บทที่ 8
เดี๋ยวพี่สอนเจ้าเอง
แต่มีสิ่งที่ดึงสายตานางได้ยิ่งกว่าความใหญ่โตนั่นก็คือเครื่องหมายสลักเหนือประตูนั้น นกอินทรีย์สยายปีกกลางวงกลม ท่วงท่าสง่างามแต่แฝงความเย็นชา
ลู่ชิงหรูมองสัญลักษณ์นั้นเงียบ ๆ ดวงตาเรียวขมวดเล็กน้อย
“...ตระกูลหยวน?”
‘ใช่เลย เจ้าจำได้ไหม ตอนอยู่ในร้าน เถ้าแก่ก็พูดถึงว่าเครื่องหมายนี้เป็นของตระกูลพ่อค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง’ เสียงของอิ๋นอิ๋นดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
“อืม ข้าจำได้”
รอยเท้าผู้ใหญ่ที่นางตามมาจนถึงตรงนี้ จบลงที่หน้าคฤหาสน์ ไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบหรือแอบซ่อน ซึ่งนั่นหมายความว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้ตั้งใจพาเด็กหนี หรืออาจเป็นเพราะ...ลู่เทียนหรงไม่ได้ขัดขืนก็เป็นได้
ชิงหรูจึงตัดสินใจไม่ซ่อนตัว ไม่หาทางแอบเข้าไป แต่กลับเดินขึ้นบันไดหินตรงไปหน้าประตูคฤหาสน์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง...
ทหารยามสองคนที่เฝ้าประตูอยู่รีบยืดตัวตรงทันทีที่เห็นผู้มาเยือน หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม แววตาระวังภัย
“ข้ามา...หาน้องชาย” ชิงหรูเอ่ยเสียงเรียบชัด ดวงตาจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย “เขาเป็นเด็กชายอายุห้าขวบ ถูกคนของจวนท่านพาเข้ามาเมื่อช่วงเย็น”
ชายเฝ้าประตูไม่ได้ทำท่าทางแปลกใจ ตรงกันข้าม เขากลับพยักหน้าเบา ๆ ราวกับได้รับคำสั่งมาแล้ว
แต่แววตาของเขากลับเปลี่ยนเล็กน้อย เขากวาดตามองชิงหรูตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ต้องให้พูดมากกว่านั้น นางก็เข้าใจสิ่งที่ควรทำทันที เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้น่าจะเป็นคนรอบครอบคนหนึ่ง เขาพิจารณาถึงผู้ที่มาตามหาด้วย อาจจะเป็นเพราะอาหรงบอกไว้ว่าพี่สาวจะออกตามหาก็เป็นได้
ชิงหรูยืนนิ่งเพียงชั่วครู่ ก่อนที่มือเรียวจะเลื่อนไปปลดผมยาวที่ถูกรวบมัดไว้อย่างหลวม ๆ ลงอย่างเงียบงัน
เส้นผมดำขลับคลายตัวลื่นไหลลงมาตามกรอบหน้า รับกับคางเรียวและผิวขาวอมชมพูใต้แสงโคมเรืองทอง ราวกับแสงทั้งบริเวณตกต้องลงที่ตัวนางเพียงผู้เดียว
ทหารทั้งสองเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเผยออย่างไม่ตั้งใจไปชั่วขณะ
‘เจ้าปล่อยผมทีไรมีคนตะลึงทุกที’ เสียงของอิ๋นอิ๋นบ่นพึมพำเบา ๆ
ชิงหรูเมินระบบอย่างสิ้นเชิง
“ข้าคือพี่สาวของเด็กน้อยผู้นั้น ข้าขอเข้าไปพบเขาหน่อยเจ้าค่ะ”
คำพูดของนางเรียบง่าย แต่ในน้ำเสียงนั้นมีบางอย่างที่ทำให้ใครได้ยินก็ยากจะปฏิเสธ
…อาจเป็นเพราะความแน่วแน่
…หรือเพราะความรักน้องชายที่ชัดเจนจนสัมผัสได้
ทหารยามได้สติก็รีบก้มศีรษะต่ำทันใด
“เชิญแม่นางด้านใน คุณชายของเรา...แจ้งไว้แล้วว่าหากพี่สาวของเด็กน้อยมาถึง ให้เชิญแม่นางเข้าไปด้านในได้เลย”
ชิงหรูพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปยังด้านในโดยไม่ลังเล
เมื่อประตูขนาดใหญ่เปิดออก ลู่ชิงหรูก็ถูกนำเข้าไปในคฤหาสน์โดยบ่าวชายผู้หนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยคำใดเลยตลอดทาง
เขาเดินนำโดยไร้เสียง ฝีเท้าสม่ำเสมอราวเดินตามจังหวะของนาฬิกาล่องหน ความเงียบงันในคฤหาสน์ใหญ่ทำให้ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในสถานที่ร้าง…หากไม่เป็นเพราะเครื่องเรือนที่ประดับไว้อย่างวิจิตรงดงาม บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและรสนิยมสูงส่งของเจ้าของบ้าน ลู่ชิงหรูก็คงคิดว่าไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในเรือนนี้เสียแล้ว
บรรยากาศรอบตัวนางสงบจนเกินไป…กลายเป็นอึมครึมเยือกเย็น
เมื่อบ่าวหยุดยืนหน้าห้องหนึ่ง เขาเปิดประตูให้แล้วโค้งตัวถอยออกโดยไม่กล่าวคำใด
ภายในเป็นห้องรับรองกว้างขวาง ตกแต่งเรียบง่ายแต่ทุกสิ่งล้วนมีราคา โต๊ะไม้สลักตั้งกลางห้อง หน้าต่างเปิดออกกว้างให้แสงภายนอกส่องลอดเข้ามาภายในบ้าง
และที่โต๊ะในสุดหลังห้องนั้น ลู่ชิงหรูเห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ เงาร่างสูงในชุดคลุมเข้มกำลังก้มหน้าอ่านตำรา ผมยาวถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย แม้จะยังไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่แค่ท่วงท่าและความสงบในอากัปกิริยาก็ทำให้รู้ว่าเขาน่าจะคือคุณชายหยวนเจ้าของคฤหาสน์นี้
ทว่าความสนใจของชิงหรูกลับไปหยุดอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของห้องแทนในเวลาต่อมา...
“อาหรง...”
เสียงของนางแผ่วเบาแต่นุ่มละมุน เด็กชายตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะเล็ก ๆ เงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น
“ท่านพี่!”
ลู่เทียนหรงกระโจนลงจากเก้าอี้ วิ่งมาหาชิงหรูเต็มแรงเหมือนลูกแมวตัวน้อยกลับเข้าสู่อ้อมอกแม่
ชิงหรูก้มลงรับร่างเล็กเข้ากอดแน่น มือไล้ดูตามต้นแขน ข้อมือ และลำตัว เห็นรอยฟกช้ำจาง ๆ ที่ถูกทายาไว้แล้วกับแผลเล็กน้อยที่มีผ้าพันอยู่เรียบร้อย
“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า?”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนแต่สั่นเครืออยู่ในทีเพราะความสงสารผู้เป็นน้องชาย
ลู่เทียนหรงส่ายหน้าแรง ๆเพื่อยืนยันให้พี่สาวเห็นชัด “ไม่เจ็บ ข้า…มีคนใจดีอยู่ด้วย”