บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 จับมัดเลยหรือ!

“ท่านแม่ทัพ” เซี่ยหรานเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงสุภาพเสียจนตัวนางเองยังขนลุก “ข้าขอถามสักเรื่องหนึ่งได้หรือไม่เจ้าคะ”

หยางเมิ่งหัวกำลังจัดสายรัดเอว เขาไม่ได้หันมา เพียงตอบสั้นๆ “ว่ามา”

เซี่ยหรานยกข้อมือขึ้น ผ้าแพรสีแดงตึงทันที กระดิ่งเงินส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ นางยิ้มหวานที่สุดในชีวิต

“เหตุใด ข้อมือของข้าจึงถูกมัดอยู่กับเสาเตียงเช่นนี้เจ้าคะ”

คราวนี้หยางเมิ่งหัวจึงเหลือบตามอง สายตาของเขาเลื่อนไปที่ผ้าแพรเพียงครู่เดียว มุมปากของเขากระตุกขึ้นนิดๆ

“ข้าเป็นคนมัดเอง”

คำตอบสั้นๆ เรียบเฉยเสียจนเหมือนการที่จับคนมัดไว้กับเสาเตียงสำหรับเขานั้นเป็นเรื่องปกติ

เขายอมรับง่ายขนาดนี้เลยหรือ!

เซี่ยหรานหัวเราะแห้งๆ “ท่านเป็นคนมัดข้าหรือ แล้วเพราะเหตุใดกันเจ้าคะ”

“เมื่อคืนเจ้านอนดิ้น” หยางเมิ่งหัวตอบเสียงเรียบพร้อมหันกลับไปจัดแขนเสื้อต่อ

“ข้าน่ะหรือนอนดิ้น” เซี่ยหรานกะพริบตาปริบๆ พลางชี้นิ้วมาที่ตัวเอง

“หรือเจ้าเห็นว่าในห้องนี้มีคนอื่น” เขาถามกลับด้วยความรำคาญ คิ้วดาบข้างหนึ่งกระตุกขึ้นอย่างยียวน

ปากร้าย!

เซี่ยหรานสูดลมหายใจเข้าลึก บอกตัวเองในใจว่า อย่าเพิ่งด่า อย่าเพิ่งด่า คนนี้ถืออำนาจที่สามารถฆ่านางได้

“ข้านอนดิ้นถึงขั้นต้องมัดไว้เลยหรือเจ้าคะ”

หยางเมิ่งหัวตอบราวกับกำลังรายงานงานราชการ “เจ้าถีบผ้าห่มลงพื้นสามครั้ง ดึงชายเสื้อข้าสองครั้ง แล้วก็…” เขาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนหันมาสบตานาง “พยายามกอดข้าอีกหนึ่งครั้ง”

“หา?” เซี่ยหรานเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจเป็นอย่างมาก

“ครั้งนั้น ข้าผลักเจ้าออก แต่ไม่นานเจ้าก็คลานกลับมาอีก” เขาพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เซี่ยหรานอ้าปากค้าง ไม่ใช่! ข้าแค่ปีนข้ามท่านไปนอน! คนบ้า!

หยางเมิ่งหัวมองสีหน้าตื่นตะลึงของนาง ในสายตาเขา นางกำลังแสดงละครอีกแล้ว

“ข้าเตือนเจ้าเมื่อคืนว่า อย่าแตะต้องข้า แต่เจ้าก็ยังทำ ดังนั้นข้าจึงมัดเจ้าไว้” น้ำเสียงของเขาเย็นลง

เซี่ยหรานนิ่งงัน สมองประมวลผลอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะเข้าใจความจริงอันโหดร้าย

ไอ้หมอนี่ คิดว่านางแอบลวนลามเขาตอนหลับ!

นางแทบอยากพุ่งลงจากเตียงไปเขย่าคอเขา ท่านจะบ้าหรือ! หากข้าอยากแตะตัวใคร ข้าคงไม่เลือกคนที่เมื่อคืนเพิ่งบีบคางข้าแล้วขู่จะฆ่าหรอก!

เซี่ยหรานสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดความหงุดหงิดทั้งหมดไว้ใต้รอยยิ้ม อดทนไว้ อย่าเพิ่งทะเลาะกับไอ้หมอนี่ตั้งแต่เช้าวันแรก

เป้าหมายของนางคือมีชีวิตรอด ไม่ใช่ถูกสามีบีบคอตายก่อนกำหนดสามเดือน

“ท่านแม่ทัพเจ้าคะ” นางเอ่ยอย่างนุ่มนวลที่สุด “ครั้งหน้าหากข้านอนดิ้นจริง ท่านปลุกข้าก็ได้เจ้าค่ะ ไม่จำเป็นต้องมัดก็ได้เจ้าค่ะ”

หยางเมิ่งหัวเงียบไปนาน ความเงียบนั้นยาวเสียจนเซี่ยหรานเริ่มรู้สึกเย็นวาบ

จากนั้นเขาจึงหันมามองนางช้าๆ สายตาดำสนิทคู่นั้นไม่ต่างจากเมื่อคืน ทั้งเย็นชา แข็งกระด้าง และเต็มไปด้วยความรำคาญที่ไม่คิดปิดบัง

“ข้าปลุกแล้ว แต่เจ้าด่าข้า”

“อะไรนะ!” เซี่ยหรานกะพริบตาปริบๆเหมือนไม่อยากเชื่อ

“เจ้าบอกให้ข้าไสหัวไป แล้วกอดผ้าห่มเหมือนมันสำคัญกว่าชีวิต หลังจากนั้นก็ถีบผ้าห่มใส่หน้าข้า”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ เซี่ยหรานรู้สึกว่าสมองตัวเองค่อยๆ แตกเป็นเสี่ยงๆ

ไม่จริง! นางจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน นางไม่ใช่คนนอนดิ้น นอกจากว่า นางจะหมั่นไส้เขาจนทนไม่ไหวและเผลอละเมอออกมาทำอย่างนั้นเอง

ร่างสูงของหยางเมิ่งหัวเดินเข้ามา หยุดอยู่หน้าเตียง มือหนึ่งวางลงบนหัวเตียง พลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“เมื่อคืนข้าเตือนเจ้าแล้วว่า อย่าพยายามแตะต้องข้า” เสียงของเขาเรียบ แต่เย็นเสียจนทำให้ลมหายใจของนางสะดุด

“ข้า…” เซี่ยหรานรีบส่ายหน้า นางยังไม่ทันได้ปฏิเสธ เขาก็ตัดบทก่อน

“ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะตั้งใจหรือแกล้งทำ แต่ผลลัพธ์เหมือนกัน ดังนั้นข้าจึงมัดเจ้า”

เขาพูดเหมือนกำลังบอกข้อเท็จจริง ไม่มีความรู้สึกผิด หรือคำอธิบาย ราวกับการมัดภรรยาไว้กับเสาเตียงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผลที่สุด

เซี่ยหรานเม้มริมฝีปากแน่น ไอ้คนบ้า… คนปกติที่ไหนทำแบบนี้!

“ดูเหมือนเจ้าไม่พอใจ” หยางเมิ่งหัวมองสีหน้าของนาง เขาก้มลงเข้าไปใกล้อีก จนนางสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่ปะทะอยู่ข้างแก้ม ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเซี่ยหรานสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากอีกฝ่าย

“จำเอาไว้ เมื่อคืนข้าเพียงมัดมือ แต่หากมีครั้งหน้า ข้าจะมัดเจ้าทั้งตัว” สายตาของเขาเย็นเยียบ

หัวใจของเซี่ยหรานตกวูบ นี่มัน… ผู้ชายธงแดงของแท้!

“ท่านแม่ทัพคงล้อเล่นกระมังเจ้าคะ” นางกลืนน้ำลาย พลางกลั้นใจพูดขึ้นเหมือนไม่กลัว

“เจ้าคิดว่าข้ามีอารมณ์ล้อเล่นกับเจ้าหรือ”

น้ำเสียงเรียบสนิท ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เซี่ยหรานจึงเงียบไปทันที

นางรู้ว่าเขาไม่ได้ขู่ เขาแค่แจ้งล่วงหน้า หยางเมิ่งหัวละสายตา ก่อนก้มลงปลดผ้าแพรออกจากข้อมือนาง ปลายนิ้วเย็นเฉียบสัมผัสผิวเพียงครู่เดียว

“อีกอย่าง เลิกคิดใช้วิธีเดิมเสีย ร้องไห้ ออดอ้อน แกล้งอ่อนแอ หรือพยายามยั่วยวนข้า” เขาพูดต่อโดยไม่เงยหน้า ปมผ้าสุดท้ายถูกคลายออก เขาปล่อยมือ ก่อนเงยหน้าสบตานางตรงๆ

“เจ้าอาจใช้วิธีนี้กับบุรุษคนอื่นแล้วได้ผล แต่กับข้า…” เขาเว้นจังหวะ “มันน่ารำคาญ!”

เซี่ยหรานนิ่งอึ้ง เดี๋ยวนะ! เมื่อคืนนางยังไม่ได้ทำอะไรเลย! ไอ้หมอนี่อคติแรงเกินไปแล้ว!

นางอยากเถียงจนคอแทบแตก แต่พอสบตาอีกฝ่าย คำทั้งหมดก็ถูกกลืนลงคอ

เอาเถอะ ตอนนี้คนที่ควรมีชีวิตรอดคือข้า ส่วนคนบ้าคนนี้ไว้ค่อยคิดบัญชีทีหลัง

หยางเมิ่งหัวหยิบกระบี่ขึ้นมาคาดเอว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “อีกครึ่งชั่วยามต้องไปคารวะท่านย่า แต่งตัวให้เรียบร้อยเสีย” เขาจัดสายรัดเอวอย่างไม่รีบร้อน เว้นจังหวะเพียงครู่ “อย่าทำให้ให้ผู้ใหญ่ต้องรอ”

คำว่า ‘ท่านย่า’ ทำให้เซี่ยหรานชะงัก ความอับอายจากเรื่องถูกมัดยังไม่ทันจาง ความกังวลเรื่องใหม่ก็พุ่งเข้าชนเต็มแรง

ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิง… ผู้ใหญ่สูงสุดของจวนแม่ทัพ คนที่ลู่หว่านอวี๋คนเดิมไม่เคยเอาใจได้ และเป็นผู้ที่นางต้องไปคารวะในเช้าวันแรกหลังแต่งงาน

“ท่านย่าดุมากหรือไม่เจ้าคะ” เซี่ยหรานนั่งหลังตรงขึ้นอย่างเกร็งๆ

หยางเมิ่งหัวเหลือบตามอง คล้ายกำลังแปลกใจที่นางเพิ่งนึกกลัวเอาป่านนี้

“ท่านไม่ชอบคนไร้มารยาท”

“…” เซี่ยหรานยิ้มค้างอยู่กลางอากาศ

“ไม่ชอบคนพูดมาก และไม่ชอบคนก่อเรื่อง” หยางเมิ่งหัวพูดต่อจนจบ แต่ทุกประโยคเหมือนลูกธนูปักลงกลางอกทีละดอก

“ฟังดูเหมือนท่านย่าจะไม่ชอบข้าตั้งแต่ยังไม่พบหน้า” เซี่ยหรานยิ้มแห้งๆ

“ท่านเคยพบเจ้าแล้ว” ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางถอนหายใจใส่นาง ที่นางทำเหมือนว่าจำไม่ได้

‘จริงด้วย และคงไม่ประทับใจสักเท่าไรด้วย’ เซี่ยหรานคิดในใจ ถึงนางจะไม่เคยพบฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิง แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากับเจ้าของร่างนี้ได้เคยพบกันแล้ว

หยางเมิ่งหัวเดินไปถึงหน้าประตู ก่อนจะหยุดฝีเท้า เขาหันกลับมา สายตาคมเย็นจับอยู่ที่นาง

“ลู่หว่านอวี๋ ต่อหน้าท่านย่า เจ้าจะไม่พอใจอะไรก็เก็บไว้” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท “อย่าร้องไห้ อย่าโวยวาย และอย่าเอาชื่อบิดาเจ้ามาข่มผู้ใดในจวนแม่ทัพ”

เซี่ยหรานนิ่งไป นี่คือภาพจำของลู่หว่านอวี๋ในสายตาของเขา นางเอาแต่ใจ ร้องไห้ ใช้อำนาจ สร้างปัญหา นางอยากบอกเหลือเกินว่า ลู่หว่านอวี๋คนนั้นตายไปแล้ว แต่พูดไม่ได้ สุดท้ายจึงได้แต่พยักหน้ารับเบาๆ

“ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ”

“ไม่ใช่แค่พยายาม” หยางเมิ่งหัวขมวดคิ้วเข้าหากัน ใบหน้าหล่อเหลาบอกชัดเจนว่าไม่พอใจ

เซี่ยหรานเม้มริมฝีปาก ก่อนสูดลมหายใจลึก และตอบใหม่ “ข้าจะทำให้ได้เจ้าค่ะ”

เขามองนางอยู่อีกครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อหรือไม่ สุดท้ายก็เพียงแค่เปิดประตูและเดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบ กับผ้าแพรสีแดงที่ยังวางอยู่บนเตียง และความคิดของเซี่ยหราน

‘เช้าวันแรกของชีวิตแต่งงาน ช่างเริ่มต้นได้อัปมงคลเสียจริง’

หลังล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย เซี่ยหรานนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้ชิงเหอหวีผมให้อย่างเบามือ

เงาในกระจกทองเหลืองสะท้อนหญิงสาวงดงามผู้หนึ่ง แม้ใต้ตาจะคล้ำเล็กน้อย แต่ยังมีชีวิตอยู่

เซี่ยหรานยกมือแตะรอยแดงจางๆ บนข้อมือ ก่อนถอนหายใจ อย่างน้อย นางก็ยังไม่ตาย

ขณะที่กำลังปลอบใจตัวเอง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

(ระบบชะตาเปิดใช้งาน)

เซี่ยหรานสะดุ้งสุดตัว ปิ่นในมือชิงเหอแทบหล่น เสียงนั้นไม่มีใครได้ยิน มีแต่นางเท่านั้น

‘ใครกัน’

ตัวอักษรสีทองค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับลอยอยู่กลางอากาศ

(ตรวจพบผู้ถือครองชะตาคนใหม่)

“ระบบอะไรกัน” เซี่ยหรานกะพริบตาถี่ๆ ตัวอักษรบรรทัดใหม่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

(ภารกิจหลักคือ เปลี่ยนชะตานางร้าย)

เวลาคงเหลือก่อนจุดจบ

(89 วัน 23 ชั่วโมง)

เซี่ยหรานแทบสำลักลมหายใจ ถึงกับมีนับเวลาถอยหลังด้วยหรือ!

ยังไม่ทันได้ตั้งสติ ตัวอักษรชุดใหม่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

(ภารกิจแรก ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิง เกิดความเอ็นดูต่อผู้ถือครองชะตา ความคืบหน้า 0 / 100)

รางวัล ปลดล็อกข้อมูลชะตาบางส่วน เพิ่มโอกาสเปลี่ยนเส้นเรื่อง 5%

(หมายเหตุ… หากไม่ทำภารกิจ ผู้ถือครองยังสามารถดำเนินเรื่องต่อได้ แต่เส้นเรื่องหลักจะไม่เปลี่ยนแปลง)

เซี่ยหรานอ่านซ้ำอีกครั้ง ไม่มีชื่อหยางเมิ่งหัว ไม่มีคำว่า ‘ทำให้พระเอกรัก’ ไม่มีภารกิจพิชิตสามีเหมือนนิยายทั่วไป

‘ดี… ดีมาก คนแบบนั้นนางก็ไม่ได้อยากเข้าใกล้อยู่แล้ว’ นางถอนหายใจออกมายาวด้วยความโล่งอกตัวอักษรสีทองสั่นไหวอีกครั้ง ราวกับรับรู้ความคิดของนาง

(คำแนะนำ ผู้ที่สามารถเปลี่ยนชะตาของผู้ถือครองได้เร็วที่สุด ไม่ใช่พระเอก แต่คือฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิง)

เซี่ยหรานพยักหน้าหงึกหงัก เช่นนั้นเป้าหมายแรกก็ชัดเจนแล้ว

หนึ่ง… เอาชนะใจท่านย่าให้ได้

สอง… อย่าก่อเรื่อง

สาม… อยู่ให้ห่างหยางเมิ่งหัวเท่าที่จะทำได้ แค่นี้ก็น่าจะช่วยให้รอดไปได้อีกวัน

“ฮูหยินเจ้าคะ ท่านพูดอะไรหรือเจ้าคะ” ชิงเหอชะงักมือ พลางเอียงคอถามด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นเจ้านายสาวพึมพำเสียงเบา

เซี่ยหรานสะดุ้ง รีบยิ้มให้ชิงเหอผ่านเงาในกระจก

“ไม่มีอะไร ข้าแค่บอกว่า วันนี้อากาศดีมาก”

ชิงเหอหันไปมองท้องฟ้าที่เมฆดำครึ้มจนแทบไม่เห็นแสงอาทิตย์ ก่อนค่อยๆ หันกลับมามองฮูหยินของตนด้วยสีหน้าซับซ้อน ดูเหมือนหลังจากฟื้นขึ้นมา ฮูหยินจะพูดเรื่องประหลาดขึ้นทุกทีเสียแล้ว

เรือนฮุ่ยอันตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจวนแม่ทัพ รายล้อมด้วยต้นสนเก่าแก่หลายต้น ลำต้นสูงใหญ่ทอดเงาทาบลงบนทางเดินหินสีเทา แม้แสงอาทิตย์ยามเช้าจะส่องผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นริ้วๆ แต่บรรยากาศกลับเงียบสงบเสียจนชวนอึดอัด

ทุกย่างก้าวของเซี่ยหรานเหมือนดังเกินกว่าที่ควร นางเดินตามหลังหยางเมิ่งหัวอยู่ครึ่งก้าว เว้นระยะอย่างเหมาะสม ไม่ใกล้จนดูสนิทสนม แต่ก็ไม่ห่างจนเสียมารยาท

ชิงเหอเดินตามอยู่ด้านหลัง อุ้มกล่องของรับไหว้ไว้แน่น สีหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยความกังวล ราวกับกลัวว่าฮูหยินของตนจะสะดุดล้ม พูดผิด หรือสร้างเรื่องขึ้นมาอีก

ส่วนเซี่ยหราน นางก็ไม่ได้มั่นใจไปกว่ากันนัก

เช้าวันแรกของชีวิตใหม่ เพิ่งเริ่มต้นด้วยการถูกสามีมัดไว้กับเสาเตียง ตอนนี้ยังต้องไปเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสสูงสุดของจวนแม่ทัพอีก เพียงนึกถึงภารกิจที่ระบบมอบหมาย เสียงเย็นชาไร้อารมณ์นั้นก็เหมือนดังแว่วขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

‘ภารกิจหลัก ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงเกิดความเอ็นดู’

‘เอ็นดูอย่างนั้นหรือ…’ เซี่ยหรานลอบถอนหายใจ เมื่อคืนหลานชายของนางเพิ่งมัดภรรยาไว้กับเสาเตียง เช้านี้จะให้ผู้เป็นย่ามาเอ็นดูสะใภ้ใหม่ ดูอย่างไรก็เป็นภารกิจระดับนรกทั้งนั้น

ไม่นาน ทั้งสามก็มาหยุดอยู่หน้าเรือน

ประตูเปิดค้างไว้แล้ว บ่าวรับใช้วัยชราผู้หนึ่งยืนรออยู่หน้าห้อง เมื่อเห็นหยางเมิ่งหัวก็รีบค้อมกาย

“ฮูหยินผู้เฒ่ารออยู่ด้านในเจ้าค่ะ”

เซี่ยหรานสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อกำแน่น

หยางเมิ่งหัวเหลือบเห็นจากหางตา เขาไม่ได้เอ่ยปลอบ ไม่ได้แม้แต่จะบอกให้นางไม่ต้องกังวล เพียงเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปก่อน ราวกับจะบอกว่า เรื่องของเจ้า เจ้าจัดการเอง!

เซี่ยหรานเม้มริมฝีปาก ก่อนรีบเดินตามเข้าไป

ภายในเรือนอบอุ่นกว่าด้านนอกเล็กน้อย กลิ่นชาชั้นดีลอยอวลปะปนกับกลิ่นไม้กฤษณา โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องเรือนทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย หากกลับแฝงความสง่างามที่ไม่จำเป็นต้องโอ้อวด

ฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงนั่งอยู่บนตั่งไม้สลักลายเมฆ ผมสีเงินถูกเกล้าไว้อย่างประณีต เสื้อคลุมสีม่วงเข้มยิ่งขับให้บุคลิกของนางดูน่าเกรงขาม แม้กาลเวลาจะฝากริ้วรอยไว้บนใบหน้า แต่ดวงตาคู่นั้นกลับยังเฉียบคมราวกับคมดาบ

เมื่อเซี่ยหรานก้าวเข้าไปได้เพียงหนึ่งก้าว สายตาคู่นั้นก็ยกขึ้นมาสบกับนางทันที ความรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุทั้งร่างแล่นผ่านสันหลัง ราวกับต่อให้มีความลับซ่อนอยู่ลึกเพียงใด ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของสตรีผู้นี้

เซี่ยหรานเข้าใจในทันที นี่ไม่ใช่ผู้เฒ่าที่ชอบหาเรื่องสะใภ้ แต่คือสตรีที่ผ่านชีวิต ผ่านผู้คน และผ่านการชิงไหวชิงพริบในจวนใหญ่มาทั้งชีวิต

คนแบบนี้ ต่อให้โกหกได้ทั้งโลก ก็โกหกนางไม่ได้ง่ายๆ

เซี่ยหรานลอบกลืนน้ำลาย ก่อนก้มศีรษะทำความเคารพตามธรรมเนียม ทันทีที่นางกำลังจะคุกเข่าลง เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าฮุ่ยผิงก็ดังขึ้นอย่างราบเรียบ

“ช้าก่อน”

คำเพียงสองพยางค์ ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบทันที

หยางเมิ่งหัวชะงักเล็กน้อย ก่อนหันไปมองผู้เป็นย่า ส่วนเซี่ยหรานยังคงค้างอยู่ในท่ากึ่งย่อเข่า หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

ฮูหยินผู้เฒ่าวางถ้วยชาลงช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องมาที่สะใภ้ใหม่ ก่อนเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“ก่อนจะรับน้ำชาจากเจ้า ข้ามีคำถามหนึ่งข้อ หากเจ้าตอบไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องคารวะแล้ว”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel