บทที่ 2 พระเอกธงแดง
‘กรี๊ดดดดดด! บ้าไปแล้ว! มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!’ เซี่ยหรานกรีดร้องอยู่ในใจ พลางคิดว่า หากนางกัดลิ้นตายตรงนี้ จะสามารถกลับโลกเดิมได้หรือไม่
แต่เมื่อหันมาเห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตาของสาวใช้คนสนิท นางจึงตั้งสติพร้อมสูดลมหายใจเข้าช้าๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามนิ่งที่สุด
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของข้ากับท่านแม่ทัพใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน ท่านจำไม่ได้หรือเจ้าคะ” ชิงเหอกะพริบตาปริบๆ อย่างงงๆ
จำไม่ได้เสียที่ไหน จำได้ชัดเสียจนยังรู้สึกเหมือนคมดาบเมื่อครู่ฟันผ่านลำคอตัวเองอยู่เลย
เซี่ยหรานยกมือกุมหน้าผาก หลับตาแน่น นางเพิ่งเห็นตัวเองถูกประหารเมื่อครู่นี้เอง แล้วตื่นขึ้นมาก็พบว่านางมาอยู่ในคืนเข้าหอ คืนที่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด
“เมื่อครู่ ข้าแค่หน้ามืดนิดหน่อยเอง เจ้าตกใจมากเลยหรือ” นางพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ
“ตกใจมากสิเจ้าคะ” ชิงเหอแทบร้องไห้อีกครั้ง มือยังจับแขนนางแน่นไม่ยอมปล่อย “ฮูหยินร้องไห้จนหายใจแทบไม่ทัน เพราะท่านแม่ทัพออกไปต้อนรับแขกนานเกินไป ไม่ยอมกลับห้องหอ บ่าวห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง ท่านยังจะวิ่งออกไปตามเขาด้วยตัวเอง พอบ่าวคว้าไว้ ท่านก็ล้มลงหมดสติเลยเจ้าค่ะ”
ทันทีที่ชิงเหอกล่าวจบ เซี่ยหรานก็นิ่งไปหลายอึดใจ ดี ดีมาก ลืมตาปุ๊บก็พบว่าเจ้าของร่างนี้สร้างเรื่องไว้รอนางอยู่แล้ว
“ข้าทำเช่นนั้นจริงหรือ”
ชิงเหอพยักหน้าหงึกๆ อย่างซื่อๆจนเซี่ยหรานอยากย้อนเวลากลับไปเขย่าเจ้าของร่างเดิม พลางร้องกรี๊ดใส่หน้าด้วยความแค้นใจ
“ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยินยังบอกอีกว่า หากท่านแม่ทัพไม่กลับมา ท่านจะให้คนไปลากตัวเขากลับห้องหอ”
เซี่ยหรานหลับตาลงอีกครั้ง ลู่หว่านอวี๋ เจ้าจะจากไปอย่างสง่างามไม่ได้หรือ เหตุใดต้องทิ้งสนามรบไว้ให้ข้าด้วย!
นางอยากเอาหัวโขกเสาเตียงสักที แต่ก็เกรงว่าจะตายรอบสองก่อนถึงสามเดือน
สามเดือน… อีกเพียงสามเดือน หากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินเหมือนเดิม นางก็จะไปนั่งบนแท่นประหารอีกครั้ง
ไม่ได้! คราวนี้นางจะต้องไม่ตายสิ!
“ฮูหยินเจ้าคะ” ชิงเหอเรียกเบาๆ “ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร” เซี่ยหรานลืมตาขึ้น พลันฝืนยิ้ม และถอนหายใจยาว “ข้าแค่คิดว่า ต่อจากนี้ข้าควรใจเย็นให้มากกว่านี้”
“ฮูหยิน ท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ” ชิงเหอเบิกตากว้างเหมือนไม่เชื่อหูตัวเองว่าเพิ่งได้ยินอะไรมา
เซี่ยหรานชะงักไปเล็กน้อย แค่นางพูดว่าจะใจเย็น เหตุใดชิงเหอถึงทำหน้าเหมือนได้ฟังเรื่องปาฏิหาริย์ เจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตแบบใดกันแน่เนี่ย
“จริงสิ” เซี่ยหรานพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าจะพยายามไม่ก่อเรื่องให้เจ้าปวดหัว”
อย่างน้อยก็วันนี้…
“หากฮูหยินทำได้จริง บ่าวยอมกินแต่เห็ดเจ็ดวันเลยเจ้าค่ะ” ชิงเหอมองนางน้ำตาคลอ
“อย่าเลย ข้ายังไม่อยากถูกกล่าวหาว่าทรมานสาวใช้ของตัวเอง” เซี่ยหรานรีบโบกมือ
ชิงเหอหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา เซี่ยหรานเองก็ยิ้มตาม อย่างน้อย ข่าวดีก็ยังมีอยู่ข้อหนึ่ง สาวใช้คนนี้ดูเหมือนจะจริงใจกับนางมาก หากอยากรอดจากชะตาตาย นางคงต้องหาแนวร่วมไว้สักคน
แต่ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้พูดต่อ เสียงดังจากนอกห้องกลับแทรกเข้ามาเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพ ระวังขอรับ!”
ตามด้วยเสียงโครมราวกับใครบางคนเดินชนอะไรเข้าเต็มแรง
“นั่นประตูขอรับ ไม่ใช่เสา!”
อีกเสียงถอนหายใจยาวอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ข้าบอกแล้วว่าอย่าดื่มอีก ท่านก็ไม่ฟัง จนคนทั้งงานคิดว่าท่านดื่มสุราแทนทหารทั้งค่ายหมดแล้ว”
เสียงหัวเราะต่ำๆ ดังลอดเข้ามา แหบเล็กน้อยเพราะฤทธิ์สุรา
“คืนนี้ ต่อให้ข้าจะเมาจนตาย ก็ยังดีกว่าเข้าหอกับสตรีผู้นั้น” ชายผู้นั้นหัวเราะในลำคอ
ทั้งห้องเงียบกริบ ชิงเหอหน้าซีดเผือด รีบก้มหน้าลงทันที ส่วนเซี่ยหราน นางนั่งนิ่งอยู่บนเตียง
เข้าใจแล้ว หยางเมิ่งหัวไม่ได้แค่ไม่รักเจ้าของร่างนี้ แต่เขาเกลียดจริงๆ สมกับเป็นพระเอกธงแดง ในช่วงต้นเรื่องไม่มีผิด!
เซี่ยหรานยังคงนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ทว่าดวงตาคู่งามกลับจ้องประตูห้องไม่กะพริบ ทุกครั้งที่ลมพัด ผ้าแดงเหนือหน้าต่างก็พลิ้วเบาๆ จนหัวใจของนางเต้นตาม
อีกไม่นาน พระเอกก็จะเข้ามา ไม่ใช่พระเอกแสนดี แต่เป็นบุรุษที่เกลียดภรรยาของตัวเองเข้าไส้
เซี่ยหรานสูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปมองสาวใช้ข้างกาย “ชิงเหอ ข้าดูเหมือนคนปกติหรือไม่”
ชิงเหอทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจังเสียจนเซี่ยหรานเริ่มไม่มั่นใจ “ถ้าฮูหยินไม่พูดเรื่องแปลกๆ ก็ดูปกติเจ้าค่ะ”
เซี่ยหรานเงียบ คำพูดของชิงเหอนั้นเจ็บมาก แต่เถียงไม่ออก เพราะมันคือเรื่องจริง
“ขอบใจ เจ้าช่วยสร้างกำลังใจให้ข้ามากจริงๆ” นางยิ้มแห้งๆ แต่ชิงเหอยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ เห็นชัดว่าไม่รู้เลยสักนิดว่านั่นคือคำประชด
เซี่ยหรานถอนหายใจ เอาเถิด อย่างน้อยสาวใช้คนนี้ก็จริงใจ
โครม! เสียงชนประตูดังมาจากด้านนอก ทำให้ร่างบางของเซี่ยหรานและชิงเหอสะดุ้งโหยง
“ท่านแม่ทัพ! ประตูอยู่ทางซ้ายขอรับ!” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นอย่างร้อนรน พร้อมประตูถูกผลักให้เปิดออก เฉินเฟิงรีบประคองร่างสูงในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเข้มเข้ามา
กลิ่นสุราจางๆ ลอยเข้ามาพร้อมลมกลางคืน หยางเมิ่งหัวยังยืนตัวตรง คางเชิด ต่อให้เมาจนก้าวไม่ค่อยตรง เขาก็ยังมีท่วงท่าของแม่ทัพผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด
แต่สิ่งที่ทำให้เซี่ยหรานเย็นวาบ ไม่ใช่กลิ่นสุรา หากเป็นสายตา ดวงตาสีดำคู่นั้นมองมาทางนางเพียงครู่เดียว แต่นางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาแฝงไปด้วยรังเกียจ และไร้อารมณ์เสียจนเหมือนกำลังมองสิ่งของชิ้นหนึ่ง
“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพดื่มมากไปหน่อยขอรับ” เฉินเฟิงยิ้มแหย เขาเหลือบมองผู้บังคับบัญชา ก่อนลดเสียงลง “แต่ยังมีสติอยู่พอสมควรขอรับ”
เซี่ยหรานเกือบถามกลับ สภาพแบบนี้เรียกว่า ‘พอสมควร’ หรือ แต่ยังไม่ทันอ้าปาก เสียงต่ำของคนเมาก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ออกไป!”
เฉินเฟิงรีบหุบปากทันใด แม้จะเมา แต่คำสั่งของแม่ทัพก็ยังคมเหมือนดาบเช่นเดิม
“ขอรับ!”
เขารีบลากชิงเหอออกจากห้องทันที แต่ก่อนประตูจะปิดลง ชิงเหอยังหันกลับมามองฮูหยินของตนด้วยสายตาเป็นห่วง
ส่วนเซี่ยหราน นางแทบอยากร้องเรียก อย่าเพิ่งไป! แต่สุดท้ายก็ได้แต่นั่งตัวแข็งอยู่บนเตียง
ภายในห้องเหลือเพียงคนสองคน เสียงเทียนแตกดังเปาะแปะ เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
หยางเมิ่งหัวไม่ได้เดินมาหาในทันที ร่างสูงยืนอยู่หน้าประตู ราวกับกำลังใช้ความอดทนทั้งหมดที่มีเพื่อยอมรับว่าตนจำเป็นต้องอยู่ในห้องนี้
สายตาคมกวาดผ่านผ้าม่านสีแดง เทียนมงคล เตียงหลังใหญ่ ก่อนจะหยุดที่นาง
เซี่ยหรานฝืนยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่สุภาพที่สุดตั้งแต่ลืมตาเกิดใหม่
“ท่านแม่ทัพ จะดื่มน้ำสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ” นางถามเขาอย่างเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้
หยางเมิ่งหัวไม่ตอบ แต่กลับก้าวเข้ามาทีละก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังขึ้นแผ่วเบา
เซี่ยหรานรู้ตัวอีกที หลังของนางก็ชนหัวเตียงเสียแล้ว
หนีไม่ได้!
บุรุษตรงหน้าหยุดอยู่ห่างเพียงครึ่งก้าว กลิ่นสุราเจือกลิ่นฝนลอยเข้ามาแตะปลายจมูก ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นไม่ได้พร่าเพราะเมา ตรงกันข้าม มันกลับเย็นเยียบเสียจนเซี่ยหรานรู้สึกเหมือนถูกสัตว์นักล่าจับจ้อง
“ท่านแม่ทัพ” นางฝืนยิ้มบางๆ แต่ยังไม่ทันพูดจบ มือใหญ่ก็ยื่นเข้ามาเสียก่อน
หมับ!
ปลายนิ้วแข็งแรงบีบจับปลายคางของนางไว้แน่น แรงบีบทำให้เซี่ยหรานขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ หัวใจของนางกระตุกวูบ
โห… Red Flag ของจริง ไม่ใช่พระเอกสายอบอุ่นที่ตลาดนิยมเลยสักนิด!
หยางเมิ่งหัวก้มลงเล็กน้อย ดวงตาคมมองลึกเข้ามาในดวงตาของนาง ราวกับกำลังพิจารณาว่าเบื้องหลังใบหน้าที่แสร้งอ่อนโยนนั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
“ฟังข้าให้ดี ต่อให้เจ้าบีบให้ข้าแต่งงานกับเจ้าได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะได้สิ่งที่ต้องการ” เสียงของเขาต่ำและเย็น นิ้วที่บีบคางนางเพิ่มแรงขึ้นอีกนิด จนเซี่ยหรานไม่กล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลาย
“คืนนี้จะเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจะได้เข้าใกล้ข้า” สายตาของเขาเย็นจนเซี่ยหรานหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
“ต่อจากนี้ให้ต่างคนต่างอยู่ อย่าคิดเล่นลูกไม้ใส่ข้า และที่สำคัญ…” มุมปากของเขายกขึ้นเพียงนิด แต่ไม่ใช่รอยยิ้ม “อย่าได้คิดใช้เรือนร่างมายั่วยวนข้า”
เซี่ยหรานนิ่งอึ้งไปทันใด ใครจะยั่วยวนท่านกันเล่า! ข้าอยากรักษาหัวตัวเองมากกว่า!
นางแทบหลุดด่าออกมา แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดกลับทำงานเร็วกว่า
ดวงตาของนางสั่นไหว ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะค่อยๆ มีหยาดน้ำใสเอ่อขึ้นคลอขอบตา
หยางเมิ่งหัวมองภาพนั้นด้วยสายตาเฉยชา “ร้องไห้ก็ไร้ประโยชน์ ข้าไม่หลงกลเจ้าหรอก”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เซี่ยหรานก้มหน้าลง เสียงเบาจนแทบขาดห้วง ทว่าภายในใจกลับเดือดพล่าน
เข้าใจบิดาท่านสิ ไอ้หมาบ้า ใครจะไปอยากยั่วยวนคนหน้าตายอย่างท่านกัน! ข้าอยากมีชีวิตรอดอีกสามเดือนต่างหาก!
หยางเมิ่งหัวปล่อยมือจากคางนางอย่างรวดเร็วราวกับรังเกียจ เขาเช็ดนิ้วกับชายแขนเสื้อราวกับเพิ่งสัมผัสสิ่งสกปรก ก่อนหันหลังให้นางโดยไม่แม้แต่จะมองอีกครั้ง
“จำคำข้าไว้ อย่าทำให้ข้ารำคาญ!”
พูดจบ เขาก็ถอดรองเท้า นอนลงบนเตียงอีกฝั่งทั้งชุดเจ้าบ่าว หันหลังให้นางตั้งแต่ต้นจนจบ ราวกับในห้องนี้มีเพียงคนคนเดียวที่มีตัวตน
ส่วนเซี่ยหรานนั้น ยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงเดิม ดวงตายังแดงคลอไปด้วยหยดน้ำ แต่ในใจกลับด่าพระเอกไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบประโยค และสาบานกับตัวเองเงียบๆ
‘ดี! ท่านไม่อยากเห็นหน้าข้าใช่หรือไม่ อีกไม่นาน ข้าจะหย่า ไม่สิ ข้าจะหนีชะตา ไม่ยอมตายง่ายๆหรอก เชิญท่านใช้ชีวิตคนเดียวให้สมใจเถอะ ไอ้ลูกเต่า!’
ผ่านไปนานเท่าใด เซี่ยหรานก็ไม่รู้ นางได้ยินแค่เสียงลมหายใจของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ สม่ำเสมอขึ้น
‘หลับแล้วจริงหรือ เร็วเพียงนี้เลยหรือ’ นางกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อครู่ยังขู่จะไม่ให้แตะต้องตัวเขาอยู่เลย พอพูดจบก็หลับเสียแล้ว
เซี่ยหรานนั่งนิ่งต่ออีกพักใหญ่ นางจะรอให้แน่ใจว่าหยางเมิ่งหัวหลับสนิทจริงๆ
เปลวเทียนมงคลค่อยๆ สั้นลงทีละน้อย ทั้งห้องเหลือเพียงเสียงสายลมกับเสียงหายใจของคนสองคน บุรุษที่นอนอยู่ด้านนอกของเตียงไม่มีทีท่าว่าจะขยับอีก เซี่ยหรานจึงถอนหายใจยาว
“ขอบคุณสุรา” นางพึมพำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่แล้วจากนั้นก็ต้องเผชิญปัญหาใหม่
เมื่อพ่อพระเอกกำลังนอนขวางทางนางอยู่!
เตียงมงคลชิดกำแพง ด้านในคือที่ของนาง แต่หยางเมิ่งหัวกลับนอนปิดทางไว้เสียสนิท หากจะเข้าไป ก็ต้องปีนข้ามเขา
เซี่ยหรานจ้องแผ่นหลังกว้างตรงหน้า ก่อนยกมือกุมหน้าผาก นี่หรือชีวิตใหม่ของข้า เพิ่งทะลุมิติไม่ถึงคืน ก็ต้องปีนข้ามสามีที่เพิ่งขู่จะฆ่านางทางสายตา
แต่หลังชั่งใจอยู่นาน ความง่วงก็ชนะทุกอย่าง เซี่ยหรานจึงค่อยๆ ยกชายกระโปรงขึ้นอย่างหงุดหงิด กระโปรงที่ยาวกรอมเท้าทำให้นางขยับตัวอย่างยากลำบาก
ร่างบางขยับเข้าไปใกล้มือหนึ่งยันเตียง อีกมือเกาะหัวเตียง ก่อนค่อยๆ ยกตัวข้ามปลายเท้าของหยางเมิ่งหัวอย่างช้าๆ ช้าเสียจนหากมีหอยทากเดินแข่ง มันอาจถึงเส้นชัยก่อน
จู่ๆ หยางเมิ่งหัวขยับตัว เซี่ยหรานตัวแข็งค้างทันที หัวใจแทบกระโดดออกจากอก ทว่าโชคดีที่เขาเพียงพลิกตัวเล็กน้อย ก่อนกลับไปนิ่งดังเดิม
เซี่ยหรานแทบทรุด ในที่สุดนางก็คลานเข้าไปถึงด้านในสุดของเตียง แล้วรีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงคาง พร้อมขยับหนีเขาให้ไกลที่สุด
หากเตียงกว้างกว่านี้อีกหนึ่งจั้ง นางคงย้ายไปนอนตรงนั้นแล้ว
เซี่ยหรานเหลือบมองชายหนุ่มอีกครั้ง คืนนี้ เขาเป็นเพียงบุรุษที่เกลียดภรรยาของตน ส่วนนางก็เป็นคนแปลกหน้าที่ถูกโยนเข้ามารับชะตาประหารแทนเจ้าของร่างเดิม
นางไม่ได้อยากได้เขา ไม่ได้อยากแย่งชีวิตใคร นางแค่อยากมีชีวิตรอดเท่านั้นเอง
“อีกสามเดือน ข้าจะเปลี่ยนชะตานี้ให้ได้ ข้าไม่ยอมตายง่ายๆหรอก!” เซี่ยหรานตั้งมั่นกับตัวเอง ก่อนหลับตาลงช้าๆ ความง่วงงุนที่มาเยือนทำให้เปลือกตาหนักอึ้งจนฝืนไม่ไหว
เช้าวันรุ่งขึ้น
เซี่ยหรานสะดุ้งตื่น สิ่งแรกที่รู้สึกคือ มือของนางชา นางขมวดคิ้วเป็นปมมุ่น เมื่อคืนนางฝันประหลาด ฝันว่าเหมือนมีใครจับแขนนางไว้ตลอดเวลา ตอนแรกคิดว่าเป็นความฝัน แต่ตอนนี้มันยังชาอยู่เหมือนเดิม
เซี่ยหรานขยับข้อมือเบาๆ ผ้าแพรสีแดงตึงขึ้นทันที กระดิ่งเงินเล็กๆ ที่ผูกอยู่ปลายสายส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
‘เดี๋ยวนะ!’
นางเปิดเปลือกตาขึ้น แล้วก้มมองข้อมือตัวเองทันใด จึงได้เห็นว่ามีผ้าแพรสีแดงเส้นหนึ่ง กำลังผูกข้อมือนางติดกับเสาเตียงอย่างแน่นหนา
เซี่ยหรานนิ่งไปหลายลมหายใจ ‘นางถูกมัด! เมื่อคืนนางถูกใครมัด!’
สมองเริ่มทำงานทีละส่วน หนึ่ง… นางยังอยู่ในนิยาย สอง… นางยังเป็นลู่หว่านอวี๋ สาม… เมื่อคืนคือคืนเข้าหอ สี่… มีคนมัดนางไว้กับเสาเตียง
“…” เซี่ยหรานหลับตาลงช้าๆ พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจ นางไม่กรีดร้อง ไม่อาละวาด เพื่อพยายามไม่ทำตัวเหมือนเจ้าของร่างเดิม
แต่ไอ้หมาบ้าที่ไหนมัดคนตอนหลับ!
นางกัดฟันแน่น ก่อนจะหันหน้าไปอีกด้าน เห็นหยางเมิ่งหัวกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะ เขาแต่งกายเรียบร้อยแล้ว กำลังคาดสายรัดเอวอย่างสงบนิ่ง ราวกับภรรยาที่ถูกมัดติดเสาเตียงเป็นภาพที่พบเห็นได้ทุกเช้า
หยางเมิ่งหัวจัดชายแขนเสื้อเสร็จ จึงเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันมา
“ตื่นแล้วหรือ” น้ำเสียงราบเรียบ เหมือนกำลังถามว่าวันนี้อากาศดีหรือไม่
เซี่ยหรานมองผ้าแพรที่มัดข้อมือตัวเอง แล้วมองแผ่นหลังของเขา ในหัวมีคำถามอยู่มากมาย แต่สุดท้ายกลับเหลือเพียงประโยคเดียว
