด

ดวงตาคมจึงเย็นลงอีกเล็กน้อย เขาจะคอยดูว่านางเล่นละครได้นานเพียงใด

ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงมองหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

“เมิ่งหัว”

“ขอรับ”

“คืนแรกผ่านไปแล้ว เหตุใดเช้านี้เจ้าจึงยังทำหน้าราวกับมีคนบังคับให้ไปออกรบ”

เซี่ยหรานรีบก้มหน้าลงทันที มุมปากแทบกระตุก นางไม่ควรหัวเราะ ไม่ควรเลยจริงๆ

“ท่านย่า” หยางเมิ่งหัวขมวดคิ้ว

“ข้าเรียกชื่อเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดต่อทันที “ไม่ได้เรียกให้เจ้าขมวดคิ้วใส่ข้า”

ทั้งห้องเงียบลง เซี่ยหรานกลั้นขำเต็มที่ ในใจนางร้องดังว่าสมน้ำหน้า ในโลกนี้ คนที่กล้าตำหนิ ไอ้ลูกเต่าก็มีเพียงแค่ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงคนเดียวนี่แหละ!

“เจ้าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม เมื่อแต่งนางเข้ามาแล้ว นางก็คือภรรยาของเจ้า ส่วนนางก็เป็นสะใภ้ของสกุลหยาง คนภายนอกไม่ได้มองแยกว่าใครพอใจหรือไม่พอใจ เขามองเพียงว่า จวนแม่ทัพสกุลหยางดูแลคนของตัวเองเป็นหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดต่อจนจบ

เซี่ยหรานลอบกำกล่องกำไลในมือแน่นขึ้น คำว่า ‘ภรรยาของเจ้า’ ที่ออกมาจากปากของฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยอัน ทำให้นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของหยางเมิ่งหัว นางกลัวเหลือเกินว่าจะเห็นแววรังเกียจในดวงตาของเขา

หยางเมิ่งหัวเองก็นิ่งไปอยู่นาน ไม่อยากยอมรับคำพูดของผู้เป็นย่าเท่าใดนัก ผ่านไปอึดใจหนึ่ง หยางเมิ่งหัวจึงตอบเพียงสั้นๆ

“ขอรับท่านย่า”

เสียงนั้นเรียบจนแทบไร้อารมณ์ แต่เซี่ยหรานกลับรู้สึกได้ว่า เขาคงฝืนพูดไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

ฮูหยินผู้เฒ่าหันกลับมาหานาง “ส่วนเจ้า วันนี้ยังไม่ต้องทำสิ่งใดให้ยิ่งใหญ่ เริ่มจากอย่าทำให้เรือนหลักวุ่นวายก็พอ”

เซี่ยหรานรีบพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าจะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน”

ฮูหยินผู้เฒ่าเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “เรื่องเล็กของเจ้าก็ขอให้เล็กจริงๆ อย่าเล็กสำหรับเจ้า แต่ใหญ่สำหรับคนทั้งจวน”

เซี่ยหรานสะอึก ดูเหมือนเจ้าของร่างเดิมจะสร้างวีรกรรมไว้มากกว่าที่นางประเมินเสียอีก

“เจ้าค่ะท่านย่า หลานสะใภ้จะระวัง”

ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ครั้งนี้ ไม่ได้ตำหนิต่อ

เมื่อพิธีคารวะชาเสร็จสิ้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็พยักหน้าให้บ่าวรับใช้ ไม่นาน ห่อยาสองห่อก็ถูกนำมาวางตรงหน้าทั้งคู่ เซี่ยหรานรับไว้ด้วยความงุนงง ส่วนหยางเมิ่งหัว คิ้วกระตุกแทบมองไม่เห็น

“นี่คือยาบำรุง พวกเจ้านอนน้อยกันทั้งคู่ กินเสียสิ” ฮูหยินผู้เฒ่าทำราวกับไม่สังเกต “อย่าให้ข้าเห็นหลานชายกับหลานสะใภ้ของข้าเดินหน้าซีดราวกับวิญญาณอีก”

เซี่ยหรานแทบสำลักน้ำลาย นางนอนน้อยจริง แต่เหตุผลนั้นคงต่างจากที่ท่านย่าคิดมาก

นางลอบเหลือบมองหยางเมิ่งหัว เขายืนนิ่ง ใบหน้าไร้อารมณ์เหมือนเดิม หากปลายนิ้วที่กำห่อยาแน่นขึ้นเพียงนิดเดียว ทำให้เซี่ยหรานเกือบหลุดหัวเราะออกมา

คนผู้นี้… เมื่อคืนจับนางมัดกับเสาเตียง เช้านี้กลับต้องมายืนรับยาบำรุงจากท่านย่าเหมือนเพิ่งผ่านคืนเข้าหออันหวานชื่น

หากความจริงถูกเปิดเผยขึ้นมา นางไม่รู้ว่าใครจะอับอายกว่ากัน ระหว่างตัวเองกับแม่ทัพหยาง

“ขอรับ” หยางเมิ่งหัวค้อมศีรษะรับคำสั้นๆ จากนั้นจึงหันหลังเดินออกจากเรือนฮุ่ยอัน โดยไม่หันมามองนางแม้แต่ครั้งเดียว

เซี่ยหรานรีบอุ้มห่อยาแล้วเดินตาม ไม่รู้เลยว่า ทันทีที่ประตูเรือนปิดลง ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงกลับมองตามแผ่นหลังของสะใภ้ใหม่ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งอย่างครุ่นคิด

“น่าสนใจจริงๆ”

คำพูดแผ่วเบานั้น มีเพียงบ่าวคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายเท่านั้นที่ได้ยิน และไม่มีผู้ใดรู้ว่า ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าที่มีต่อลู่หว่านอวี๋ ได้เริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว

เมื่อเดินพ้นประตูเรือนฮุ่ยอันมาได้ไม่กี่ก้าว เซี่ยหรานก็เผลอผ่อนลมหายใจยาวออกมา นางเพิ่งรู้ตัวว่าตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า ตนแทบไม่ได้หายใจเต็มปอดเลย

“เจ้ากลัวท่านย่าหรือ” หยางเมิ่งหัวเหลือบมองนางจากหางตา

“กลัวเจ้าค่ะ” คำตอบหลุดออกไปทันที ก่อนที่เซี่ยหรานรีบโบกมือไปมา เพราะกลัวคนฟังจะเข้าใจผิด “ไม่ใช่กลัวแบบไม่ดีนะเจ้าคะ แต่ข้ากลัวว่าจะทำให้ท่านย่าผิดหวัง” นางก้มมองกล่องกำไลหยกในอ้อมแขน “เพราะดูเหมือนเมื่อก่อน ข้าคงทำให้หลายคนผิดหวังมามากแล้ว”

หยางเมิ่งหัวเงียบไป เขาอยากตอบว่า เจ้าเพิ่งรู้ตัวหรือ แต่เมื่อเห็นนางกอดกล่องไม้แน่นราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต คำพูดนั้นก็ไม่หลุดออกมา สุดท้ายเขาเพียงกล่าวเรียบๆ

“รู้แล้วก็อย่าทำอีก”

เซี่ยหรานหันไปมองเขา น้ำเสียงยังแข็งเหมือนเดิม สีหน้าก็ยังเย็นชาเหมือนเดิม แต่คราวนี้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้พูดประชดหรือเยาะเย้ยนาง

“ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ” นางตอบเสียงเบาลง หยางเมิ่งหัวไม่กล่าวอะไรอีก แค่ก้าวเดินต่อไป

ทั้งสองเดินเคียงกันท่ามกลางทางเดินเงียบสงบ ไม่มีบทสนทนา แต่ก็ไม่มีความอึดอัดเหมือนเมื่อคืน

หลังกลับถึงเรือน หยางเมิ่งหัวเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับออกจากจวน ก่อนหยิบกระบี่ประจำกายขึ้นพาดเอว

“ข้าจะไปค่ายทหาร”

เขาทิ้งไว้เพียงประโยคสั้นๆ ก่อนเดินออกจากเรือนไปโดยไม่รอให้นางตอบ

เซี่ยหรานมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา จึงค่อยหันกลับเข้าห้อง นางวางกล่องกำไลหยกไว้บนตัก ปลายนิ้วลูบผ่านลายไม้เบาๆ

เช้าวันนี้ นางไม่ถูกท่านย่าตำหนิ ไม่ได้ถูกสามีไล่ออกจากจวน และยังได้ของรับไหว้กลับมา สำหรับคนที่เมื่อคืนยังคิดว่าตัวเองจะต้องตายในอีกสามเดือน ผลลัพธ์นี้ถือว่าเกินคาดมากแล้ว

แต่เซี่ยหรานก็รู้ดีว่า สิ่งที่ยากกว่าการเริ่มต้น คือการรักษามันไว้

ชื่อเสียงของลู่หว่านอวี๋ไม่ได้เปลี่ยนเพราะคำพูดไม่กี่ประโยค และคนที่เกลียดนาง ก็ไม่ได้หายไปเพราะการยกถ้วยชาเพียงครั้งเดียว

ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่เงียบๆ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอก

“ฮูหยินเจ้าคะ!” ชิงเหอรีบวิ่งเข้ามา ใบหน้าซีดเผือด “เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ!”

“เกิดอะไรขึ้น” เซี่ยหรานลุกขึ้นยืนทันใด

ชิงเหอกลืนน้ำลาย ก่อนตอบอย่างร้อนรน “แม่นมหลิวจากเรือนใหญ่ส่งคนมาตามเจ้าค่ะ นางบอกว่า…” นางหยุดหายใจไปชั่วขณะ “มีคนกล่าวหาว่า สาวใช้ของเรือนฮูหยินใหม่ขโมยของในห้องของแม่หลิวเจ้าค่ะ”

ห้องทั้งห้องพลันเงียบงัน เซี่ยหรานกำกล่องกำไลแน่นขึ้น นางเพิ่งได้รับคำเตือนจากฮูหยินผู้เฒ่าไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

‘อย่าทำให้เรือนหลักวุ่นวาย’

แต่ดูเหมือนว่า ความวุ่นวายจะเป็นฝ่ายเดินมาหานางก่อนเสียแล้ว!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel