บท
ตั้งค่า

บทที่ 5

เขาแค่อยากให้พี่สาวภูมิใจ

ภายในรถม้า

ม่านหน้าต่างถูกรูดปิดลงอย่างช้า ๆ ด้วยปลายนิ้วเรียวยาว มือนั้นกลับมาวางบนตักนิ่งดุจหยกสลัก ทว่าดวงตาคู่นั้นยังจับจ้องแนวกำแพงไม้ด้านหลังที่เพิ่งเห็นเงาเคลื่อนไหวเมื่อครู่

เพียงแผ่วเบาของลมหายใจที่จดจ่อบางอย่างในตำแหน่งใกล้ๆ เขา มันเบามากแต่สำหรับเขา...มันชัดเจนพอ

“อี้เซิน”

องครักษ์ชุดดำที่นั่งเฝ้าเงียบอยู่ด้านในเงยหน้าขึ้นทันที

“ตรวจบริเวณโดยรอบ มีคนแอบอยู่แถวนี้หรือไม่”

“ขอรับ”

ชายหนุ่มในชุดดำก้าวลงจากรถม้าไร้เสียง เงาร่างกลืนหายไปในเงาเรือนอย่างแนบเนียน

หยวนเหวินซีไม่พูดอะไรต่อ เพียงลดสายตาลงกลับมาที่กล่องอาหารอีกครั้ง เหลือหมั่นโถคำสุดท้าย เขาหยิบขึ้นมาโดยไม่ลังเล แม้ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งราวกับไม่รู้จักคำว่าอร่อย แต่ความจริงคือมือของเขาไม่อาจหยุดให้หยิบมันขึ้นมากินได้เลยแม้แต่คำเดียว

เมื่อเคี้ยวคำสุดท้ายจนหมด กล่องไม้ก็ว่างเปล่าเรียบร้อย เขาปิดฝากล่องอย่างเงียบงัน แล้วหันไปถามชายที่นั่งหน้ารถม้า

“อาหารแปลกตานี่มาจากที่ใด”

“ภัตตาคารจินฮวาขอรับ อยู่หัวถนนใหญ่ฝั่งตะวันออก เป็นร้านอาหารธรรมดา มิได้มีชื่อในหมู่ขุนนางมากนัก”

“ธรรมดา?” เขาทวนคำเบา ๆ แววตานิ่งไปชั่วขณะ

หยวนเหวินซีอยู่ในตระกูลหยวนซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองเฟิ่งเซียง แม้ไม่ได้อยู่มานานเท่าไหร่แต่ก็เฟ้นหาอาหารมานับพันในเมืองแห่งนี้ ที่จวนไม่เคยขาดของดี พ่อครัวที่เรือนของเขาก็เคยประจำวังหลวง เป็นคนที่พิถีพิถันในรส จนบางคนว่าเขากินยากกว่าผู้สูงศักดิ์ใดในเมืองหลวงเสียอีก

แต่วันนี้อาหารจากภัตตาคารธรรมดา กลับทำให้เขากินจนหมดโดยไม่รู้ตัว...

เขาไม่ได้เอ่ยชม ไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ แต่ปลายนิ้วที่ลูบขอบฝากล่องช้า ๆ นั้น บอกบางสิ่งที่สายตาไม่เคยยอมเอื้อนเอ่ย

“ออกรถ”

สารถีรับคำสั่งทันที รถม้าทรงสูงขยับล้อจนฝุ่นลอยกระจาย

ผู้ช่วยคนสนิทกลับมานั่งที่หน้ารถม้าเงียบ ๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงเหลือบตามองเข้าไปในรถม้านิ่ง แล้วหยิบสมุดบันทึกจากอกเสื้อ เขียนบรรทึกสั้น ๆ ลงบนหน้ากระดาษ

...คุณชายหยวน ผู้ที่ไม่เคยชอบอาหารใดนอกจากฝีมือพ่อครัวจากวังหลวง กลับกินอาหารจากร้านธรรมดาได้จนหมด ไม่มีทิ้งแม้แต่น้อย

แสงแดดอ่อนเริ่มทาบพื้นหินในตรอกยาว ลู่ชิงหรูย่ำกลับไปทางร้านภัตตาคารอย่างเงียบงัน ร่างคล่องแคล่วแทรกผ่านผู้คนในตลาดเช้าอย่างไร้เสียง ในหัวกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้

หนึ่งร้อยคะแนนความพอใจ…มาจากอาหารแปลกตาเพียงชิ้นเดียว?

‘ปาฏิหาริย์รึไง หนึ่งร้อยคะแนนในครั้งเดียว...’ เสียงของหยางอิ๋นดังขึ้นในหัว เสียงใสแจ๋วแต่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังยกมือเท้าคางพลางคิด ‘ขนาดตอนเจ้าเสิร์ฟบะหมี่เป็ดย่างให้แม่ทัพประจำค่ายครานู้น ยังได้แค่สิบกว่าเอง’

ชิงหรูนั้นดวงตาจับจ้องทางข้างหน้าแต่คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยตลอดการเดินกลับ

‘กล่องก็ธรรมดา วัตถุดิบก็หาง่าย เทคนิคก็ไม่ได้ซับซ้อน หรือเขากำลังหิวจนกินอะไรก็อร่อยไปหมด ความพอใจจึงมากไปด้วย? เจ้าเป็นถึงระบบทำอาหารไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเลยหรือ?’

‘ข้าก็เป็นระบบทำอาหารนะ ไม่ใช่เทพพยากรณ์! ข้อมูลการตอบสนองขึ้นอยู่กับความพอใจเฉพาะบุคคลทั้งนั้น ข้าแค่เก็บคะแนน ไม่ได้อ่านใจคนได้เสียหน่อย’

‘…’

‘แต่ยังไงเราก็เจอทางแล้วนะ!’ หยางอิ๋นกระตือรือร้นขึ้นเล็กน้อย ‘ร้อยคะแนนนี่ไม่ใช่ได้กันบ่อย ๆ ถ้าเจ้าได้แบบนี้อีกสักเก้าครั้ง คะแนนก็แตะพันแล้ว!’

‘หนึ่งพันกว่า…ก็เปิดห้องครัวยุโรปขั้นต้นได้สินะ’

เครื่องครัวจากชาติที่แล้วถ้านางได้มา นางจะทำขนมอบได้ดีขึ้นมาก สามารถทำเค้กให้อาหรงได้เลย

‘ถูกต้อง! นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้าทิ้งระบบสายลับมาเป็นระบบทำอาหาร…อาหารมันให้อะไรมากกว่าชีวิตแบบไล่ฆ่าคนอ่ะนะ’

ลู่ชิงหรูถอนใจแผ่ว ๆ ก่อนจะเงียบไป ดวงตาเหลือบขึ้นมองหลังคาภัตตาคารที่ตนทำงานเริ่มเห็นอยู่ไกล ๆแล้ว บางทีหากไม่รวมการที่เงินนั้นน้อยอาชีพพ่อครัวในตอนนี้ก็มีความสุขมากกว่าตอนนางทำอาชีพสายลับในชาติก่อนยิ่งนัก

อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยหลบซ่อนและใช้ชีวิตธรรมดามีครอบครัวได้...

เงาของลู่ชิงหรูหายเข้าสู่หลังร้านอีกครา...

แสงแดดอ่อนปลายยามบ่ายทอดยาวไปตามคันนาแคบ ๆ ที่คดเคี้ยวหลังหมู่บ้าน เด็กน้อยห้าขวบอย่างเทียนหรงกำลังเดิน เตาะแตะตามอามู่ไปเงียบ ๆ ร่างน้อย ๆ ผ่านแรงลมอ่อนที่พัดกลิ่นดินและต้นข้าวสดใหม่มาแตะจมูก เสื้อผ้าบนตัวเขาเรียบง่าย สีซีดเก่าแต่สะอาด ปลายแขนเสื้อถูกพับขึ้นอย่างเรียบร้อย ฝีเท้าของเด็กน้อยก้าวอย่างระวัง ขณะที่ในหัวคิดวนไม่หยุด

เขาไม่ค่อยไว้ใจอามู่...เด็กชายข้างบ้านที่โตกว่าเขาสี่ปี คนผู้นี้มักเสียงดัง ชอบยักคิ้ว เยาะเย้ย และมักทำให้เด็กในหมู่บ้านร้องไห้เสมอ

แต่ครั้งนี้เขาเดินตามมาเพราะ อามู่มาพร้อมข้อความที่ทำให้เทียนหรงเกิดความลังเล

“พี่สาวเจ้าบอกให้ไปหาที่ป่าไผ่ฝั่งโน้นหน่อย”

เทียนหรงส่ายหน้าน้อย ๆ ทันที เขาจำได้ดีว่าพี่ชิงหรูไม่เคยคิดให้เขาไปไหนไกลคนเดียว

เขาอ้าปากจะบอกออกไปว่า ไม่ แต่ยังไม่ทันได้พูดให้จบ อามู่ก็ยักไหล่แล้วพูดเบา ๆ ทว่าเจ็บแปลบกลางในของเด็กน้อยที่รักพี่สาวยิ่งกว่าอื่นใด

“ไม่ไปก็แล้วกัน ข้าจะบอกพี่เจ้าว่าเจ้ากลัว ไม่กล้าเดินไปเอง”

คำว่า กลัว ทำให้ฝีเท้าเล็กหยุดกึก เทียนหรงเม้มปากแน่นอย่างคิดหนัก ในใจเด็กห้าขวบแม้จะพูดไม่คล่อง แต่ฟังเข้าใจ คำพูดเมื่อครู่ของอามู่มันกัดกินเขาอยู่ข้างใน

เขาไม่ได้อยากกล้าหาญเพื่ออวดใคร...เขาแค่อยากให้พี่สาวภูมิใจก็เท่านั้น

สุดท้าย เทียนหรงก็พยักหน้าช้า ๆ แล้วเดินตามอามู่ไปโดยไม่พูดอะไรอีก

เส้นทางผ่านไร่นาและคันดินทอดยาวไปจนถึงแนวป่าไผ่ที่ทอดตัวอยู่ทางเหนือ ลมในป่าชื้นและเย็นกว่า ภายใต้เงาไผ่ที่ทอดสลับกัน เทียนหรงมองไปรอบตัวที่ต้นป่าไผ่แต่ไม่เห็นพี่สาวอย่างที่อามู่อ้างเลย

แต่มีเด็กชายสองคนยืนรออยู่ใต้ต้นไผ่ ทั้งสองสูงกว่าอาหรง

อย่างเห็นได้ชัด

“นี่แหละ เจ้าหนูคนนั้น!” อามู่หัวเราะขณะเดินไปหาเด็กอีกสองคน “ข้าเคยบอกแล้วว่าพี่สาวมันงามที่สุดในหมู่บ้าน จนชอบมาอวดเบ่งผู้อื่น”

เทียนหรงก้าวถอยหนึ่งก้าวอย่างเริ่มรู้สึกถึงภัย แต่ไม่ทันหนี มือของเด็กชายคนหนึ่งก็คว้าแขนเล็กไว้ได้ แล้วผลักเขาลงบนพื้นดินสีดำตรงหน้าทันที

“โอ้ย!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel