บท
ตั้งค่า

บทที่ 1(2)

หญิงข้างบ้านสกุลหูเชิดหน้าอย่างมีชัยทันใด นี่ล่ะสาเหตุที่นางจูงบุตรชายมาหาถึงบ้าน นางเพียงอยากได้รับคำขอโทษเล็กน้อยเท่านั้น วันนี้นอนหลับฝันดีแล้ว...

“ข้าก็เพียงอยากให้ฮูหยินไป๋สั่งสอนลูกเสียบ้าง ท่านมารยาทงามสมกับที่เป็นผู้ดีเก่า ส่วนลูกเจ้านั้น เหอะ ข้าไม่อยากจะพูด!”

ไป๋อี้เหยายิ้มอย่างอัธยาศัยดีก่อนจะหันมาหาชิงหรูสั่งเสียงเข้มขึ้น “เจ้าก็ขอโทษนางหูเสีย”

ชิงหรูนิ่งงัน ก่อนจะถอนหายใจอย่างไม่พอใจชัดเจน

“ท่านแม่ก็เห็นอยู่ว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มพูดไร้มารยาทก่อน ท่านจะให้ข้าก้มหัวเพื่อรักษาหน้าตนเอง ทั้งที่ข้าไม่ผิดหรือ?”

เสียงมารดานางเยียบเย็นตอบ “สตรีสูงศักดิ์ย่อมรู้จักยอมอ่อนบ้างมิใช่ดื้อรั้นไร้หลักการไปเสียทั้งหมด เช่นนี้เจ้าจะอยู่ร่วมกับผู้ใดที่นี่ได้กัน?”

ชิงหรูเอือมระอากับมารดาของร่างนี้นัก นางนั้นมัวแต่คอยระวังไม่ให้ตนเสื่อมชื่อเสียงเสมอ จนบางทีก็ทำร้ายคนในครอบครัวมาหลายต่อหลายคราแล้ว

“หากศักดิ์ศรีของท่านหมายถึงการยอมให้คนเหยียบย่ำ ข้าก็ไม่คิดจะรักษามันไว้ ศักดิ์ศรีเช่นนั้นเอามาประทังชีวิตก็ไม่ได้เหตุใดต้องมีมันด้วยเล่า...”

ไป๋อี้เหยาเริ่มมีอารมณ์โกรธพุ่งสูงจนเกิดอาการความดันขึ้นและต้องหันหน้าหนีไอเบา ๆ ก่อนพูดเสียงสั่นแต่ยังไม่วายเบี่ยงประเด็นไปที่บุตรชายที่เชื่อฟังนางมากกว่า

“หรงเอ๋อร์ ไปขอโทษอามู่เสีย”

เทียนหรงเงยหน้ามองมารดาเงียบ ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ เริ่มซีดเผือดแต่ก็หมุนจะจะไปทำตามแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม

ชิงหรูรีบก้าวไปหาน้องชายก่อนจะจูงมือเทียนหรงให้เข้าไปในบ้านทันที นางเดินผ่านผู้เป็นมารดาแต่ทำตัวราวไม่มองพวกนางเป็นลูกราวอีกฝ่ายเป็นเพียงลมที่พัดผ่านเท่านั้น

ป้าเจาที่เห็นว่าเรื่องเริ่มบานปลายแล้วก็รีบเข้ามาประคองไป๋อี้เหยาที่ขาอ่อนไว้ไม่ให้ล้มก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม

“เอาเถิดเจ้าค่ะ ฮูหยินไปพักก่อนดีกว่า ลมยามค่ำวันนี้เริ่มแรงแล้วเดี๋ยวจะไม่สบายเอาอีก นางหูพวกข้าไม่ส่งล่ะไปดี ๆ นะ...”

แน่นอนว่านางหูนั้นได้สิ่งที่หวังแล้วก็หมุนกายจูงมือไปกับบุตรชายอย่างมีความสุข พวกนางนั้นรู้สึกไม่ชอบใจกับท่าทีทำราวกับตัวเองสูงส่งกว่าผู้อื่นของคนบ้านนี้มาตลอด เพียงหน้าตาดีผิวพรรณดีแล้วอย่างไร อย่างไรก็ต้องหาเช้ากินค่ำเหมือนกันอยู่ดีมิใช่หรือ หึ

ยามราตรีเริ่มคลี่คลุมเมืองเฟิ่งเซียง แสงจันทร์ลอดม่านไม้สาดเงาเย็นลงบนหลังคาเรือนหลังน้อยที่ตั้งอยู่ชานเมืองไกลตาไฟตะเกียง บริเวณโดยรอบเงียบสงบ มีเพียงเสียงแมลงยามค่ำร้องประสานเบา ๆ และเสียงลมหนาวที่พัดกรูอยู่เป็นระยะ บ้านไม้หลังนั้นแม้จะเล็กและสร้างอย่างเรียบง่าย

ทว่าแม้บ้านหลังนี้จะไม่ใหญ่โต หรือตกแต่งงดงามเช่นจวนใหญ่ แต่ทุกมุมกลับสะอาดสะอ้านและแบ่งสัดส่วนชัดเจน ห้องหนึ่งเป็นของนางกับน้องชาย อีกห้องเป็นของมารดากับป้าเจา

กลิ่นชาร้อนลอยโชยจากครัวด้านใน ป้าเจาก้าวออกมาพร้อมถาดไม้ ข้างในมีขนมถั่วแผ่นและชาที่แม้มิใช่ชาชั้นดีจากเมืองหลวง แต่ก็หอมละมุนเพียงพอจะปลุกความอบอุ่นให้กลางคืนอันเงียบสงบ

“คุณหนูเจ้าคะ ขนมที่ซื้อมาเมื่อวาน บ่าวจัดไว้ให้แล้วนะเจ้าค่ะ”

ป้าเจาวางถาดลงบนโต๊ะเตี้ยที่มุมห้อง ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับไปยังส่วนที่เป็นตั่งหลังเดียวในบ้านอันมีมารดานั่งซ่อมผ้าในมืออยู่

ลู่ชิงหรูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ใบหน้าราบเรียบแฝงความอ่อนโยน มือเรียวกำลังจับแท่งไม้สองชิ้นประกอบกับแผ่นหนังเก่าอย่างตั้งใจ มีเทียนหรงนั่งอยู่ข้างนาง ตาใสจ้องมองมือพี่สาวขยับไปมาไม่วางตาอย่างตั้งใจ

“เจ้าดูให้ดีนะหรงเอ๋อร์ ตรงปลายนี้ให้ผูกแน่นหน่อย ถ้าหลวมเกินไปหนังมันจะหลุดตอนเรากางมันออกได้”

นางพูดช้า ๆ พลางสาธิตให้ดูอีกครั้ง เมื่อประกอบเสร็จ น้องชายก็เอื้อมมือไปหยิบของตนมา แล้วลงมือทำตามอย่างตั้งใจ แม้จะดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีลังเลหรือกลัวผิดพลาดเลย

ลู่ชิงหรูยกมือเท้าแก้ม มองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาที่ปกติสงบนิ่งกลับฉายแววอ่อนโยนอบอุ่น

‘ใคร ๆ ก็ว่าเขาเติบโตช้า พูดไม่คล่องเหมือนเด็กทั่วไป แต่นางกลับเห็น... เขาเพียงเลือกที่จะไม่พูดมากความ เจ้าเด็กคนนี้มองสิ่งใดเพียงครั้งเดียวก็มักจำได้ แม่นยำราวมีภาพวาดเหล่านั้นสลักในหัว นี่มันพรสวรรค์ของเด็กน้อยชัด ๆ’

“เก่งมาก เช่นนี้อนาคตไกลแน่นอน”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel