บทที่ 8(2)
สายตาของนางเหลือบไปเห็นชุดที่เด็กชายสวม เป็นผ้าดีฝีเย็บประณีต แม้จะหลวมไปบ้างแต่ก็ดูสะอาดกว่าที่เขาเคยใส่ หัวใจชิงหรูอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย นางหันกลับไปมองบุรุษที่นั่งก้มหน้าอ่านหนังสือด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
แม้เขาจะไม่เงยหน้าขึ้น ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่เขาทำให้กับน้องชายของตนก็ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด
ชิงหรูจูงมืออาหรงไว้แน่นแล้วเดินไปยังตำแหน่งนั่งของชายหนุ่มกลางห้อง ก่อนหยุดยืนตรงหน้าแล้วโค้งเล็กน้อย
“ขอบคุณคุณชายมาก ที่ช่วยดูแลน้องชายข้า”
เงาร่างนั้นยังคงไม่ไหวติง เขายังนั่งอยู่ในท่าเดิม ก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างใจเย็นราวกับไม่มีนางและเทียนหรงอยู่ตรงหน้าเลย
...ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีการขยับ ไม่มีแม้แต่จะเงยหน้ามอง
เวลาผ่านไปจนเขาเปิดหน้าในหนังสือ เสียงแผ่วเบาหนึ่งเดียวเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเขา
“อืม”
ชิงหรูพยักหน้ารับเบา ๆ เข้าใจได้ว่าคงไม่ต้องการถูกรบกวน นางจึงหมุนกายพาน้องชายเดินออกจากห้องอย่างเงียบงัน เพราะอย่างไรก็ถือว่านางได้เอ่ยบอกขอบคุณเขาไปแล้วจะรับหรือไม่ก็เรื่องของเขาเถอะ
และมื่อประตูปิดลงและเสียงฝีเท้าสองพี่น้องค่อย ๆ เบาลง
คุณชายหยวนจึงเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นคมลึกดั่งนกอินทรีย์มองไปยังบานประตูที่เพิ่งปิดลง
เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งอย่างไม่มีอารมณ์จะอ่านอันใดต่อ ก่อนจะวางหนังสือลงแล้วลุกขึ้นยืน แต่ในขณะเดินผ่านโต๊ะเล็กริมหน้าต่างที่เทียนหรงนั่งเล่นอยู่ก่อนหน้า สายตาของเขาหยุดอยู่ที่กระดาษวาดภาพหลายแผ่นนั่นค้างนาน
หนึ่งในนั้นเป็นภาพป่าไผ่ วาดด้วยพู่กันลายเส้นเรียบง่าย แต่ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นฝีมือเด็กห้าขวบ
อีกภาพเป็นเงาเด็กสามสี่คนรุมล้อมอยู่รอบเด็กคนหนึ่งที่กำลังล้มอยู่บนพื้น
คุณชายหยวนใช้เพียงปลายนิ้วเคาะเบา ๆ บนขอบกระดาษ
“เก็บภาพพวกนี้ไว้”
บ่าวที่ยืนรออยู่ข้างประตูก้มศีรษะรับคำ
“แล้วส่งคนไปติดตามแม่นางผู้นั้นขณะออกจากจวนด้วย”
ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วถอยกายหายไปตามคำสั่ง
เจ้าของคฤหาสน์หมุนกายเดินออกจากห้องอย่างเงียบงัน ราวกับวัตถุประสงค์ในการนั่งอยู่ที่ห้องรับรองนี้...จบสิ้นเพียงเท่านั้น
แสงสุดท้ายของวันคล้อยต่ำจนลับขอบฟ้าแล้ว ลู่ชิงหรูกระชับมือที่จูงลู่เทียนหรงไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย เมื่อสองพี่น้องก้าวพ้นแนวคฤหาสน์หยวนเข้าสู่เส้นทางลัดเลาะป่าไผ่กลับบ้าน
“อาหรง” ชิงหรูเอ่ยเสียงเบา “เจ้าบอกพี่ได้หรือยัง...ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ลู่เทียนหรงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยเสียงแผ่ว
“อามู่บอก...พี่เรียกข้า ให้ไปหาที่หน้า ป่าไผ่”
“แล้วเจ้าเชื่อ?”
“ไม่...แต่เขาบอกว่าถ้าไม่ไป พี่จะโกรธข้า…”
คำพูดนั้นคล้ายหนามเล็ก ๆ แทงลงกลางใจของชิงหรู นางไม่พูดขัด เพียงฟังเงียบ ๆ นางเข้าใจเด็กชายน้อย
“แล้วเขาทำอะไรต่อ?”
“เขาก็...ผลักข้า ล้อมข้าไว้กับเพื่อนเขา...ข้าวิ่งหนี หลง” เสียงเด็กชายเบาลงจนแทบกลืนไปกับเสียงลมไผ่ “แล้วก็ได้พี่ชายชุดดำคนหนึ่ง...มาเจอข้า”
ชิงหรูนิ่งงัน
ความรู้สึกหลากหลายพัดผ่านในอก โกรธ ห่วง เจ็บปวด และรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องชายต้องเผชิญสิ่งเหล่านั้นเพียงลำพัง
“เจ้ารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้”
ลู่เทียนหรงส่ายหน้าเบา ๆก่อนเอ่ยตอบ “ไม่อยากร้องไห้...แต่โกรธ แล้วก็เสียใจ”
ชิงหรูหยุดเดินแล้วย่อตัวลงเล็กน้อย ก้มมองสบกับดวงตาน้องชายที่ใสซื่อแต่ก็เจือความเหนื่อยล้าจาง ๆ
“ถ้าพี่ถามว่าเจ้าอยากเอาคืนพวกเขาหรือเปล่าล่ะ”
เด็กน้อยชะงักก่อนจะพยักหน้าแม้สายตาจะเต็มไปด้วยความลังเล “…ข้าอยาก แต่…ข้าไม่รู้”
มุมปากชิงหรูยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาวาววับราวกับแมวป่าที่กำลังซ่อนเล็บพร้อมข่วนคน
“ถ้าอย่างนั้น...เดี๋ยวพี่สอนเจ้าเอง”
นางช้อนตัวน้องชายขึ้นอุ้มแนบอก เด็กน้อยหัวเราะเบา ๆ อย่างไว้วางใจ สายลมเย็นพัดผ่านแนวไผ่ เงาไม้ไผ่ไหวซ้อนเป็นลวดลายบนพื้นดินนางอาศัยเพียงแสงจันทร์ก็สามารถเดินได้สบายแล้ว สายตาของนางสามารถมองได้ดีในที่มืดอย่างที่ฝึกฝนมาแต่ชาติก่อน
ข้างทางมีหญ้ารกพาดลู่ชิงหรูก็เอื้อมมือไปหยิบมีดขนาดพกจากข้างเอว ฟันหญ้าเบื้องหน้าทันที
ฉับ!
‘เฮ้! เจ้าใช้ข้า ผู้เคยตัดคอคน…มาตัดหญ้า?’ เสียงอิ๋นอิ๋นดังขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ‘นี่ข้าเคยเป็นระบบสายลับนะ ข้าไม่ใช่มีดพกไว้ใช้ในสวน!’
ชิงหรูเมินเสียงบ่นไม่หยุดนั้น ใบหน้าสงบดังเดิมแม้มุมปากจะยกอย่างชอบใจก็ตาม
“เงียบหน่อย ก่อนข้าจะตัดอะไรอย่างอื่นแทนหญ้า”
เสียงระบบเงียบไปในทันที นางรู้ว่าเจ้าระบบไม่ชอบอะไรยิ่งกว่าหญ้า ก็เหมือนกับเวลาจัดการคนก็ต้องรู้จุดอ่อนค่อยลงมือเช่นกัน
