บทที่ 15
นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สอง
กลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น
‘ซูชิ…?’
นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้
‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’
เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน
“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”
ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่า ข้าวสวยนุ่มถูกคลุกกับงาคั่วและน้ำมันงาจนเงา หลังจากปั้นเสร็จก้อนแรก หยางอิ๋นก็ร้องเตือนขึ้นมาอีก
‘อย่าลืมใบลมควันถ่านแล้วเอามารองนะ! กลิ่นเป็นสิ่งสำคัญต่อความรู้สึกตอนกินไม่น้อยไปกว่ารสชาติ’
ลู่ชิงหรูพยักหน้า รับคำโดยไม่โต้เถียง หยิบใบไผ่แห้งที่นึ่งจนหอมนุ่มมาปูรองข้าวปั้นแต่ละคำอย่างระมัดระวัง ถัดมานางหยิบปลาตากที่ย่างไฟอ่อนจนนุ่มมาหั่นบางเฉียบ วางเรียงบนหน้าข้าวปั้นแต่ละคำ แล้วหยดน้ำราดที่เคี่ยวไว้ลงไปเพียงเล็กน้อยพอแต่งกลิ่น
“พ่อครัวหลี่ ขอหมูอบเผ็ดด้วย เคี่ยวให้เข้าเนื้อ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ข้าจะใช้ทำหน้าข้าวอีกชุด”
พ่อครัวใหญ่รับคำก็รีบไปเตรียม ลู่ชิงหรูก็หันมาผสมหน้าสำหรับข้าวปั้นอีกชนิดหนึ่ง ผักกาดดองหั่นหยาบผัดกับเห็ด เต้าหู้ และหมูสับละเอียด ปรุงด้วยน้ำราดมะเขือเทศเข้มข้นที่นางทำไว้เพื่อเอามาราดบนเส้นที่นางให้ผู้ช่วยพ่อครัวอีกคนทำเส้นไว้ก่อนหน้า กลิ่นเปรี้ยวเค็มแตะจมูกแล้วชวนให้น้ำลายสออย่างน่าพอใจ
จากนั้นนางก็หยิบกระบวยคนน้ำแกงสีทองอ่อนที่ตั้งไฟไว้ด้านข้าง น้ำแกงเคี่ยวกับกระดูกไก่ เต้าหู้อ่อนสีขาวนุ่มและต้นหอมซอยตามภายหลังไว้ซดชุ่มคอ
‘ไข่ม้วนล่ะ?’ หยางอิ๋นทัก
‘ทำอยู่’ นางตอบสั้น ก่อนหยิบไข่ปรุงรสชาติให้ติดหวานเพื่อไปตัดกับรสชาติของซูชิหน้าอื่น ๆ ดีที่นางเคยขอให้เถ้าแก่สั่งทำกระทะเหล็กขนาดเล็กและก้นแบนราบไว้ ได้ใช้ทำไข่ม้วนพอดี เมื่อจัดการทอดไข่ทีละน้อยผสานกับวิธีการสะบัดข้อมือให้ไข่เริ่มม้วนจนได้ตามที่ต้องการเสร็จก็นำมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำเรียงลงถาดไม้ข้างกับซูชิหน้าต่าง ๆ
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย นางจัดลงกล่องไม้ที่บุด้วยใบไม้และกินย่างไฟอย่างดีอย่างดี กล่องทั้งหมดรวมกันก็เจ็ดกล่อง เรียงตามลำดับเมนู จากของกินเล่นไปถึงน้ำแกง และอาหารจานหลัก อาหารที่นางทำนี้ก่อนใส่กล่องไม้เถ้าแก่ได้เห็นมันทั้งหมดแล้ว
“ข้าจำเป็นต้องไปส่งอาหารเหล่านี้เอง”
นางหันไปบอกเถ้าแก่ผู้ยืนมองอย่างประหลาดใจกับคำขอนี้ หน้าที่พ่อครัวอย่างนางควรอยู่แค่ในครัวเป็นปกติ
“เหตุใดเล่า?”
“อาหารบางอย่างข้าต้องอธิบายวิธีกิน มิเช่นนั้นรสจะไม่สมบูรณ์...”
ลู่ชิงหรูกล่าวเรียบ ๆ ตามความจริง แต่ในใจนั้นหวังให้ได้ยินคำชมจากบุรุษผู้ทำให้คะแนนความพึงพอใจของระบบทะลุร้อยอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนนั่นล่ะ
เถ้าแก่ฟังแล้วก็นึกย้อนไปตอนเห็นลักษณะอาหารก็พยักหน้ารับไม่ขัดข้อง ลู่ชิงหรูจึงเตรียมขึ้นรถม้าร่วมกับเสี่ยวเอ้อสตรีอีกคนเพื่อไปส่งอาหารทั้งหมดถึงคฤหาสน์ตระกูลหยวน
นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองแล้ว...
บรรยากาศยังไม่ต่างจากเดิม เงียบสงบ... และเย็นเยียบราวกับหิมะปกคลุมอยู่ทว่าตอนนี้คือปลายฤดูร้อน ตัวอาคารยังคงงดงาม หรูหรา ประดับด้วยลายไม้แกะสลักรูปอินทรีกางปีกซึ่งคือสัญลักษณ์ประจำตระกูลหยวนที่ผู้คนต่างรู้ดี
ลู่ชิงหรูยืนอยู่หน้าประตูไม้สนขนาดใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เฝ้าประตูอย่างมั่นคง
“พวกข้ามาส่งอาหารจากภัตตาคารจินฮวา”
ชายเฝ้าประตูพยักหน้าอย่างรู้หน้าที่ “เชิญตามข้ามา”
ระหว่างเดินเข้าไปภายใน นางยังคงรู้สึกถึงบรรยากาศอันแสนเงียบสงบ... เต็มไปด้วยรังสีบางอย่างที่ดูน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก จะบอกว่ามันไม่เหมือนบรรยากาศของคฤหาสน์พ่อค้าเลยก็ว่าได้
แต่ก็เถอะสำหรับเมืองเฟิ่งเซียงนี้ ตระกูลหยวนแม้จะก่อกำเนิดมาไม่นานแต่ก็มีอำนาจเหนือคนทั้งเมือง หยวนเหวินซีผู้นี้อาจมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนจะคาดถึงก็เป็นได้ มิเช่นนั้นเขาจะสามารถพัฒนาตระกูลไร้ชื่อจนกลายมาเป็นตระกูลที่ควบคุมเส้นเลือดใหญ่ของการค้าทั้งเมืองไว้ในกำมือได้ภายในเวลาสิบปีกว่าหรือ
‘เจ้ารู้ไหม ข้าอยากเห็นหน้าเขาชัด ๆ สักครั้งเหมือนกันว่าเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ คะแนนเต็มร้อยกับหมั่นโถสอดไส้เนื้อธรรมดาของเจ้าช่างติดตาตรึงใจข้าอยู่เลย’
หยางอิ๋นบ่นพึมพำระบายความข้องใจของตนเอง ซึ่งนางเองก็คิดเช่นเดียวกัน
ประตูตรงหน้าที่คนของตระกูลหยวนพามาหยุดยืนรอนั้น เพียงเปิดออกไปก็คงได้คลายข้อสงสัยทั้งของนางและเจ้าระบบขี้เสือกแล้ว...