บทที่ 6
คุณชายน้อยอยู่ที่ไหน?
“โอ้ย!”
“เจ้าทำหยิ่งว่ามีพี่สาวดีอยู่ผู้เดียวตลอด คิดว่าเก่งนักหรือ?”
เสียงหัวเราะดังเซ็งแซ่ ดินถูกปาใส่ตัว เสื้อเขาถูกดึงกระชาก ผิวถลอกและเสื้อผ้าเลอะดินไปทั่ว อาหรงดิ้นขลุกขลักพยายามผลักและตีกลับ แต่แรงของเขาเทียบกับเด็กสามคนได้อย่างไร
“อย่า...เจ็บ...” เขาพูดเสียงสั่น คำพูดขาด ๆ หาย ๆ
เทียนหรงจำคำสอนของพี่สาวได้ อย่าปล่อยให้ใครข่ม แต่หากอีกฝ่ายมีพวกมามากก็ต้องหาช่องทางหนี ไม่ต้องสนศักดิ์ศรีทั้งนั้น
เวลาผ่านไปอีกฝ่ายเริ่มเถียงกันเรื่องจะเอาตัวเขาไปไหนต่อ เทียนหรงก็พลิกตัวรวดเร็ว แล้วออกวิ่งเต็มแรง ทิศที่เขาวิ่งไปนั้นแน่นอนว่าพวกเด็กเกเรไม่กล้าตามเข้าไปแน่
เป็นภายในป่าไผ่แสนจะมืดทมึนนั่นเอง !
เทียนหรงไม่รู้ว่าวิ่งห่างมามากแค่ไหน ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แสงแดดรอดผ่านปลายยอดไม้ไผ่สูงชะลูดน้อยอยู่แล้ว พอแสงน้อยลงก็ทำให้ดูสลัวเข้าไปใหญ่
...แม้ลู่เทียนหรงจะเหนื่อยจนแทบหมดแรง มือถลอก เข่าเจ็บ เสื้อเปื้อนโคลน แต่เขายังไม่ร้องไห้สักแอะ
“หรง...จะกลับ...หาพี่”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงไม่มั่นคงนัก แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ เด็กน้อยค่อย ๆ เดินต่ออย่างระวัดระวัง คอยมองต้นไผ่ที่จำได้ ใบไม้ที่ล้มอยู่บนพื้น หรือแม้แต่รอยโคลนบนทางเดิน ทว่าทุกอย่างมันกลับเหมือนกันไปหมดน่ะสิ...
ยามเย็นเข้าแล้วดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ลู่ชิงหรูเดินกลับถึงบ้านของตนพร้อมกล่องไม้ในมือ ข้างในคือหมั่นโถสอดไส้เนื้อที่นางตั้งใจเก็บไว้ให้ทุกคนในบ้านได้ลิ้มลอง
เมื่อตลอดบ่ายนางได้ลองให้เถ้าแก่กินก็ได้แค่สี่คะแนน ส่วนพ่อครัวลองกินก็ได้เจ็ด ไม่มีใครแตะร้อยอีกเลย... แม้นางจะทำไส้เดียวกัน แป้งเดียวกัน น้ำราดก็ไม่ได้ต่างก็ตาม
แสดงว่าคะแนนคงไม่ขึ้นอยู่กับรสชาติอย่างเดียว...แต่อยู่ที่คนกินด้วย แล้วเช่นนั้นคุณชายผู้นั้น คิดอะไรตอนกินกันแน่
แต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปข้างในความเงียบผิดปกติรอบบ้านก็ทำให้นางต้องหยุดชะงัก
ปกติอาหรงน้อยจะต้องวิ่งมาต้อนรับนาง รอยยิ้มสดใสของเด็กชายจะปรากฏพร้อมเสียงเรียก ท่านพี่! ทุกครั้งไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว
แต่วันนี้ ทั้งบ้านกลับเงียบราวไร้ผู้คน
คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวหลังบ้าน กลิ่นยาขมลอยคลุ้งมาตั้งแต่หน้าประตู ป้าเจานั่งคนหม้ออยู่หน้าเตาอย่างใจจดใจจ่อ
“ป้าเจา” ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ “คุณชายน้อยอยู่ที่ไหน?”
ป้าเจาหันมาพลางรีบลุกขึ้น “เอ่อ...เมื่อบ่ายยังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านอยู่เลยเจ้าค่ะคุณหนู น่าจะยังวิ่งเล่นอยู่แถวข้างบ้าน...”
“ท่านแม่ป่วยหรือ?” นางจำได้ว่าเมื่อเช้ามารดายังดีๆ อยู่เลยนะ
“เจ้าค่ะ ฮูหยินท่านเพิ่งหลับไปเมื่อครู่ ตอนบ่ายเริ่มมีไข้สูง ป้าก็เลยไม่ได้ออกไปไหนเลย เช็ดตัวให้ตลอด…”
ลู่ชิงหรูไม่ได้พูดต่อ เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วรีบหมุนตัวเดินออกจากครัวทันที นางเริ่มจากเข้าไปค้นห้องและออกไปถามบ้านข้างเคียงไปทีละบ้าน ถามทีละคน คำตอบก็ยังคงซ้ำเดิม
“ไม่เห็นเลยแม่นางชิงหรู”
“ไม่รู้เลย ข้าก็เพิ่งกลับมาเมื่อครู่”
ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ ไม่มีแม้แต่เงาของอาหรง
หัวใจของลู่ชิงหรูเริ่มหนักขึ้นทุกที ทว่าท่าทีภายนอกยังสงบ ไม่ร้อนรน แต่มีแววตาเคร่งเครียดฉายอยู่ตลอดเวลา
สุดท้าย นางกลับเข้าไปยังบ้านตนอีกครั้ง
ภายในห้องนอนของมารดา กลิ่นยายังตลบอยู่ในอากาศ ไป๋อี้เหยานอนบนเตียง ผ้าห่มคลุมถึงอก ป้าเจานั่งอยู่ปลายเตียงเช็ดตัวให้ และเสียงฝีเท้าร้อนรนของนางก็ทำให้มารดาลืมตาขึ้นช้า ๆ
“เมื่อบ่ายก็เห็นเล่นอยู่หน้าบ้าน ตกเย็นกลับวิ่งเล่นไปไหนไกลให้เป็นห่วงเสียได้ ช่างไม่รู้ความ” เสียงแหบพร่ากล่าว
“เขาไม่ใช่เด็กแบบนั้น” ชิงหรูเอ่ยตอบทันควัน “อาหรงไม่เคยออกไปไหนไกลโดยไม่บอก และไม่เคยหายตัวไปจนถึงยามนี้”
ไป๋อี้เหยาเม้มริมฝีปากพยายามกลั้นความเวียนหัวในตอนนี้ แต่ยังเอ่ยอย่างพยายามรักษาท่าทีทนงตนไว้
“เด็กย่อมซนได้เดี๋ยวอาหรงก็กลับมา...ไม่ต้องถึงกับกระโตกกระตากหรอก”
“ข้าจะทำอันใดไม่ต้องให้ท่านมาบอก...”
ลู่ชิงหรูตอบเสียงเรียบอย่างลดความไม่พอใจลงให้มากที่สุดก่อนจะหันไปทางป้าเจา “ฝากให้ป้าไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านไว้หน่อย เผื่อให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านช่วยถามว่ามีใครเห็นเทียนหรงหรือไม่”
“เจ้าค่ะ!” ป้าเจารีบคว้าเสื้อคลุมแล้วก้าวออกไปทันใด
ลู่ชิงหรูยืนนิ่งอยู่เพียงครู่ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าที่ยังคงควบคุมอารมณ์อย่างมั่นคง นางไม่มีเวลาสนใจคนไม่ช่วยแต่ยังเร่งให้เกิดเรื่องวุ่นวายหรอก
ชิงหรูออกไปนอกบ้านอีกครั้งคราวนี้นางเริ่มไล่ถามอีกคราจนกระทั่งก้าวมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่า รั้วผุหลังหนึ่งที่อยู่ริมแนวต้นไม้
...บ้านของนางหู
กลิ่นคาวปลากับกลิ่นเขม่าควันไฟลอยแตะจมูก นางเห็นนางหูกำลังย่อตัวอยู่หน้าเขียงไม้เก่า สับปลาสดใส่ลงในถังไม้ เศษเกล็ดกระจายเกาะเสื้อผ้าเต็มไปหมด
“ป้าหู พอจะเห็นน้องชายข้าบ้างหรือไม่?” นางเอ่ยเสียงราบเรียบ
นางหูชะงักไปนิด ริมฝีปากที่เม้มแน่นคลี่ยิ้มเยาะบาง ๆ ราวกับถือไพ่เหนือกว่าอย่างชอบใจ
“น้อยชายเจ้าหายหรือ? ทั้งบ่ายข้าทำงานตลอดไม่มีเวลาเฝ้าดูลูกหลานใครหรอก” เสียงของนางลากยาวก่อนจะเปรยอย่างไม่ใส่ใจต่อ “ก็สมกับเป็นลูกคนเมืองหลวงน่ะแหละ...ถูกเลี้ยงแบบคุณชายคุณหนูหน่อยเอาแต่ใจหายไปเช่นนี้ลำบากผู้อื่นโดยแท้”
คำพูดที่แฝงด้วยการเยาะเย้านี้ชิงหรูหาสนใจไม่ ตอนนี้นางสนแค่เรื่องตามหาน้องชายของตนเองเท่านั้น นางไม่ตอบโต้อะไร ก่อนจะหันหลังกลับไป
แต่แล้วขณะที่กำลังจะก้าวออกจากเขตรั้วเก่าของบ้านนางหูไป สายตาของลู่ชิงหรูก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กที่มุมของรั้วบ้าน
อามู่...เด็กชายเกเรที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้ดี กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกองฟืน มือกำของเล่นไม้ดัดแปลงจากท่อนไม้ซ้อมของทหารขนาดย่อม ใบหน้าที่ปกติเต็มไปด้วยแววกร่าง พอนางหันมามองกลับเปลี่ยนเป็นแข็งค้างทันใด
