บทนำ(2)
“เรียนคุณหนู อาหารตามที่สั่งมาแล้วเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเอ้อกล่าวอย่างนอบน้อมก่อนจะหันมารับถาดจากลู่ชิงหรูที่เดินตามมาเงียบ ๆไปวางบนโต๊ะ
เมื่อจัดวางอาหารลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย ลู่ชิงหรูก็ถอยออกมาเล็กน้อย ยืนหลบอยู่หลังเสาไม้ด้านข้างเพื่อรอดูปฏิกิริยา สีหน้าท่าทางของลูกค้าที่กินอาหารนั่นสำคัญกว่าทองคำ
คุณหนูผู้นั้นคีบปลานึ่งเข้าปาก ก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงหน้าแสดงความประหลาดใจ ก่อนจะเปล่งเสียงเบา ๆ
“อร่อยเหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านแม่ ลองนี่สิ…”
สตรีสูงวัยรับคำแล้วคีบเข้าปากบ้างก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“น้ำแกงกลมกล่อม รสชาติเบาสบายลำคอ ใช่จะดีเพียงหน้าตาเท่านั้น”
เสียงคำชมไม่ดังนัก ทว่าชิงหรูกลับได้ยินชัดทุกถ้อยคำ พร้อมเก็บสีหน้าความพอใจเปลี่ยนเป็นคะแนนสะสมใส่ระบบไม่เว้นแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว
‘คะแนนความพอใจ +2 +2’
เสียงหยางอิ๋นลอยมาด้วยน้ำเสียงรื่นเริงจนแทบกระโดดตีลังกา ตัวอิ๋นอิ๋นนั้นมีเพียงชิงหรูเท่านั้นที่มองเห็น เมื่อได้รับคะแนนเรียบร้อยก็พร้อมจะเดินกลับไปในครัวอีกคราเพราะเดี๋ยวจะถูกพ่อครัวคนอื่นว่าเอาได้ ทว่ายังไม่ทันได้หันหลังกลับเข้าสู่ครัวเลย เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นจากหน้าร้านพร้อมเสียงโต๊ะล้มและเสียงเก้าอี้กระแทกพื้นตามมาติด ๆ
“ไอ้เถ้าแก่! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนกร้าวปนหยาบคายดังสนั่นทั่วภัตตาคาร ทุกสายตาหันมาทางต้นเสียง มีชายสวมเสื้อผ้าหยาบกระด้างกลุ่มหนึ่งยืนพิงโต๊ะหน้าร้าน หนึ่งในนั้นใช้เท้าถีบโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น “วันนี้พวกข้าจะเก็บค่าคุ้มครองเสียหน่อย! ตลาดนี้ใคร ๆ ก็จ่าย! วันนี้ถึงคราวพวกเจ้าแล้ว”
เถ้าแก่ผู้ชราซึ่งเป็นเจ้าของร้านรีบวิ่งเยาะ ๆ ไปหน้าประตูด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย พลางโค้งคารวะเล็กน้อย มือปาดเหนื่อยที่วันนี้พวกเขายากจะรอดพ้นจากการถูกคุกคามเสียแล้ว เพราะวันนี้เป็นวันหยุดของตำรวจเมือง พวกมันถึงรีบมาเก็บค่าคุ้มครองที่ร้านพวกเขานั่นเอง
“วันนี้ร้านข้ายังไม่ได้กำไรเลยโปรดเมตตาเลื่อนวัน…”
ชายคนนั้นยังไม่ทันฟังจนจบก็ตวาดใส่ “มากความนัก!” แล้วผลักอกเถ้าแก่จนเกือบล้มทันที
เงาร่างบางผุดออกมารับร่างเถ้าแก่ไว้ได้ทัน ลู่ชิงหรูยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าราบเรียบแต่แววตาเยียบเย็นมองไปพวกคนที่มาใหม่อย่างไร้ความเกรงกลัว
“คนชรา พวกเจ้าก็ยังกล้าทำร้ายได้ เจ้ายังมีความเป็นคนอยู่หรือไม่”
ชายหัวหน้าหันมามองนางด้วยแววเหยียดหยาม “ว่าไงนะ เจ้าเด็กเปี๊ยกกล้าขึ้นเสียงกับข้าหรือ!?” เขาเอื้อมมือหมายจะคว้าคอเสื้อนางแต่...
พลั่ก!
ฝ่ามือของชิงหรูกระแทกข้อมือเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่ก็เป็นจังหวะพอดิบพอดีอย่างไม่น่าเชื่อจนอีกฝ่ายเซไปเล็กน้อยโดยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่มือของตนที่บัดนี้ชาจนแทบขยับไม่ได้
‘อุ๊ย ยังรวดเร็วไม่เบานี่นา!’ เสียงหยางอิ๋นร้องอย่างมีสีสันแต่ไม่โผล่ตัวออกมา ‘แต่ห้ามใช้มีดนะ ถ้าเจ้าใช้ ข้าจะปิดการสนทนาไปสามวันเลยคอยดู!’
นางมิได้ตอบ กลับยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าเล็กน้อยราวไม่ได้ตั้งใจตีแต่บังเอิญเป็นจังหวะเดียวกันที่อีกฝ่ายเอื้อมมาเฉย ๆ
ชายอันธพาลนั้นก็หาได้คิดว่านางตั้งใจจึงขยับจะเข้าหาอีกครั้ง แต่จู่ ๆ ก็สะดุ้งเฮือก ราวกับถูกของแข็งกระแทกเข้าที่ข้อศอกจนเกิดอาการชาคล้ายคนบังเอิญแกว่งมือชนโต๊ะอย่างไรอย่างนั้น
เขาหันขวับไปรอบตัวแต่กลับไม่เห็นผู้ใดขยับ นอกจากสายตาชาวบ้านที่มองอย่างอยากรู้เท่านั้น แล้วใครแอบโจมตีเขาอย่างขี้ขลาดกันเล่า!
“ใครปาของใส่ข้า!”
เขาคำรามลั่นมองหาให้ขวักจนท่าทางดูน่าขบขันไม่น้อย
แต่เมื่อไม่เจอใครเพื่อให้ไม่เสียเวลาก็ทำท่าจะเดินเข้าหาเถ้าแก่อีกครา คราวนี้ก้อนหินอีกก้อนหนึ่งก็พุ่งมาจากที่ไม่รู้ไหนกระแทกท้ายทอยของเขาอย่างแม่นยำ ชิงหรูยังคงยืนนิ่งแต่ข้างหลังนางขยับมือเขวี้ยงหินในมือแต่ต้นแขนไม่ขยับให้ถูกจับได้เลย
คราวนี้ทั้งกลุ่มอันธพาลเริ่มลังเลเสียแล้ว เพราะพวกเขามักจะถูกก้อนหินจากที่ใดไม่รู้ทำร้ายยามเดินหน้าจะทำร้ายชายชราเจ้าของภัตตาคารเสมอ
“หรือร้านเราจะมีเทพเจ้าคุ้มครองจริงอย่างตำนานว่า?”
ชิงหรูแสร้งพึมพำกับตนเองแบบไม่ดังมากแต่พอให้ใครหลายคนได้ยิน แน่นอนว่าเมื่อหาที่มาของการถูกทำร้ายไม่ได้สมมติฐานที่นางว่าไปก็อาจจะมีความเป็นไปได้สูงในทันใด
“วันนี้พวกข้าขอติดไว้ก่อนแล้วกัน! ไว้คราวหน้ามาเก็บสองเท่าจากเดิม ไปพวกเรา!”
เขาชี้หน้าเถ้าแก่กับชิงหรูก่อนพาลูกน้องเดินออกจากร้านไปเสียงอึกทึกไม่ต่างจากขามา
ลู่ชิงหรูหันไปประคองเถ้าแก่กลับเข้าไปนั่งอย่างเงียบ ๆ แล้วหันกลับไปปลอบลูกค้าที่ต่างลุกขึ้นยืนระวังตัวก่อนหน้าตามหน้าที่ของตน
“ขออภัยขอรับ เหตุวุ่นวายจบสิ้นแล้ว เชิญรับประทานต่อเถิด...”
เสียงฮือฮาเริ่มซาลง บางคนยังคงมีคความประหลาดใจปรากฎเต็มหน้า แต่ชิงหรูก็ไม่สนใจคุยกับเถ้าแก่แล้วก็หันหลังกลับ ก้าวเท้าเดินกลับเข้าครัวไป ราวกับทุกอย่างเป็นเพียงพายุฤดูร้อนที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...
