บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 นางร้ายตายแล้ว!

ฝนตกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง มันไม่ใช่ฝนห่าใหญ่ แต่เป็นฝนพรำที่ตกเรื่อยๆ ไม่ยอมขาดสาย เม็ดฝนบางเย็นเฉียบเกาะตามชายคา ไหลเป็นเส้นลงบนถนนหินหน้าลานประหาร จนพื้นทั้งผืนสะท้อนเงาผู้คนที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่รอบนอก

ลู่หว่านอวี๋สูดลมหายใจเข้า กลิ่นดินชื้น ควันธูปจากศาลเล็กริมทาง และกลิ่นเลือดที่ฝังอยู่ในเนื้อไม้ของแท่นประหารปะปนกันจนลมหายใจติดขัด

“เดินต่อไป!” ผู้คุมออกคำสั่งสั้นๆ พร้อมกระชากโซ่เบาๆ

ลู่หว่านอวี๋ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ชายกระโปรงสีขาวหม่นเปื้อนโคลนตั้งแต่ชายผ้าจนถึงหัวเข่า เส้นผมที่เคยเกล้าเป็นมวยอย่างประณีตหลุดลุ่ยลงมาปรกข้างแก้ม ริมฝีปากแตกซีดจนแทบไร้สีเลือด

ทันทีที่ปลายเท้าแตะที่ลานประหาร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากฝูงชน

“สตรีชั่วช้า! ในที่สุดก็ถึงวันนี้จนได้!”

เหมือนมีผู้จุดชนวน เสียงด่าทอระลอกแล้วระลอกเล่าซัดเข้ามาไม่ต่างจากสายฝน

“สวรรค์มีตาเสียที!”

“สมน้ำหน้า! คนอย่างนางสมควรตายแล้ว!”

“ทำชั่วไว้ตั้งเท่าไร ยังมีหน้าชูคออีก!”

เสียงหัวเราะของบางคนดังขึ้น น้ำลายถูกถ่มลงพื้นอย่างเย้ยหยัน เด็กคนหนึ่งถูกผู้ใหญ่ยกขึ้นบ่าเพื่อให้มองเห็นแท่นประหารชัดขึ้น

ลู่หว่านอวี๋กวาดตามองผู้คนอย่างเงียบๆ ใบหน้าที่นางเคยเห็นในงานเลี้ยง บุตรสาวขุนนางที่เคยค้อมกายให้นาง พ่อค้า ชาวบ้าน บ่าวรับใช้ วันนี้ ทุกคนกำลังมองนางราวกับกำลังรอชมมหรสพ

ไม่มีผู้ใดที่เวทนานางเลยสักคน สายตาของลู่หว่านอวี๋เลื่อนผ่านผู้คนไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงที่ใต้ร่มกระดาษน้ำมันสีขาว มีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่เงียบๆ

นางใส่อาภรณ์สีอ่อนเรียบง่าย ไม่มีประดับเครื่องทอง ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรเหมือนตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น แต่กระนั้น นางกลับเป็นคนที่ลู่หว่านอวี๋มองเห็นตั้งแต่แรก

ซูชิงเยว่…

เพียงเห็นใบหน้านั้น ความทรงจำมากมายก็พรั่งพรูขึ้นมา คำชมที่ผู้คนมีให้อีกฝ่าย สตรีผู้แสนอ่อนโยน มีเมตตาเปรียบดั่งดอกบัวกลางสระ

ลู่หว่านอวี๋เคยเกลียดคำเหล่านั้น เกลียดเสียจนอยากฉีกรอยยิ้มอ่อนโยนนั้นออกจากใบหน้า แต่วันนี้นางกลับรู้สึกเพียงความเหนื่อยล้า จนไม่เหลือแรงแม้แต่จะอิจฉา

ในจังหวะนั้น ซูชิงเยว่เงยหน้าขึ้น ราวกับรับรู้ถึงสายตาของนางที่มองอยู่ ดวงตาของคนทั้งคู่งามสบกันชั่วครู่ ก่อนหญิงสาวจะหลุบตาลง ขนตาสั่นไหว ราวกับไม่อาจทนมองภาพบนแท่นประหารได้

ลู่หว่านอวี๋เกือบหัวเราะ เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง เมื่อซูชิงเยว่ขมวดคิ้ว ผู้คนก็พร้อมปลอบโยน เมื่อซูชิงเยว่หลั่งน้ำตา ผู้คนก็พร้อมยืนอยู่ข้างนาง ส่วนลู่หว่านอวี๋ ต่อให้พูดความจริง ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ

ผลั่ก!

ก้อนดินเปียกตกกระแทกพื้นตรงปลายเท้า น้ำโคลนกระเซ็นขึ้นเปื้อนชายกระโปรงสีขาวของนาง

ลู่หว่านอวี๋ก้มมองคราบสกปรกนั้นเพียงแวบเดียว ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

เรื่องแค่นี้ ไม่สามารถเทียบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลย

“อวี๋เอ๋อร์!”

เสียงตะโกนแหบพร่าดังขึ้นกลางสายฝน ลู่หว่านอวี๋หันขวับไปมองยังต้นเสียง หัวใจพลันบีบรัดแน่นขึ้น เมื่อเห็นลู่เซ่อเหยียน บิดาของนางกำลังดิ้นรนอยู่หลังแนวทหาร เสื้อขุนนางเปียกแนบลำตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสนาบดีกรมพิธีการผู้เคร่งครัดที่สุดในราชสำนัก บัดนี้กลับไม่เหลือเค้าความสง่างามแม้แต่น้อย

“ขอไต่สวนใหม่เถิด! บุตรสาวข้าไม่มีวันคิดก่อกบฏ นางไม่มีวันทำเรื่องเช่นนั้น!” เขาพยายามผลักทหารออก หมายจะวิ่งเข้ามาหาบุตรสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจ ข้างกายเขาคือ หลินซูเหยาที่ถูกสาวใช้ประคองไว้

นางไม่ได้ร้องตะโกนหรือดิ้นรน ทว่าแค่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน แล้วมองบุตรสาวด้วยดวงตาที่แดงช้ำ แต่เมื่อสบตาคู่นั้น ลู่หว่านอวี๋ก็รีบหลุบตาลง นางไม่กล้ามองนานมากนัก

ตั้งแต่จำความได้ นางเคยเถียงทุกคน ทั้งเอาแต่ใจ อาละวาด แต่เพียงแค่มารดาเอ่ยว่า ‘พอเถิด อวี๋เอ๋อร์’ นางก็จะหยุดทุกครั้ง

และในวันนี้ มารดายังอยู่ตรงนั้น แต่ต่อให้อีกฝ่ายร้องไห้จนหมดน้ำตา ก็ไม่มีผู้ใดหยุดการประหารครั้งนี้ได้แล้ว

ลู่หว่านอวี๋เม้มริมฝีปาก คำว่า ‘ขอโทษ’ วนเวียนอยู่ตรงปลายลิ้น แต่มันกลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าภูเขา

ชั่วชีวิตนี้ นางทั้งด่าคนด้วยวาจาร้ายกาจ ทั้งสั่งคนให้ทำตามสิ่งที่ตนต้องการ อีกทั้งยังประชดประชันคนมานับไม่ถ้วน แต่พอถึงวันที่อยากกล่าวคำขอโทษจริงๆ นางกลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น

เสียงเกราะเหล็กกระทบกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ฝูงชนที่เมื่อครู่ยังตะโกนด่าทอค่อยๆ เงียบลง

ลู่หว่านอวี๋ไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าใครมา เพราะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนทั้งลานประหารเงียบได้เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามา

หยางเมิ่งหัวเดินฝ่าสายฝนเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ชุดเกราะสีดำเปียกฝนจนเป็นเงา ผ้าคลุมด้านหลังแนบลู่ไปกับแผ่นหลังกว้าง ใบหน้าคมคายนั้นเย็นชาราวกับถูกสลักขึ้นจากหิน

สายตาคมกวาดผ่านแท่นประหารเพียงครั้งเดียว ก่อนจะหยุดอยู่ที่นาง แววตาของเขาไร้อารมณ์และความรู้สึก ราวกับกำลังมองนักโทษคนหนึ่ง หาใช่ภรรยาของเขา

หัวใจของลู่หว่านอวี๋เจ็บแปลบขึ้นมา บุรุษผู้นี้คือสามีของนาง เป็นคนเดียวกับที่นางเคยดื้อรั้นจนขอพระราชโองการบีบบังคับให้แต่งงานด้วย และเป็นบุรุษที่เกลียดนาง จนแม้ในวันที่นางกำลังจะตาย เขายังไม่ยอมเรียกนางว่าภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว

ตลอดสามวันที่ถูกคุมขัง เขาไม่เคยมาเยี่ยม จดหมายก็ไม่เคยส่งมาหา แม้แต่จะส่งคนมาถามว่านางต้องการสิ่งใดเป็นครั้งสุดท้ายก็ไม่ทำ

เดิมทีนางคิดว่าเขาคงไม่มาแล้ว แต่สุดท้าย เขาก็กลับมาเพื่อเห็นนางตายด้วยตาของตนเอง

“ท่านแม่ทัพ” ลู่หว่านอวี๋หัวเราะออกมาเสียงแผ่ว นางไม่เรียกเขาว่าสามีอีกต่อไป เพราะคำๆนั้นไม่มีความหมายแล้ว

“ท่านเชื่อจริงหรือว่าข้าคิดก่อกบฏ”

ความเงียบปกคลุมทั้งลานประหาร หยางเมิ่งหัวมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับมาเพียงแค่ประโยคเดียว

“ในเมื่อศาลมีคำตัดสินแล้ว ความจริงของเจ้า ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว” สายฝนไหลผ่านสันกรามของเขา ดวงตาคมยังคงไม่ไหวติง หัวใจของลู่หว่านอวี๋เหมือนถูกบางสิ่งบีบรัดแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก

นางเคยคิดว่าต่อให้คนทั้งโลกเกลียดนาง อย่างน้อยเขาคงยังแยกแยะถูกผิดได้ แต่แท้จริงแล้ว เขาไม่แม้แต่จะอยากฟัง

“ลู่หว่านอวี๋” เสียงของเขาเย็นเฉียบ “เจ้าควรยอมรับผลของสิ่งที่เจ้าก่อไว้”

นางหลุบตาลง เชือกที่มัดข้อมือบาดผิวจนแสบ ภาพคืนเข้าหอผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้

คืนนั้น เขาบีบปลายคางนางไว้แน่น ดวงตาคู่คมเย็นชาไม่ต่างจากวันนี้

‘จำไว้ ข้าไม่มีวันยอมรับเจ้าเป็นภรรยา หากเจ้าก้าวล้ำเส้นอีกครั้ง อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!’

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เขาไม่เคยเปลี่ยนเลย

ลู่หว่านอวี๋สูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยต่อ “ข้าไม่ได้ผลักซูชิงเยว่ตกน้ำ”

คราวนี้คิ้วดาบของหยางเมิ่งหัวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความเงียบทอดยาวไปหลายลมหายใจ สุดท้ายเขากลับถามเพียงว่า

“เหตุใดจึงเพิ่งพูดตอนนี้”

ลู่หว่านอวี๋หัวเราะเบาๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นแทบแยกไม่ออกกับเสียงฝน

“เพราะตอนนั้น ไม่มีใครอยากฟังข้า” รวมถึงท่านด้วย ประโยคสุดท้าย นางไม่ได้พูดออกมา เพราะรู้ดีว่ามันไม่จำเป็นอีกแล้ว

“ท่านแม่ทัพ ถึงเวลาแล้วขอรับ” ผู้คุมประหารก้าวขึ้นมาข้างแท่น

หยางเมิ่งหัวไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่ถอยออกไปหนึ่งก้าว เพื่อเปิดทางให้เพชฌฆาตเดินผ่าน และสำหรับลู่หว่านอวี๋ การก้าวถอยเพียงก้าวเดียวของเขา เจ็บยิ่งกว่าคมดาบเสียอีก

“ไม่!” ลู่เซ่อเหยียนดิ้นรนจนทหารแทบจับไว้ไม่อยู่ เสียงของเขาแตกพร่าแข่งกับสายฝน “อวี๋เอ๋อร์ยังพูดไม่จบ! พวกเจ้าไม่ได้ยินหรือ นางบอกว่านางไม่ได้ทำ!”

เสียงนั้นถูกฝนกลืนหายไป ร่างบางของหลินซูเหยาทรุดลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกแน่น อีกข้างยื่นมาทางบุตรสาวราวกับหวังว่าจะเอื้อมถึง แม้รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้

ลู่หว่านอวี๋มองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวด ตั้งแต่เล็กจนโต นางทำให้บิดามารดาผิดหวังมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งดื้อรั้น เอาแต่ใจ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ และไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่นางไม่เคยทำเลย คือเอ่ยคำว่าขอโทษ

ลำคอของนางร้อนผ่าว หยดน้ำอุ่นหยดหนึ่งไหลผ่านแก้ม ปะปนไปกับสายฝนจนแยกไม่ออก

“ท่านพ่อ ท่านแม่” นางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เสียงของนางเบาจนแทบปลิวไปกับสายลม

“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”

ผู้คุมประหารเดินเข้ามา มือใหญ่กดบ่านางลงอย่างไม่ปรานี หน้าผากแนบกับพื้นไม้เย็นเฉียบ กลิ่นเลือดเก่าที่ฝังอยู่ในเนื้อไม้ตีขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก

“ลงดาบ!”

ลู่หว่านอวี๋ลืมตาขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย สายตาของนางมองผ่านม่านฝนไปยังบุรุษผู้หนึ่ง แลเห็นหยางเมิ่งหัวยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขายืนมองนางอย่างเย็นชาเหมือนมองนักโทษคนหนึ่ง หาใช่ภรรยา

หัวใจของลู่หว่านอวี๋ค่อยๆ เย็นลง เข้าใจแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงนางคนเดียวที่ไม่ยอมรับความจริง

สำหรับเขา การตายของนาง ไม่ใช่เรื่องที่ควรเปลี่ยนแปลง

เสียงลมหวีดแหลมฉีกผ่านสายฝน คมดาบฟันฝ่าอากาศลงมา เสียงกรีดร้องของหลินซูเหยาดังขึ้นพร้อมเสียงฟ้าร้อง แล้วทุกสิ่งก็ดับวูบ!

(ตรวจพบชะตาที่ไม่สมดุล)

(กำลังค้นหาผู้แก้ไขชะตา)

(ยืนยันเป้าหมายสำเร็จ)

(เริ่มการถ่ายโอน…)

กลิ่นกำยานอ่อนๆ ลอยแตะปลายจมูก เซี่ยหรานสะดุ้งเฮือก ลมหายใจขาดห้วงราวกับคนเพิ่งถูกดึงขึ้นจากก้นน้ำ นางรีบยกมือแตะลำคอตัวเองทันที

ยังอยู่ ศีรษะยังอยู่ ชีพจรยังเต้นปกติ

นางหอบหายใจแรง พลางลูบลำคอซ้ำอีกครั้งอย่างไม่เชื่อความรู้สึกของตน

‘ข้ายังไม่ตาย!’

ภาพคมดาบ เสียงผู้คนสาปแช่ง และเสียงร้องไห้ของสตรีผู้หนึ่งยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมหาย

“ฮูหยิน!” เสียงร้องอย่างแตกตื่นดังขึ้นข้างเตียง สาวใช้ชุดเขียวถลาเข้ามา ดวงตาแดงก่ำเหมือนคนที่ผ่านการร้องไห้มานาน

“ท่านฟื้นแล้ว!” นางแทบจะร้องไห้อีกครั้ง “เมื่อครู่ท่านร้องไห้ไม่หยุด แล้วอยู่ๆ ก็หมดสติไป บ่าวเรียกเท่าไรก็ไม่ตอบ”

เซี่ยหรานมองใบหน้ากลมคู่นั้นอย่างงุนงง ก่อนชื่อหนึ่งจะผุดขึ้นมาเองในหัว

‘ชิงเหอ’ นางชะงัก ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนไหลเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง

จวนเสนาบดีสกุลลู่ บิดาที่ตามใจนางทุกอย่าง มารดาที่อ่อนโยน พระราชโองการสมรส พิธีแต่งงาน ชุดเจ้าสาวสีแดง และใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่ง…

‘หยางเมิ่งหัว’

บุรุษที่ไม่เคยมองนางด้วยสายตาอบอุ่นแม้แต่ครั้งเดียว

เซี่ยหรานค่อยๆ ก้มมองร่างของตนเอง ชุดเจ้าสาวสีชาด ผ้าม่านแดง เทียนมังกรหงส์ ห้องหอ ทุกอย่างกำลังบอกนางว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน!

ริมฝีปากของนางค่อยๆ ซีดลง

“ไม่นะ!” เสียงพึมพำหลุดออกมาแผ่วเบา นางไม่ได้ทะลุมิติมาเป็นนางเอก แต่กลับมาอยู่ในร่างของ ‘ลู่หว่านอวี๋’ นางร้ายผู้ใช้อำนาจบีบบังคับพระเอกให้แต่งงานด้วย และอีกสามเดือนหลังจากคืนนี้ นางจะถูกประหารบนลานเดียวกันกับที่นางเพิ่งเห็นกับตาของตนเองเมื่อครู่นี้!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel