บท
ตั้งค่า

บทที่ 10

เจ้าช่างอวดดีนัก

เสียงเคาะประตูหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านดังขึ้นรัว ๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีนักเพราะฝีมือของนางหูจอมโวยวายนั่นเอง

“เปิดประตูเร็ว! ท่านผู้ใหญ่บ้าน!”

ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนที่เพิ่งสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนเปิดประตูออกอย่างงุนงง ก่อนจะพบเด็กชายอามู่ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน กำลังยืนตัวสั่นข้างมารดาผู้มีสีหน้างงงันไม่แพ้กัน

“เกิดอะไรขึ้นแต่เช้า?”

ไม่ทันสิ้นคำถาม เด็กชายก็โพล่งออกมาเสียงสั่นแทบไม่รู้เรื่องทันที

“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน!” พยายามพูดแม้จะยังสะอึกสะอื้นก็ตาม “ข้า...ข้าเป็นพาเทียนหรงไปที่ป่าไผ่เอง! ข้าไม่ได้ตั้งใจให้ตาย ข้าแค่จะแกล้งเขาเล่นเท่านั้น!”

เสียงสารภาพนั้นดังลั่นต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านที่ยังไม่ทันตั้งตัว ไหนจะชาวบ้านข้างเคียงที่อยากมาดูที่มาเสียงดังโหวกเหวก ก็พากันยืนนิ่งงันไปตาม ๆ กัน

“อามู่! พูดอะไรของเจ้า!” นางหูผู้เป็นมารดารีบคว้าแขนบุตรชายไว้ “จะสารภาพเรื่องไร้สาระแบบนี้ทำไม! นั่นมันเป็นการเอาความผิดเข้าตัวเจ้านะ!”

แต่เด็กชายกลับผลักมือมารดาออกแล้วหันกลับไปพูดเสียงดังต่อหน้าทุกคนต่อ

“...เขาตายแล้ว! ข้าเห็นกับตาเมื่อคืน...หน้าขาวโพลน ดวงตาไม่มีตาดำ...เขามาหาข้า!”

คำพูดนั้นทำให้นางหูหน้าซีดลงในทันที หันขวับไปมองผู้ใหญ่บ้านอย่างตกใจ

“มะ...หมายความว่าไง เด็กบ้านนั้นตายแล้วหรือ!?”

ทว่าผู้ใหญ่บ้านกลับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจแทนที่จะตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“จะตายอะไรเล่า เมื่อคืนวานนางเจามาบอกข้าว่าเด็กเทียนหรงกลับถึงบ้านแล้วอย่างปลอดภัย ข้ายังย้ำให้ป้าเจาส่งคนตรวจซ้ำรอบบ้านก่อนปิดประตูอยู่เลย”

อามู่ที่ยืนสั่นเทาอยู่ถึงกับเบิกตากว้างส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“มะ...ไม่จริง! ข้าเห็นกับตา! เขามาหาข้าจริง ๆ! ถ้าเขายังไม่ตาย แล้ว...แล้วเมื่อคืน...ข้าเห็นอะไร!”

ยังไม่ทันที่ใครจะตอบ คำถามนั้นก็ได้รับคำเฉลยแล้ว...

ทันใดนั้นร่างของลู่ชิงหรูก็ปรากฏขึ้น เดินจูงลู่เทียนหรงมาตามทางดิน ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่ส่องกระทบใบไผ่ไหวไกวด้านหลัง เดินผ่านเสียงพูดคุยเริ่มจ้อกแจ้กจอแจของชาวบ้านทยอยออกมายืนมุงที่ลานหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน

“นั่น...นั่นมัน...!”

อามู่ผงะถอยกรูดจนแผ่นหลังชนขามารดาของตน

“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าตาย! อย่าหลอกข้า! อย่าฆ่าข้า!”

ผู้คนรอบด้านที่เฝ้ามองเหตุการณ์ ต่างเห็นชัดเจนว่าเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็น ตัวเป็น ๆ ผิวเนื้อจริง มิใช่ผีอย่างที่เด็กชายผู้นั้นพร่ำเพ้อ

“ข้าเองก็เพิ่งรู้เหมือนกันเจ้าค่ะ ว่าที่แท้เด็กอันธพาลบ้านหูไม่สั่งสอนผู้นี้ กลับเป็นคนล่อลวงน้องชายข้าไปที่ป่าไผ่จริง ๆ และยังกลั่นแกล้งจนมีแผลเต็มตัว หากข้าไปช้ากว่านั้นน้องชายข้าคง…”

นางหูได้สติขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นลูกชายของนางดูเสียสติไปและเห็นชิงหรูเดินเข้ามา นางหาใช่ยอมได้ง่ายไม่ก็รีบเถียงกลับเสียงแข็งทันใด

“เจ้าว่าอะไรนะ!? ลูกข้าพูดเพ้อเจ้อเท่านั้นเจ้าจะเอาผิดเขาแค่เพราะคำสารภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นหรือ!?”

ลู่ชิงหรูยังยืนสงบ ไม่ไหวติง ดวงตานิ่งเฉียบขาดยิ่งกว่าเสียงที่เปล่ง

“ข้าเอาผิดใครที่ไม่มีหลักฐานไม่เป็นดอก แต่เจ้าลองถามทุกคนที่อยู่ตรงนี้ดู ว่าเด็กชายมู่นั้นพูดอะไรไปบ้างเมื่อครู่”

“แค่คำสารภาพของเด็ก!” นางหูยังไม่ยอม “ไม่มีใครเห็นกับตาว่าเขาพาน้องเจ้าไปกลั่นแกล้ง!”

แน่นอนว่าไปเรียกเด็กอีกสองคนที่ร่วมรุมกลั่นแกล้งน้องข้ามาก็เป็นหลักฐานได้แล้วแต่นางรู้ว่าหลักฐานชัดเจนไม่จำเป็นหรอกเพราะสิ่งที่น่าเชื่อมากกว่าหลักฐานของคนในหมู่บ้านนั้นนั้นนางมีแล้ว

ลู่ชิงหรูกลับยิ้มบาง ๆ แล้วหันไปพูดกับชาวบ้านรอบ ๆ ที่เริ่มมุงกันแน่นต่อมา...

“เทพประจำหมู่บ้านอาจเห็นว่าเด็กผู้นี้กระทำเกินควร จึงส่งภาพให้เห็นและทำให้เขาต้องรีบวิ่งมาสารภาพเองเช่นนี้ ...เมื่อครู่ทุกคนคงได้ยินกระมังหากไม่ใช่เทพประจำหมู่บ้านแปลงกายไปจะบอกว่าอามู่ปัญญาเสียเห็นภาพหลอนไปเองหรือ? หากเป็นเช่นนั้นหากปล่อยเขาไว้ที่หมู่บ้านข้าว่าจะเกิดอันตรายต่อคนอื่นได้นะ ควรส่งไปรักษาเสียดีกว่า...”

คำพูดของนางทำเอาอามู่หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม เขาได้ยินเรื่องผีเมื่อคืนไม่ได้ต้องรู้สึกกลัวว่าตนจะถูกหักคอเสียทุกทียิ่งพอฟังแล้วว่าตนกำลังถูกเทพที่คนในหมู่บ้านเคารพตักเตือนก็รีบกลัวเข้าไปใหญ่ ริมฝีปากสั่นระริกรีบยอมรับก่อนจะถูกเทพลงโทษทันที

“ข้า...ข้าทำเอง...ข้าล่อลวงน้องของท่านไปจริง ข้าไม่อยากโดนใครตามมาเอาชีวิต! ข้าทำเอง...กับอามู่และอาฉิงด้วย”

เสียงสารภาพของเด็กชายดังก้องท่ามกลางความเงียบงันอีกครา นางหูเม้มปากแน่น ดวงตาแดงก่ำไม่รู้ว่าตนจะทำอย่างไรดีนอกจากเอื้อมมือไปปิดปากบุตรชายไว้ไม่ให้เรื่องใหญ่ยากแก้ไขไปมากกว่านี้

ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจอย่างจำยอม สุดท้ายเพื่อความสงบของหมู่บ้านเขาจำเป็นต้องหักหน้าสามีของนางหูบ้างเสียแล้ว ครานี้อามู่ทำเกินไปยากปกปิดจริง ๆ

“ข้าเคยตักเตือนเจ้าหลายหนเรื่องพฤติกรรมของลูกเจ้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเรื่องร้องเรียน แม้เจ้าจะอ้างว่าสามีเคยเป็นทหารใหญ่โต แต่ที่นี่คือหมู่บ้านไม่ใช่ค่ายทหาร เช่นนั้นคงต้องกักบริเวณบุตรชายของเจ้าไม่ให้ออกจากบ้านสักหนึ่งเดือน...”

“กักบริเวณ?” ลู่ชิงหรูแค่นเสียงน้อย ๆ แล้วหันไปทางผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่เห็นด้วยชัดเจน “หากจะกักบริเวณเด็กชายผู้นี้อยู่บ้านเฉย ๆ ก็เกรงว่าไม่นานเขาจะกลับมาแกล้งลูกหลานผู้อื่นอีก หากครั้งหน้าไม่มีเทพมาช่วย ก็คงไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรร้ายแรงขึ้น!”

...นางรู้ว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านให้หนึ่งเดือนเพราะสามีนางหูกลับมาจากล่าสัตว์พอดี ใครต่างก็กลัวเขามากไม่เว้นแม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้าน

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน...ก่อนหน้านี้เคยมีใครบ้างไหม ที่มาร้องเรียนว่าบุตรชายของนางหูรังแกลูกหลานคนอื่น?”

ผู้ใหญ่บ้านนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ชาวบ้านบางคนเริ่มสบตากัน บ้างพยักหน้า บ้างเริ่มเอ่ยเบา ๆ

“หลานข้าเคยถูกแกล้ง...”

“ลูกข้าด้วย...แต่ตอนนั้นไม่กล้าพูด”

“ก็เพราะกลัวนางหูจะให้สามีมาคุกคามถึงบ้าน!”

เสียงสะท้อนจากรอบทิศเริ่มดังขึ้น จนผู้ใหญ่บ้านต้องหันไปมองนางหูด้วยสีหน้าหนักใจ นางหูหน้าถอดสีทันที

ลู่ชิงหรูยังคงนิ่ง แต่แววตาเปลี่ยนไปเป็นเยือกเย็นทันใด

“เด็กคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ หากเพียงถูกกักบริเวณไม่ให้ออกจากบ้าน ใครจะรับประกันได้ว่าเมื่อครบกำหนด เขาจะไม่ออกมาแกล้งเด็กคนอื่นอีก? บุตรของใครจะเป็นรายต่อไปที่ถูกเขาเอาพวกมาตบตี!?”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel