บท
ตั้งค่า

บทที่ 2

ดวงกาลกิณี

“เก่งมาก เช่นนี้อนาคตไกลแน่นอน”

นางยิ้ม กล่าวชื่นชมอย่างไม่ต้องเสแสร้งมือบางก็ยกขึ้นยีหัวน้องชายครั้งหนึ่งอย่างหมั่นเขี้ยว

เทียนหรงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเปล่งประกาย แก้มยุ้ย ๆ ยิ้มกว้างราวกับเพิ่งได้ยินคำชมเป็นครั้งแรกในชีวิต มือเล็ก ๆ กำหนังสติ๊กแน่นราวกับสมบัติล้ำค่าที่ผู้เป็นพี่สาวมองให้เขา

แต่ความอบอุ่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฝั่งของเรือน ตามมาด้วยน้ำเสียงเรียบแห้งแผ่วซึ่งเย็นยะเยือกยิ่งกว่าสายลมหนาวที่พัดลอดฝาไม้

“เด็กอายุเท่านี้… เขาเริ่มเข้าสำนักศึกษา อ่านเขียนคล่องกันหมดแล้ว จะมัวแต่นั่งเล่นของเล่นอยู่อีกหรือ?”

ถ้อยคำนั้นไม่ได้ดังนัก แต่เหมือนค้อนเหล็กกระแทกใจกลางอกของเด็กชายตัวน้อยจนหน้าเศร้าหมองทันควัน

ชิงหรูเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หันไปทางปลายเสียง เห็นมารดานั่งอยู่บนตั่งเก่าในอีกมุมของเรือน ป้าเจากำลังช่วยเย็บเสื้อผ้าหน้าหนาวให้ข้าง ๆ ไป๋อี้เหยายังแต่งกายเรียบร้อย แม้สีหน้าอิดโรยจากความหนาวและอาการป่วย แต่แววตากลับยังเต็มไปด้วยความมั่นคง ท่าทางสูงส่งอย่างผู้เคยเป็นถึงภรรยาเอกของอัครมหาเสนาบดีแห่งเมืองหลวง

“ท่านแม่...” ชิงหรูพูดเสียงนิ่งแต่คมชัด “ท่านคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าเรามิได้อยู่ในจวนตระกูลลู่ หากแต่เป็นบ้านไม้โทรม ๆ ปลายทุ่งนาเช่นนี้”

ไป๋อี้เหยาหันมามอง นิ่งไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “แม้เราจะตกต่ำลงมากเพียงใด แต่ชาติกำเนิดมิอาจเปลี่ยนได้ รวมถึงดวงกาลกิณีของเด็กนั่นก็ด้วย--”

“เกียรติยศเหล่านั้นกินอิ่มหรือไม่?” เสียงชิงหรูเยาะเบา ๆ สบตามารดาของร่างเดิมตรง ๆ “หากความสูงส่งทำให้ท่านตาบอดจนมองไม่เห็นคุณค่าของคนในครอบครัวตนเอง เช่นนั้นข้าคิดว่าท่านก็ไม่ควรจะถือมันไว้”

ไป๋อี้เหยาไออีกสองสามครั้ง ดวงหน้าซีดยิ่งลงจากความไม่พอใจที่ก่อเกิดขึ้น

“เจ้าพูดเยี่ยงนี้กับมารดา ข้าคือผู้ให้กำเนิดเจ้ามา ยากลำบากเพียงใด...”

“แต่หลังจากนั้นเป็นข้าที่เลี้ยงครอบครัวนี้ด้วยมือข้าเอง ท่านแม่คงจะจำได้” น้ำเสียงของชิงหรูยังไม่ดังไร้อารมณ์โกรธใด

“ข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะหรงเอ๋อร์ ข้าไม่อาจทอดทิ้งเขาไว้ได้กับมารดาเช่นท่าน หากยังไม่ยอมละทิ้งเกียรติยศที่กินไม่ได้รวมถึงอดีตที่ท่านเองก็รู้ดีเหล่านั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไป...”

เทียนหรงนั่งนิ่งไร้น้ำตาใดแต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ มือยังจับหนังสติ๊กไว้แน่นแต่สายตากลับหม่นลง ดวงหน้าที่เพิ่งยิ้มกลับเต็มไปด้วยความสับสนไหลเวียนวน

ชิงหรูใช้สองมือประคองใบหน้าเด็กชายไว้ แล้วค่อย ๆ เอามือปิดหูทั้งสองข้างของน้อง

“มีบางคำที่เจ้ามิจำเป็นต้องได้ยิน จำไว้นะ หรงเอ๋อร์ ว่าเจ้ามิได้เป็นต้นเหตุของความโชคร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงผู้ใหญ่บางคนที่ไม่กล้าหาญพอแล้วใช้เจ้าเป็นเครื่องมือปกปิดความอ่อนแอของตนก็เท่านั้น”

ยามเช้ามาเยือนพร้อมหมอกจาง ๆ ที่ลอยอยู่รอบชายคา ลู่ชิงหรูลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง จุดเตาไฟเล็กในครัว นางกำลังนวดแป้งด้วยมือเปล่า แป้งขาวผสมน้ำร้อนอย่างพอเหมาะ เนื้อเนียนนุ่มถูกบรรจงปั้นเป็นก้อนกลมหลายลูก

ข้างกายมีไส้เนื้อวัวตุ๋นจนเปื่อย ปรุงด้วยขิง น้ำมันงาและซีอิ๊วอย่างพอดี ส่วนไส้ผักใช้ผักกาดขาวสับคลุกเกลือ พักจนสะเด็ดน้ำแล้วนำมาผัดกับเห็ดและต้นหอมจนหอม นางห่อซาลาเปาได้สิบกว่าลูกวางเรียงในลังถึงที่ตั้งบนเตาถ่านไว้

ไม่นาน น้ำเดือดก็ส่งกลิ่นอบอุ่นกระจายทั่วห้องครัวไม้ กลิ่นหอมฟุ้งนี้ปลุกใครหลายคนให้ตื่นมาอย่างเต็มใจ ไม่นานนักเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังออกมาจากห้องด้านใน

“ท่านพี่...”

เทียนหรงโผล่หน้าออกมา ใบหน้ายังง่วงงุนตาแดงเล็กน้อย แต่ก็คลี่ยิ้มทันทีเมื่อเห็นพี่สาวพร้อมทำจมูกฟุดฟิดไม่หยุด

“ตื่นแต่เช้าเชียว?”

ชิงหรูหันมาถามขณะเทเต้าหู้ขาวนุ่มลงในน้ำแกงใสที่ต้มไว้ตามด้วยต้นหอมและพริกไทยเล็กน้อย

เทียนหรงเพียงพยักหน้าแล้วก็เดินกลับไปหยิบหนังสติ๊กที่วางไว้ข้างเสื่อขึ้นมา ก่อนจะย่อตัวลงกับพื้น หยิบเศษไม้กับแผ่นหนังที่เหลือจากเมื่อคืนมาประกอบต่อ เงียบ ๆ ไม่เอะอะ

ลู่ชิงหรูหันมามองอย่างเข้าใจว่าน้องชายตัวน้อยอยากจะนั่งอยู่เป็นเพื่อนนางขณะทำอาหารเช้า พอนางทำอาหารเสร็จก็จัดไว้ที่ประจำแล้วเดินมาย่อตัวลง ลูบศีรษะเด็กน้อยเบา ๆ

“เก็บของเหล่านี้ไว้ให้ดีนะ เดี๋ยวตอนเย็นพี่จะสอนเจ้าว่ามันใช้ยังไง มันไม่ใช่ของเล่นเท่านั้นแต่มันยังสามารถใช้ปกป้องตัวเจ้าและคนที่รักได้ด้วย”

เทียนหรงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วรีบวางหนังสติ๊กลงในตะกร้า ก่อนคว้าเสื้อคลุมของพี่สาวมายื่นให้

“ท่านพี่...หนาว…”

ชิงหรูยิ้ม ย่อตัวลงกอดน้องแล้วเอาผ้าคลุมมาคลุมไหล่ตัวเอง นางบอกแล้วว่าน้องชายนางฉลาดกว่าใคร

“พี่ไปก่อนนะ ฝากดูแลบ้านด้วย”

เด็กชายพยักหน้า ก่อนเดินตามไปส่งถึงหน้าประตู ยืนโบกมือด้วยรอยยิ้มกว้างสดใสราวกับแสงแดดแรกของเช้า

ลู่ชิงหรูก้าวออกไปบนถนนดิน มองย้อนกลับมาก็ยังเห็นน้องชายยืนมองตามด้วยตาแป๋ว ภาพนั้นอบอุ่นนัก เหมือนกล่อมหัวใจให้สงบลงได้ ตั้งแต่นางทะลุมายุคโบราณก็ได้น้องชายผู้แสนน่ารักนี่ล่ะที่หล่อเลี้ยงให้นางอยากมีชีวิตต่อ

ทว่าเมื่อเทียนหรงหมุนกายเข้ามาในบ้าน ความอบอุ่นเมื่อครู่กลับหายไปทันใด

ไป๋อี้เหยาผู้เป็นมารดาซึ่งเพิ่งตื่น หลังจากไอตลอดคืนทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ อย่างคนร่างกายไม่แข็งแรง นางนั่งอยู่ริมตั่งตัวเก่า หน้าตาบึ้งตึงอย่างชัดเจนยามเหลือบตามามองลูกชายที่เดินเข้าไปใกล้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel