บท
ตั้งค่า

บทที่ 9

ข้าตาย...ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย

ยามหัวค่ำก็คลี่คลุมทั่วหมู่บ้านผู้คนปิดประตูลงกลอน ต่างพากันหลบเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวในเรือนของตน แม้กลับมาถึงบ้านลู่ชิงหรูยังไม่เอ่ยบอกใครว่าพบน้องชายเรียบร้อยแล้ว

แต่มอบหมายให้ป้าเจาไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่านางหาน้องชายพบแล้ว ป้าเจารับคำอย่างรู้หน้าที่ แล้วจากไปเงียบ ๆ โดยไม่ซักถามอันใด

กระทั่งฟ้ามืดสนิทสนม ลู่ชิงหรูก็ปลุกน้องชายขึ้นมา นาง แต่งตัวให้เขาด้วยชุดคลุมผ้าดำตัวหลวมคล้ายของตน จากนั้นพากันเร้นกายในเงาความมืด มุ่งหน้าไปยังบ้านของนางหูที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

“พี่ เราจะไป...เอาคืนอามู่ ใช่ไหม”

ลู่เทียนหรงถามด้วยเสียงตื่นเต้น แววตาเขาเปล่งประกายขณะพูด

“ไม่ใช่เอาคืน” ชิงหรูก้มลงกระซิบเสียงเบา “แต่เราจะสั่งสอนเขาให้รู้บ้างก็เท่านั้น จำไว้นะอาหรง การเอาคืนไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง แค่ต้องฉลาดกว่าเขาก็พอ”

ลู่เทียนหรงพยักหน้าเล็กน้อย แม้จะยังไม่เข้าใจหมด แต่เขาก็รู้ว่าพี่สาวของเขาจะต้องทำให้ดู

เมื่อมาถึงหน้าบ้านของนางหู ทั้งสองก็เดินมาที่หน้าต่างห้องที่ชิงหรูเคยสังเกตไว้ก่อนหน้านี้ว่าเป็นห้องของอามู่

นางอุ้มน้องชายขึ้นแล้วกระซิบใกล้หู

“เริ่มเลยตามที่ซ้อมไว้นะ”

มือเรียวเคาะหน้าต่างสองครั้งเบา ๆ

ก็อก ๆ…

ภายในห้อง อามู่สะดุ้งตื่นอย่างหงุดหงิด เขานั่งงัวเงียขึ้นขยี้ตา พลางตะโกนเสียงอู้อี้

“ใครมาเคาะอะไรนักหนา! คนจะนอน!”

เขามองหน้าต่างด้วยหางตาแล้วก็พลิกตัวกลับจะนอนต่อ แต่ยังไม่ทันหลับตาดี...

ก็อก...ก็อก...

เสียงเคาะครั้งที่สองทำให้เขาผวาขึ้นมานั่งเต็มตัว คราวนี้เขาจ้องหน้าต่างตรง ๆ สายตาพร่าเบา ๆ จากแสงจันทร์ข้างนอกมองไม่เห็นอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกหนาวเยือกอย่างไร้เหตุผล

แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเบา ๆ ราวกับลอยมากับสายลม

“อา...มู่...อา...มู่...”

เขาขนลุกซู่ทันที เสียงนั้นทั้งแหบพร่า ทั้งเย็นเยียบ เหมือนหลุดมาจากความตาย

“ใครวะ!”

เขาร้องออกไป แต่น้ำเสียงเริ่มสั่น ไม่เหมือนเมื่อตอนตะโกนครั้งแรก

“ข้า...เทียนหรง...ข้าเจ็บ...เจ้าทำข้าเจ็บ...จนตาย...”

ลมหายใจอามู่ขาดเป็นห้วงทันใด ความเงียบในบ้านตอนดึกทำให้ทุกคำดังชัดในหูเกินทน เขามุดตัวลงใต้ผ้าห่ม กอดเข่าซุกตัวแล้วร้องปฏิเสธอื้ออึง

“อย่ามาหาข้า...อย่ามาหาข้าเลย!”

แต่เสียงยังตามมาไม่หยุด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยานครางบางทีก็เหมือนเข้ามาใกล้บางที่ก็เหมือนอยู่ไกลแสนไกล

ทว่านานไปเสียงของผีอาหรงก็เงียบลง อามู่ค่อย ๆ โผล่หัวออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ทว่าเขากลับเห็น !

ใบหน้าขาวซีดของเด็กชายที่เขาคิดอยู่ว่าอาจตายไปในป่าไผ่ โผล่ขึ้นที่ขอบหน้าต่าง ดวงตาคู่นั้นจ้องนิ่งตรงเข้ามาในห้องราวกับจะกลืนกินเขา

“เจ้าทำ ข้าตาย...ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย...”

อามู่กรีดร้องในลำคอแล้วพนมมือสั่น ๆ น้ำตาไหลพรากเสียแล้วตอนนี้

“ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ! อย่าฆ่าข้า!”

เสียงของลู่เทียนหรงเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น

“หากเจ้า...ไปบอกกับผู้ใหญ่บ้าน...ว่าทำอะไรข้า...ข้าจะไม่เอาชีวิต...”

“ข้าไป! ข้าไปแน่ ๆ! ข้าสาบานเลย!”

เงานิ่งที่หน้าต่างเงียบไปเพียงครู่ ก่อนเสียงสุดท้ายจะดังขึ้นอย่างเด็ดขาด

“ถ้าเจ้า...ไม่ทำ...ข้าจะมาหักคอเจ้า...”

ประโยคนั้นชัดเจนเกินคาด…ชัดเสียจนลู่ชิงหรูก้มมองน้องชายแล้วอมยิ้มอย่างพึงพอใจ

เสียงร้องขาด ๆ หาย ๆ ดังจากในห้อง แล้วก็เงียบลงเหมือนอีกฝ่ายหมดสติไปในที่สุด

ลู่ชิงหรูอุ้มน้องชายลงจากหน้าต่าง แล้วรีบพาเขาหลบออกจากบริเวณไปเงียบ ๆ เดินไปได้ไม่ไกล ลู่เทียนหรงก็หันมายิ้มตาเป็นประกายให้พี่สาวทันใด

“พี่...ข้าชอบมากเลย”

“เช่นนั้นหรือ?” ชิงหรูเอียงคอมอง ดวงตาเปล่งประกายอ่อนโยน “แต่เรายังไม่รู้หรอกว่า...เขาจะทำตามหรือไม่”

“ถ้าเขาไม่ทำ...ข้าจะหักคอจริง ๆ” เด็กชายพูดตามบทซ้ำเบา ๆ อย่างไม่ติดขัด

ชิงหรูหัวเราะเบา ๆ พลางยีหัวผู้เป็นน้องอย่างเอ็นดู

“เจ้าพูดชัดเชียวนะคราวนี้”

เท่าที่นางสังเกตการที่น้องชายพูดไม่เต็มประโยคอาจไม่ใช่เพราะสมองเติบโตช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่เป็นเพราะเขากลัวการที่จะพูดหรือแสดงอารมณ์มากกว่า

“เพราะ...ข้าสนุก” เด็กชายยิ้มตาเป็นประกายสดชื่นกว่าคราไหน ๆ

ลมยามค่ำพัดใบไผ่ไหวเบา ๆ เหนือศีรษะ สองพี่น้องเดินกลับบ้านของตน มือเล็ก ๆ จับมือพี่สาวไม่ยอมปล่อยพร้อมหัวใจที่อุ่นขึ้นกว่าเคย...

เช้าวันถัดมา ลู่ชิงหรูลืมตาตื่นตามเวลาเดิมพลางยืดแขนบิดตัวเบา ๆ แต่ยังไม่ลุกจากฟูกนอนนางมองไปที่น้องชาย

เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของน้องชายดังอยู่ไม่ไกล เขานั่งมองไปที่นอกหน้าต่างห้องอย่างจดจ่อ

“ท่านพี่...”

เสียงเรียกเบา ๆ นั้นแฝงความตื่นเต้น ลู่ชิงหรูเดินมาหยุดอยู่ข้างเขา แล้วมองตามออกไป

“อยากรู้จนนอนไม่หลับเลยสินะ...”

เด็กชายพยักหน้าแทนคำตอบ ดวงตาใสแจ๋วเป็นประกาย

ก่อนที่ทั้งสองจะพูดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงตะโกนกึ่งลนลานก็ดังแว่วเข้ามาแล้ว...

“แม่! เร็วเข้า! ไปกับข้าเดี๋ยวนี้!”

เสียงของเด็กชายมู่ดังขึ้นเขากำลังพยายามลากแม่ของตนออกจากบ้านอย่างรีบร้อน ทั้งสองคนพุ่งตรงไปยังทางของผู้ใหญ่บ้าน

แม้จะอยู่ในบ้านอีกฟากถนน แต่เสียงของพวกเขาที่ดังท่ามกลางความเงียบสงบก็พอให้ได้ยินอย่างชัดเจน

มารดาของลู่ชิงหรูซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากไข้ เหลือบตามองออกไปทางหน้าต่าง ริมฝีปากซีดจางขยับเอ่ยช้า ๆอย่างฉงนไม่ต่างกัน

“เสียงเอะอะตั้งแต่เช้า...จะรีบร้อนกันไปไหน”

น้ำเสียงยังคงถือดีเช่นเดิม นางไม่ได้อยากรู้เรื่องของผู้อื่นแต่เสียงนี้ปลุกนางให้ตื่นจึงอดไม่พอใจไม่ได้

แต่ลู่ชิงหรูกับลู่เทียนหรงเพียงหันหน้ามองกัน ดวงตาของทั้งสองเปล่งประกายอย่างรู้กัน ยิ้มนิด ๆ อย่างมีเลศนัย โดยที่ไม่มีใครต้องพูดอะไรต่างก็เข้าใจกัน

“ท่านแม่” ชิงหรูพูดเรียบ ๆ “ข้าจะพาอาหรงไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านสักครู่ พวกท่านกินข้าวกันก่อนก็แล้วกัน ไม่ต้องรอเรา”

มารดาเงยหน้าขึ้นจากถ้วยน้ำชา สีหน้าดูแปลกใจเล็กน้อยที่ลูกสาวผู้เงียบขรึมพูดจาแบบนี้ทั้งที่ปกติตื่นขึ้นมาก็เตรียมอาหารและออกไปทำงานเลยแท้ ๆ

แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรต่อไป ลู่ชิงหรูก็จูงมือน้องชายออกไปจากบ้านเสียแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel