บทที่ 4
เจ้านายของชายชุดดำ
ลู่ชิงหรูถือกล่องไม้ใส่อาหารอย่างระมัดระวัง แล้วก็ออกไปบอกเถ้าแก่ที่ยืนเท้ากำแพงอยู่หน้าครัว
“ข้าจะเป็นคนไปส่งเอง”
เถ้าแก่เลิกคิ้ว มองอย่างไม่แน่ใจ “เจ้าจะไปเอง? ทำไมล่ะ?”
“อาหารจานนี้...รูปร่างมันแปลกกว่าปกติ คนที่ไม่เคยเห็น อาจไม่รู้ว่ากินอย่างไร”
เถ้าแก่ยังลังเลอยู่เล็กน้อย “แต่ก็แค่แนะนำมิใช่หรือ เสี่ยวเอ้อก็ทำได้”
“แต่ข้าทำมันเอง” ลู่ชิงหรูพูดเสียงเรียบ แต่ชัดถ้อยชัดคำ
เถ้าแก่มองสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง แม้ไม่พูดอะไรมากแต่ก็เข้าใจดีว่าพ่อครัวที่ใส่ใจในงานของตนมากเพียงใด สุดท้ายจึงพยักหน้าอนุญาต
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถิด...”
ลู่ชิงหรูโค้งเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินออกจากหน้าครัวไป
ชายชุดดำยังยืนอยู่หน้าภตตาคาร ท่าทางนิ่งสงบประหนึ่งต้นไม้ ไม่มีคำเอ่ยใดระหว่างเขาและใครสักคนตลอดช่วงที่ยืนรอเลย
ลู่ชิงหรูเดินตรงไป ยื่นกล่องอาหารให้ ทว่า...มือของนางกลับไม่ยอมปล่อยกล่องง่าย ๆ
“ของกินชิ้นนี้...มีวิธีกินเฉพาะตัว” นางเอ่ยเสียงราบ “ไม่ใช่ของท้องถิ่น ข้าผู้เป็นพ่อครัวทำอาหารจานนี้จึงอยากนำไปมันส่งให้ถึงผู้ทานเอง”
“ปล่อย”
ชายชุดดำพูดขึ้นเรียบราบ ไม่แม้แต่จะมองหน้านางราวกับไม่ได้ยินที่นางบอกเมื่อครู่อย่างไรอย่างนั้น
นางนิ่ง “อ้อ แล้วหากเจ้าถือกล่องไปผิดลักษณะ รสจะหายไปครึ่งด้วย--”
อีกฝ่ายเริ่มขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้ว คราวนี้เขาลดออกแรงที่ยื้อยุดกับชิงหรูแล้วจ้องมองสบตานางนิ่ง
“หากยุ่งยากนัก...ไปทำใหม่เสีย”
ลู่ชิงหรูเม้มริมฝีปากบางเล็กน้อย สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“...เช่นนั้นเพียงท่านระวังหน่อยก็พอขอรับ” นางว่าพลางปล่อยกล่องออกในที่สุด
เมื่อชายชุดดำนำกล่องไปแล้วหันหลังกลับ ลู่ชิงหรูก็ยืนนิ่งอยู่อีกครู่ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าร้าน เถ้าแก่มองมาแต่ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด นางก็พูดขึ้นก่อน
“ข้าขอออกไปสักครู่นะ พอดีมีธุระกับร้านยาด้านนู้น เดี๋ยวมาขอรับ”
เถ้าแก่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยอมพยักหน้าเพราะช่วงนี้ไม่ใช่ยามที่ลูกค้ามาเยอะ “อย่านานล่ะ”
“ไม่เกินสองเค่อ”
ลู่ชิงหรูหายลับไปจากหน้าร้าน แต่แทนที่จะเลี้ยวเข้าซอยร้านยาอย่างที่บอก นางกลับย่อตัวลง หลบหลังเพิงผ้า ก่อนเริ่มย่องตามชายชุดดำไปอย่างแนบเนียน
‘ระวัง...หยุดตรงนั้น เขากำลังชะเง้อมองมาข้างหลัง’
เสียงของหยางอิ๋นแว่วขึ้นในหัว คล้ายลมหายใจล่องลอยที่มีเพียงนางได้ยิน นางหยุดเอนกายแนบกับกำแพง รอจนชายชุดดำนั้นเคลื่อนที่อีกครั้งจึงก้าวตาม
ชายชุดดำหยุดอยู่ที่รถม้าทรงยาวกว่าทั่วไป สีดำทึบ ตัวล้อทำจากเหล็กหนา ประดับขอบทองหม่น มีตราสลักรูปสัตว์ปีกลึกลับอยู่ด้านข้าง
นางหยุดทำเป็นซื้อของอยู่ที่แผงขายขนมกลิ่นหอมฉุยไกลจากพวกเขานัก
ชายชุดดำผู้นั้นเปิดประตูม้า แล้วยื่นกล่องเข้าไป...
‘อีกนิด…’
ชิงหรูพึมพำในลำคอ แล้วขยับตัวหลบหลังเสาไม้ผุและเร้นกายที่ตรอกแคบหลังรถม้าคันหรูนั้นอย่างแนบเนียน ห่างจากรถม้าเพียงหนึ่งสามแขนเท่านั้น
...นางจำเป็นต้องอยู่ให้ใกล้รถม้าคันที่เจ้านายผู้เรื่องมากผู้นั้นมากที่สุด ไม่เช่นนั้นนางจะไม่ได้คะแนนความพอใจน่ะสิ
ร่างแนบชิดกับตรอกที่เป็นช่องว่างระหว่างบ้านสองหลัง กลั้นหายใจตั้งใจฟังราวกับตอนนางเป็นสายลับแล้วทำภารกิจแอบฟังเป้าหมายเลย
ภายในรถม้าเงียบกริบ...ไร้เสียงสนทนา ไม่มีแม้แต่เสียงตะเกียบกระทบกล่องไม้
ผ่านไปราวหนึ่งส่วนสี่เค่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เสียงเคี้ยวเบา ๆ …กลืน…ตามด้วยเสียงลมหายใจที่ผ่อนช้า ราวกับเจ้าของรสกำลังปล่อยให้รสชาติซึมซาบเข้าสู่กาย
ทันใดนั้น หน้าต่างระบบตรงหน้านางก็วาบแสงขึ้น
“ติ๊ง!”
ตัวเลขบนหน้าจอสว่างขึ้นอย่างชัดเจน
คะแนนความพอใจ +100
ลู่ชิงหรูเบิกตากว้าง
‘ร้อยคะแนน?!’ เสียงของหยางอิ๋นแทบหลุดกรีดร้อง ‘นี่มัน เป็นไปได้อย่างไร!?’
ทว่าทางรถม้ากลับมีบางอย่างเคลื่อนไหว !
ม่านดำที่ปิดหน้าต่างค่อย ๆ ถูกเลิกขึ้นด้วยปลายนิ้วเรียวขาวสะอาด ปลายเล็บตัดเรียบพอดี มือนั้นดูสงบและเยือกเย็น ไม่รีบเร่ง แต่กลับชวนให้ใจเต้นโดยไร้เหตุผล
ลู่ชิงหรูชะงักนิ่ง รู้สึกเหมือนโลหิตหยุดไหลชั่วขณะ
ม่านถูกเปิดขึ้นแทนเสียงเคี้ยวอาหารแล้ว
แสงจากฟ้าสาดต้องลงบนใบหน้าหนึ่งที่โผล่พ้นพนักรถมาเพียงครึ่ง ผิวขาวซีดใต้แสงเงา คิ้วคมเข้มรับกับดวงตารูปหงส์ที่ทอดมองอย่างว่างเปล่า ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ริมฝีปากบางขยับน้อยมาก ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมราวกระบี่
ลู่ชิงหรูใจหายวาบ รู้ตัวทันทีว่าถูกจับได้แน่หากยังยืนอยู่ตรงนี้แม้เพียงอีกลมหายใจเดียว
นางหมุนตัว พลันเร้นกายรีบหายไปจากตรงนี้
เสียงของระบบยังดังตามมาในหัวอย่างตื่นตระหนกเช่นกัน มันเป็นระบบเชฟที่บางทียังมีความเคยชินที่ตนเคยเป็นระบบสายตามาก่อน
‘คนในรถเอ่ยบางอย่างกับลูกน้องเขาแล้ว ข้าว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกันเจ้าแน่นอน...’
ลู่ชิงหรูไม่ได้ตอบอันใด รีบเลี่ยงออกจากตรงนั้น ไปทางแผงขายของต่าง ๆ ทำตัวราวกับว่าตนเป็นเพียงลูกค้าของแผนขายขนมผู้หนึ่งเท่านั้น
