บทที่ 1(1)
ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก
แสงสุดท้ายของวันทอดตัวลับหลังคาเรือน ลู่ชิงหรูเดินเรื่อย ๆ กลับบ้านพร้อมถุงผ้าใบเล็กในมือที่บรรจุทั้งผักสด ข้าวสาร ยาต้มสำหรับมารดา และขนมถั่วแผ่นกรอบที่ตั้งใจซื้อให้ลู่เทียนหรงน้องชายสุดน่ารักโดยเฉพาะ ระหว่างทาง บ้านเรือนค่อย ๆ เบาบางลงจนเข้าสู่เขตชานเมืองที่เต็มไปด้วยแปลงผักและทุ่งนา บ้านช่องอย่างง่ายคับแคบเรียงราย บ่งบอกฐานะของคนที่อาศัยแถวนี้อย่างชัดเจน
เมื่อถึงหน้ารั้วไม้เตี้ย ๆ ของบ้านตนเอง นางยังไม่ทันผลักประตูเข้าไปด้วยซ้ำ เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ก็ดังตึกตึกมาตามลานดิน พร้อมเสียงเรียกที่ดังเจื้อยแจ้ว
“ท่านพี่!”
เทียนหรงวิ่งโผเข้ามากอดขานางแน่น ใบหน้าเปื้อนดินเปรอะเปื้อนคราบดิน รอยยิ้มกลับสดใสน่าเอ็นดูในสายตาของชิงหรูนัก
“ทำงาน เหนื่อยไหม ?” เด็กชายเงยหน้าถาม ติดจะหอบนิด ๆ พูดไม่เป็นประโยคมากนัก
“เล็กน้อย แต่ดูนี่สิพี่เอาอะไรมาให้เจ้าด้วย...” นางยิ้มพลางยื่นห่อขนมให้เด็กชายตัวน้อยดู
เทียนหรงดีใจจนเกือบลื่นหกล้มขณะรีบวิ่งเข้าเรือนไปก่อนจะกลับออกมาพร้อมกระบวยไม้บรรจุน้ำในมือ “ท่านพี่ ดื่มน้ำก่อนขอรับ”
ชิงหรูรับน้ำมาดื่มเงียบ ๆ ระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นรอยจ้ำแดงบนหลังมือน้องชายโดยบังเอิญพอดี
“หรงเอ๋อร์ นั่นรอยอะไร?”
เด็กชายสะดุ้ง เบือนหน้าเลี่ยง
หุบแขนลงทันควัน “ไม่มี…”
“อย่าปิดพี่ เจ้าไปถูกแกล้งมาอีกใช่ไหม?”
“ข้า…ข้าโดนอามู่แกล้ง แต่วันนี้ ข้าตีมือเขากลับ! ขอรับ”
“เจ้าไม่ได้แกล้งอามู่ก่อนใช่หรือไม่”
เด็กชายส่ายหน้าอย่างแรง “อามู่ล้อ ข้าไม่มีบิดา ทำให้ท่านพี่ต้องไปทำงาน”
ชิงหรูก็คิดไว้แล้วว่าน้องชายไม่ใช่คนที่เอะอะก็ใช้กำลัง เช่นนั้นหากเป็นอย่างที่เทียนหรงบอกว่าตีอามู่ไปหลายที ก็อาจเป็นไปได้ว่ามารดาของอามู่ต้องมาเรื่องภายหลังตามนิสัยขี้โวยวายเป็นแน่
ยังไม่ทันไรเสียงตะโกนจากปลายตรอกดังแทรกขึ้นเสียแล้ว ไม่ใช่ใครที่ไหน มารดาของอามู่นั่นเอง
“เด็กปัญญาอ่อนบ้านเจ้ามันตีลูกข้า! ออกมารับผิดชอบเดี๋ยวนี้!”
สตรีวัยกลางคนเดินอาด ๆ เข้ามาในลานบ้าน ท่าทีฮึดฮัด ไม่สนใจอื่นใด นางจูงมืออามู่ที่มีสีหน้าเจ็บปวดเกินจริงเข้ามาถึงหน้าของชิงหรู
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าให้เด็กปัญญาไม่ดีออกมาเล่นเพ่นพ่าน มันบ้าจนเอาไม้ตีลูกข้าจนแดงไปหมดแล้ว!”
ชิงหรูได้ยินคำว่าหยาบช้าเช่นนั้นก็ทำให้ความใจเย็นของนางมลายหายไปทันที นางเดินมาขวางอาหรงไว้ข้างหลังแล้วยืดตัวขึ้นพลางพูดเสียงเรียบแต่แฝงด้วยรังสีเยือกเย็น
“ป้าหู ท่านพูดเช่นนั้นก็มากเกินไปกระมัง หากลูกท่านไม่เริ่มก่อน เด็กอย่างหรงเอ๋อร์จะกล้าแตะต้องหรือ? ข้าควรถามกลับว่าท่านเลี้ยงลูกอย่างไรให้กล้ารังแกผู้อื่นกันแน่?”
“เจ้ากล้าว่าข้าเลี้ยงลูกเสียคนหรือ?” นางก้าวเข้ามาด้วยท่าทางจะก้าวเข้าประตูบ้านมาผลักนางทันใด
“ถ้าก้าวเข้ามาในเขตบ้านข้าหรือแตะสิ่งใดในบ้านของข้าแม้เพียงนิดเดียว ข้าจะถือว่าท่านรุกล้ำและทำลายข้าวของ แล้วข้าจะไปเรียนต่อผู้ใหญ่บ้านทันทีว่า กล้าเสี่ยงก็ลองดู!?”
อีกฝ่ายอึกอักเล็กน้อยก่อนย้อนเสียงแหลม “เช่นนั้นข้าก็จะพาลูกไปฟ้องเช่นเดียวกัน ดูนี่สิ! หลักฐานชัดเจน!”
“ป้าหูท่านเลี้ยงลูกมามิรู้เชียวหรือว่าอามู่มีนิสัยเกเรเช่นไร ท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นคนมีจิตใจดีและกว้างไกลย่อมรู้กระมังว่าอามู่ของท่านกลั่นแกล้งเด็กบ้านอื่นไปกี่คนแล้ว ส่วนอาหรงบ้านข้านั้นข้าสอนน้องข้าไม่ให้ยอมให้ใครมารังแกหากไม่เพราะถูกใครแกล้งก่อนเขาจะปกป้องตนเองจนเกิดเป็นต่างคนต่างมีรอยแดงหรือ?”
สตรีวัยกลางคนหน้าแดงสลับหน้าดำจนแทบแยกระหว่างรอยแดงบนมือของอามู่และหน้าของนางไม่ออกแล้วว่าตรงไหนแดงกว่ากัน นางนั้นกะจะมาขอความรับผิดชอบกับมารดาของเทียนหรงไม่คิดอยากปะทะฝีปากกับแม่นางผู้นี้หรอก เดี๋ยวอ้าปากหุบปากจนแมลงวันบินไปหลายตัวก็ยังคิดคำพูดมาตอบโต้ไม่ได้เลย
ชิงหรูนั้นก้าวเดินไปข้างหน้าส่งผลให้อีกฝ่ายถอยหลังไปโดยปริยายก่อนเอ่ยต่อเสียงเยาะเย้ย
“เอ... เด็กเล่นกันเท่านั้น ท่านเองก็เคยพูดถ้อยคำนั้นกับข้า จำมิได้หรือ?”
อีกฝ่ายหน้าชาไปทันใด สุดท้ายเมื่อสู้ไม่ได้ก็ใช้ไม้ตายเดิมมากล่าวเหน็บแนม
“หึ ผู้ดีหรือปากเก่งเสียยิ่งกว่าแม่ค้าในตลาดเสียอีก มาจากเมืองหลวงหรือ ตระกูลสูงส่งอะไรนั่น ไม่สอนลูกให้รู้จักก้มหัวให้ผู้ใหญ่บ้างเลยกระมัง!”
“พอแล้ว ชิงหรู อย่าทำตัวหยาบคายต่อแขกเยี่ยงนี้...”
เสียงไอแผ่วเบาขัดเข้ามาจากในเรือน
ผู้เป็นมารดาของชิงหรูและเทีนงหรง ไป๋อี้เหยา เดินออกมาพร้อมผ้าคลุมไหล่บางสีซีดจาง ป้าเจาบ่าวที่อยู่ด้วยกันแต่เด็กเดินพยุงอยู่ข้าง ๆ แม้ใบหน้าซีดเซียวแต่ก็ยังพยายามยืดหลังตรงไว้ ดวงตาเรียวทอดมองสตรีข้างบ้านพลางเอ่ยอย่างสุภาพแต่ไม่ดูง้อใคร
“ขออภัยแทนลูก ๆ ของข้าด้วย เด็กทั้งคู่ต่างก็ยังอายุไม่มาก ล่วงเกินนางหูแล้ว...”