บทที่ 7
ตระกูลหยวนอีกแล้ว?
แวบแรกที่อามู่เห็นนาง ดวงตากลมโตเบิกขึ้นคล้ายตื่นตกใจ มือหยุดขยับทันที
ลู่ชิงหรูเห็นถึงความผิดปกตินั่นนางหยุดเดิน แล้วหันตัวกลับมาช้า ๆ
“อามู่” นางเอ่ยชื่อเรียบ ๆ “วันนี้เจ้าเห็นอาหรงบ้างไหม?”
เด็กชายรีบหลบตาอย่างรวดเร็ว “ไม่...ไม่เห็น ข้าอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลยทั้งวัน!”
คำตอบนั้นออกมารวดเร็วจนน่าสงสัย และที่สำคัญคือขัดกับภาพตรงหน้าที่นางสังเกตเห็นมาก
เศษดินร่วนสีดำชื้นติดอยู่ที่ชายเสื้อของอามู่ เป็นลักษณะของดินที่มีเฉพาะในป่าไผ่ที่อยู่ท้ายหมู่บ้านอันเกิดจากการทับถมกันของใบไผ่ ไม่ใช่ดินแข็งแห้งแบบลานหน้าบ้านทั่วไป...
ไหนจะตามชุดก็มีใบไผ่แห้งติดอยู่ด้วย เส้นผมยุ่งเหยิง เหงื่อซึมที่ขมับ ทั้งหมดกำลังตะโกนความจริงที่ปากเด็กชายไม่อาจปิดบังได้
ดวงตาลู่ชิงหรูหรี่ลงทันที
“แน่ใจหรือว่าเจ้าอยู่แต่ในบ้าน?”
น้ำเสียงของนางยังไม่เปลี่ยน แต่บรรยากาศรอบตัวกลับหนักขึ้นกดดันเด็กตัวน้อยอย่างตั้งใจ อามู่ไม่ตอบ ดวงตาล่อกแล่ก มือขยับกระบองในมือไปมาแบบไร้จุดหมาย สุดท้ายเมื่อไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรก็รีบวิ่งไปหาผู้เป็นมารดาเสียเลย
“ท่านแม่!”
“เจ้านี่มัน! จะกลั่นแกล้งลูกข้าไปถึงไหนกัน!” เสียงนางหูดังขึ้นขณะขยับมาบังลูกชายไว้
ลู่ชิงหรูเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่สะท้านและไม่คิดว่าสิ่งที่ตนทำผิดแต่อย่างใด
“ข้าไม่ได้กลั่นแกล้ง เพียงแค่ถามเท่านั้น” นางว่าชัดถ้อยคำดวงตาคู่นั้นน่ากลัวอย่างกับนักล่า “หึ...หากอาหรงเป็นอะไรไป ใครก็ตามที่มีส่วนทำให้เกิด ข้าจะไม่ละเว้นแน่นอน”
อามู่กลืนน้ำลายลงคอ หน้าเริ่มซีดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สารภาพอะไรได้แต่มองชิงหรูเดินจากไปด้วยจิตใจหวั่นเกรงเพียงเท่านั้น...
หัวใจในอกของชิงหรูนั้นเริ่มเต้นแรงอย่างหวาดหวั่น แม้ยังคงใบหน้ายังเรียบนิ่ง นางไม่อาจเสียเวลาอีกแม้แต่น้อย ตอนนี้...น้องชายของนางอาจหลงอยู่ที่ป่าไผ่ หลงทาง หรือแย่กว่านั้น...
นางเร่งฝีเท้ากลายเป็นวิ่งออกไปในที่สุด หัวใจบีบรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ทุกก้าวที่มุ่งไปยังแนวป่าไผ่คือความหวังสุดท้าย
‘อาหรง...อย่าเป็นอะไรไปเลย’
เสียงใบไผ่เสียดสีกันตามแรงลมยามเย็นคล้ายเสียงกระซิบ ดวงตาของชิงหรูกวาดไปรอบพื้นดินสีดำเบื้องหน้า
รอยเท้าเล็กหลายรอยปะปนกันอยู่ที่ต้นป่าไผ่ นางก้าวเข้าไปมองใกล้ ๆ แล้วทรุดตัวลงพิจารณา
มีรอยเท้าเล็กซ้อนกันมั่วไปหมด รอยหนึ่งจมลงลึกเกินกว่าจะเป็นแค่การเดินผ่าน บางรอยเบียดเสียดกันราวกับใครบางคนโดนผลักหรือล้ม แล้วก้าวเท้าทับกันไปมาอย่างวุ่นวาย
ปลายเล็บของชิงหรูขูดเบา ๆ ไปบนดินที่ถูกเหยียบย่ำ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทีละน้อย
“...รอยของเด็กสามถึงสี่คน” เสียงของนางเบาราวพึมพำกับตนเอง
‘ดูแล้วคงไม่ใช่เดินเล่นธรรมดา’ เสียงของหยางอิ๋นแทรกมาในหัวอย่างเคร่งเครียด ‘แบบนี้มัน…เหมือนมีใครบางคนโดนแกล้ง’
ชิงหรูนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ปลายนิ้วแตะรอยเท้าที่แยกตัวออกจากกลุ่ม แล้วลากยาวเข้าไปในแนวไผ่ด้านในนัยน์ตานั้นวูบไหว
อาหรง...
นางลุกขึ้นอย่างรีบเร่ง แล้วเริ่มก้าวตามรอยเท้าเล็กนั่นไปอย่างเงียบงัน
‘ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเขา…แต่อย่าลืมว่าเขาเป็นเด็กที่ฉลาดมากนะ’ หยางอิ๋นพูดต่อเสียงแผ่ว ‘เจ้าเคยพูดเองไม่ใช่หรือว่าเขาจดจำวิธีการทำหนังสติ๊กได้เพียงมองคราเดียว’
‘ความจำดีกับเอาตัวรอดได้...เป็นคนละเรื่องกัน’
เสียงของระบบพยายามปลอบโยนอย่างเต็มที่ แม้จะแสร้งพูดติดตลก แต่ก็แฝงด้วยความห่วงใยเต็มเปี่ยม ชิงหรูไม่ตอบอะไร นางเพียงเดินต่อไปตามรอยเท้าเล็กนั้นอย่างเงียบ ๆ ใจของนางบีบรัดทุกครั้งที่ภาพในหัวแวบขึ้น
เด็กชายตัวเล็ก เสื้อเปื้อนดิน ถูกผลัก ถูกล้อม ถูกตะโกนใส่ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่าด้วยความตกใจ
ทว่ายังไม่ทันจบความคิด รอยเท้านั้นก็หายไป
ชิงหรูหยุดทันที ร่างกายตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ตรงหน้าคือรอยเท้าผู้ใหญ่ ใหญ่และลึก รอยนั้นหยุดยืนตรงที่รอยเท้าเล็กสุดท้ายจางลงพอดี
ดินบริเวณนั้นไม่มีร่องรอยของเด็กเดินต่อเลย
มีเพียงรอยเท้าผู้ใหญ่ที่หันหลังกลับ…แล้วเดินออกไปอีกทิศหนึ่ง
ลู่ชิงหรูย่อตัวลงช้า ๆ ดวงตาเรียวเพ่งมองแนวรอยเท้าเหล่านั้น
‘ใครบางคน...เจอเขา แล้วอุ้มไปด้วย’
นางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ไม่มีร่องรอยดิ้น ไม่มีการเดินย้อน นั่นหมายความว่าอาหรงยังปลอดภัยในตอนนี้... เขาน่าจะเต็มใจให้ถูกพาไป” ชิงหรูเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
ชิงหรูล้วงมือไปที่สาบเสื้อ หยิบมีดอันเป็นตัวแทนของเจ้าระบบออกมา ใบมีดสะท้อนแสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้ริบหรี่ที่สาดลอดใบไผ่เข้ามาได้ทันใด
‘เฮ้...เจ้าจะไม่ใช้ข้าไปแทงใครใช่ไหม’
“แค่ถือไว้...ป้องกันตัว”
‘เจ้าพูดแบบนี้ แล้วจบที่เลือดเปื้อนข้าทุกที’
“หากใครคิดทำร้ายน้องข้า ข้าก็ไม่ใจดีหรอก”
เสียงของนางนิ่งสนิท ริมฝีปากเรียบสนิทเหมือนมีดที่อยู่ในมือ หยางอิ๋นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
‘ก็ได้…ถือว่าข้าทำเพื่ออาหรงก็แล้วกัน’
ลู่ชิงหรูก้าวตามรอยเท้าผู้ใหญ่นั้นไปในความเงียบที่หนักอึ้ง นางเดินตามไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแนวไผ่ข้างหน้าค่อย ๆ เปิดออก กลายเป็นทางเดินแคบที่ปูด้วยหินเรียงราย
และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า...คือคฤหาสน์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร กำแพงหินสูง บานประตูไม้แกะลายโบราณ โคมไฟแขวนเรียงบนแนวรั้วที่ทอดยาวจนสุดตา
ลู่ชิงหรูหยุดยืน สายตาจับจ้องสิ่งก่อสร้างตรงหน้าอย่างเงียบงัน
“คฤหาสน์...” นางพึมพำ “...ใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นแล้วกระมัง”
