บทที่ 3(1)
คุณชายหยวนผู้เลือกมาก
“ตื่นแต่เช้าเจ้าก็อย่าเอาแต่เดินเล่น ล้างหน้าล้างตาแล้วเตรียมตัวกินมื้อเช้าเสีย!”
เทียนหรงรีบเดินไปยกถาดเล็กที่วางไว้ทันใดเพราะเข้าใจว่ามารดาต้องการให้ตนไปยกซาลาเป่าที่พี่สาวทำไว้มาให้ แต่ด้วยน้ำหนักของน้ำแกงและซาลาเปาที่อัดแน่นเต็มถาด มือเล็ก ๆ ก็ไม่อาจประคองไว้ได้ ถาดเอียง น้ำแกงหกลงพื้น ซาลาเปาหล่นกลิ้งไปคนละทาง
“โอย! เจ้าทำอะไร? เด็กอะไรโง่เง่านัก! ยกไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืน!”
คำดุนั้นเหมือนคมมีดบาดลงกลางใจเด็กชาย เทียนหรงยืนนิ่งอย่างสำนึกผิดฟังทุกอย่างไร้การโต้เถียงใด
“ข้าต้องทนลำบากเช่นนี้เพราะอะไร? ก็เพราะมีเจ้าติดท้องนี่แหละ! ถ้าไม่มีเจ้า ข้าไม่ต้องมานั่งกินซาลาเปาร้อน ๆ ในบ้านไม้หลังนี้! แต่ไปอยู่ที่--”
“ฮูหยิน อย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ…คุณชายไม่รู้เรื่องอันใด”
ป้าเจาเดินออกมาพอดี ก็รีบเข้ามากวาดซาลาเปาขึ้นจากพื้นและจัดการทุกอย่างให้อยู่ในความสงบที่สุด นางเข้าใจในความเสียใจและเจ็บปวดของเจ้านายตนดี แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่เด็กชายตัวน้อยที่เกิดมาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับกรรมด้วยเช่นกัน
“จะรู้เรื่องหรือไม่? ข้ารู้ชัดยิ่งกว่าสิ่งใด!”
เทียนหรงไม่พูดตอบโต้เลยและเขาก็ไม่อ่อนแอจนร้องไห้ด้วย เพียงรอให้มารดาใจเย็นลงตนจึงหมุนตัวเดินออกไปเงียบ ๆ
เขาเดินไปยังข้างบ้าน มุมหนึ่งที่พี่สาวเคยขุดดิน ปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสนามเล่นเล็ก ๆ วางไว้ด้วยโครงไม้ ดินทราย และถังน้ำเก่า เด็กชายทรุดตัวลงข้างกองทราย ก่อนจะใช้ไม้ปลายแหลมเริ่มขีดลงบนพื้น
ภาพที่ปรากฏบนทรายกลับแปลกประหลาดเกินความคาดหมาย รูปทรงของสิ่งที่เขาวาดคล้ายกระบวนท่าการเคลื่อนไหวของคน ภาพโค้งของแขน การย่อขา การสะบัดเท้า
เส้นแต่ละเส้นดูมั่นคง แม่นยำ ราวกับผ่านการฝึกฝนมานับร้อยครั้ง หากแต่เจ้าของเส้นสายเหล่านั้น...ยังเป็นเพียงเด็กชายอายุห้าขวบ ที่พูดจาไม่คล่องด้วยซ้ำ
ไฟในเตาอบอวลไปด้วยกลิ่นขิง และเหล้าหอม ลู่ชิงหรูยืนหลังตรงอยู่หน้าเขียงไม้ ใบหน้าสงบขณะหั่นแตงกวาแล้วนำมาคลุกเกลืออย่างรวดเร็วและแม่นยำ เสียงหั่นชัดถี่ราวกับมีดเฉือนผิวน้ำ
ซึ่งตลอดเวลาที่มีกลิ่นอาหารเจ้าระบบหยางอิ๋นก็มักจะปรากฏขึ้นเสมอ เสียงนั้นอารมณ์ดีทุกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร ทว่าครั้งนี้กลับมีเสียงขุ่นเล็ก ๆ ปนมาเสียแล้วในวันนี้
‘หั่นแบบนั้นอีก ข้าขอประกาศเลยว่าเจ้าทำลายศิลปะแห่งการหั่นผักโดยสิ้นเชิง’
‘ข้าก็ไม่ได้หั่นใส่ถังให้เจ้ากินเสียหน่อย มัวแต่ประดิษฐ์ประดอยก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี’
‘เฮอะ ไม่ได้กินก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็น ความไม่พิถีพิถันมันบาดตา…ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนพอ ๆ กับตอนที่เจ้าจับข้าไปแทงคนนั่นล่ะ ตัวข้านั้นเต็มไปด้วยความเลือดสกปรก และกลิ่นเหงื่อชวนคลื่นไส้ เฮ้อ...กลิ่นไอของน้ำแกงปลาและน้ำมันงาสดชื่นกว่านัก’’
ลู่ชิงหรูหยุดมือ ช้อนตาขึ้นเล็กน้อย นางไม่ตอบอะไรต่อ แค่กลั้นหัวเราะแล้วตักน้ำหมักสูตรใหม่ขึ้นชิม
จากที่คุยเล่นกันอยู่ดีดีเจ้าอิ๋นตัวน้อยก็เปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้น ‘อยากรู้คะแนนสะสมของเจ้าตอนนี้หรือไม่?’
‘ว่ามา’
แผ่นแสงโปร่งใสลอยขึ้นเบื้องหน้าชิงหรู ตัวเลขที่ขึ้นตรงหน้าเรียกเสียงถอนหายใจได้เป็นอย่างดี
‘คะแนนความพอใจ: 289’
นี่คือคะแนนที่นางใช้เวลาสะสมมาแรมปีจริงหรือนี่ ไม่นับคะแนนบางส่วนที่นางเบิกไปใช้ในช่วงแรกเพราะครอบครัวของร่างเดิมใกล้ตายก็เถอะ
‘เจ้านาย อย่าทำหน้าว่างเปล่าเช่นนั้นเลย หากเก็บเพิ่มอีกพันหกร้อยสิบเอ็ดคะแนน...ก็จะสามารถปลดล็อก ห้องครัวยุโรปจำลองระดับเริ่มต้น ได้แล้ว!’
นางปรายตามองรายการของที่แลกได้จากคะแนนเล็กน้อยที่นางมีตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟักทองจากแดนตะวันตก เนยสด หรือพริกเกาหลีและซอสสำหรับเอามาทำกิมจิ ล้วนเป็นของที่ไม่มีในยุคนี้แต่นั่นก็ไม่มีเหตุจำเป็นใดจะเอาคะแนนความพอใจไปแลก...
‘จะโทษใครก็ไม่ได้! ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้ครัวยุโรป! อยากได้ตู้เย็น เครื่องทอดไร้น้ำมัน เตาอบควบคุมอุณหภูมิ แต่เจ้าจะไปเอาคะแนนจากไหนมา หากยังไม่ยอมออกไปฟังคำชมด้วยตนเองเช่นทุกวันและทุกครา’
ลู่ชิงหรูวางจานลง ยืดตัวขึ้นพลางพูดเรียบ ๆ “ข้าจะพยายาม”
...ก็ใครให้นางมีนิสัยชอบอยู่คนเดียวไม่ชอบคุยกับใครกันเล่า หากจะต้องก้าวข้ามความไม่ชอบเหล่านี้เพื่อแลกคะแนนเพียงหลักหน่อยนางรู้สึกไม่คุ้มเอาเสียเลย ส่วนใหญ่หากรายการอาหารที่นางทำนั้นเป็นของง่าย ๆ นางก็เลยไปออกไปดีกว่าก็เท่านั้น
‘พยายามมาสามเดือนแล้ว คะแนนยังวิ่งเหมือนหอยทากพิการ! เจ้านาย--’
เสียงในหัวยังไม่ทันจบ เถ้าแก่ของภัตตาคารก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในครัว เปิดประตูแทบกระแทกฝาเตาอยู่ลอมล่อ
“พ่อครัวหรู!”
ลู่ชิงหรูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตายังสงบนิ่ง
“มีอะไรหรือ?”
“ข้า...เมื่อครู่นี้มีบุรุษสวมชุดดำมาสั่งอาหารแบบนำกลับ เขาต้องการ ‘อาหารที่ดีที่สุดในร้าน’ เพื่อนำไปให้เจ้านายกินบนรถม้า”
“แล้ว...?”
...เถ้าแก่กลืนน้ำลายสองสามครั้ง ก่อนพูดต่ออย่างระมัดระวัง
“ดูจากท่าทางของคนใช้ผู้นั้น เยือกเย็น...ราวกับไม่ใช่คนเดินดิน เหมือนคนที่ถ้าเจ้าใส่เกลือผิดเม็ดหนึ่ง เขาก็สามารถทำให้ร้านเราหายไปจากถนนนี้ได้ในคืนเดียว ข้า...กลัวเหลือเกิน”