บทที่ 12
ทว่าข้ากลับชอบไม่น้อย
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดผ่านเข้ามา ลู่ชิงหรูก้มหน้าก้มตาพลิกหน้าหนังสือสำหรับฝึกหัดเขียนอักษรเริ่มต้น ขณะนั่งอยู่กับลู่เทียนหรงที่มุมหนึ่งของห้องอ่านหนังสือนอกหอสมุดเมืองเฟิ่งเซียง
กระดาษหยาบ ๆ ที่เต็มไปด้วยเส้นกำกับและตัวอักษรต้นแบบพู่กันนั้นทำให้นางนิ่วหน้าคราแล้วคราเล่า
“เส้นนี้ให้เขียนตาม แต่เส้นข้าง ๆ...ลากจากไหนไปก่อน?”
นางพึมพำเบา ๆ สายตาจับจ้องแต่ไร้ความเข้าใจอย่างแท้จริง
‘ดูเหมือนความรู้พื้นฐานของร่างนี้ที่ทำให้เจ้าอ่านออกเขียนได้จะไม่ลึกพอให้เจ้าสอนคนอื่นได้นะ’
เสียงหยางอิ๋นดังขึ้นในหัว น้ำเสียงกึ่งขำกึ่งเห็นใจ แต่นางว่าคงเป็นอย่างแรกมากกว่า
‘ข้ารู้ตัวเองหน่า เฮ้อ’
ลู่ชิงหรูตอบกลับระบบอย่างไม่สบอารมณ์ คิ้วขมวดน้อย ๆ มือจับพู่กันในมือแน่นสุดท้ายก็คลายออกอย่างปลงและยอมแพ้เสียแล้ว
เทียนหรงน้อยนั่งอยู่ข้าง ๆ มาตลอด ใบหน้าขาวสะอาดจ้องภาพวาดแผนผังเมืองบนหน้ากระดาษอย่างจดจ่อตั้งแต่ที่ชิงหรูบอกให้เขาดูภาพในหนังสือเล่มหนึ่งเพราะนางงง ๆ นั่นแหละ
หนังสือเล่มใหญ่ที่นางหยิบมาให้นั้นเต็มไปด้วยภาพสีจาง ๆ แสดงถึงสะพาน ตลาด และเรือสำเภาเทียบท่าของเมืองเฟิ่งเซียน
“อาหรง เจ้าดูรู้เรื่องหรือ?”
เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ แล้วชี้นิ้วเล็ก ๆ ไปยังภาพวาดเรือลำหนึ่ง เสียงอู้อี้ดังขึ้นอย่างตื่นตาไม่ใช่ง่วงหงามหาวนอนอย่างที่ควรจะเป็น
“เรือ...มีเสา...สูง ที่เพิ่ง เห็น”
ลู่ชิงหรูหัวเราะเบา ๆ พลางลูบผมน้องชายอย่างอ่อนโยน
“อืม ใช่แล้ว เรือขนสินค้าจากเมืองมาแลกเปลี่ยน”
ลู่ชิงหรูปิดหนังสือตรงหน้าในที่สุด นางถอนใจพลางหลุบตามองหนังสือสอนเขียนตรงหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกขุ่นมัวแล่นขึ้นมาในใจ ไม่ใช่เพราะน้องชายไม่ตั้งใจ แต่เพราะตนไม่อาจถ่ายทอดให้เข้าใจได้ อาจต้องหาใครสักคนที่ชำนาญมาสอนเสียแล้ว
“อาหรง ถึงเวลากลับบ้านแล้วไปกัน”
เด็กชายพยักหน้าตกลงแม้จะเสียดายก็ตาม วางหนังสือภาพลงแล้วมองตามอย่างอาลัย ลู่ชิงหรูจัดเก็บของใส่ห่อผ้าอย่างเรียบร้อยก่อนลุกขึ้นยืนจูงมือน้อยๆให้เดินตามมาในที่สุด
พวกนางมาถึงท่าเรือสัญจรข้ามฟากที่ฝั่งวัดเยวี่ยอวิ๋น คนรอเรือกลับเมืองมีอยู่ไม่มากนัก เพียงสามสี่กลุ่มกระจายกันนั่งเงียบ ๆ บนเก้าอี้ไม้เรียงริมฝั่ง หนึ่งในนั้นคือบุรุษหนุ่มผู้ใจดีที่ช่วยชี้ทางให้นางในหอสมุดเมื่อครู่
เมื่อเขาเห็นลู่ชิงหรูกับลู่เทียนหรงก็ยิ้มพลางก้าวเข้ามาใกล้ทันที
“แม่นางได้อ่านหนังสือที่ต้องการหรือไม่?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแฝงความเป็นมิตร
ลู่ชิงหรูพยักหน้าพลางตอบเรียบ “ได้อยู่ แต่ก็ติดปัญหาอยู่บ้าง...”
“เช่นนั้นหรือ เอ่อ..” เขาหันไปมองเด็กชายตัวเล็กที่ยืนเงียบอยู่ข้างพี่สาว “เด็กน้อยผู้นี้ดูน่าเอ็นดูนัก อายุเท่าไรแล้วหรือ?”
“ห้าปีเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงหรูเอื้อมมือลูบศีรษะน้องเบา ๆ ลู่เทียนหรงขยับยิ้มให้เขาอย่างไม่คุ้นชินแต่ก็ไม่ออกห่างเพราะรู้สึกถูกชะตากับเขาเช่นกัน
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นท่าทีห่างเหินนั่น ก่อนจะถามอย่างสุภาพอย่างใจกล้าในที่สุด
“ข้าขอทราบนามของแม่นางได้หรือไม่?”
ลู่ชิงหรูนิ่งคิดเล็กน้อย “ชิงหรู ส่วนนี่คือเทียนหรง สกุลลู่...เอ่อ แล้วท่านเล่า?”
“เซียวหลิงชวน” เขาตอบพร้อมยิ้ม
แน่นอนว่าสกุลเซียวนี้ นางเองมีหรือจะไม่รู้ว่าในเมืองเฟิ่งเซียนนี้มีอยู่สกุลเดียว นั่นคือสกุลของท่านเจ้าเมืองนั่นเอง
“ใช่อย่างที่แม่นางลู่คิด ข้าเป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง”
ลู่ชิงหรูกะพริบตาน้อย ๆ มองเขาใหม่อย่างครุ่นคิด ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความสัตย์ตรงตามนิสัยของนาง
“อา ช่างน่าประหลาดนัก ข้านึกว่าบุตรชายของเจ้าเมืองน่าจะ...ถือตัวมากกว่านี้เสียอีก”
เซียวหลิงชวนเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำพูดซื่อตรงนั่นเล็กน้อย แล้วก็หลุดหัวเราะออกมา
“ช่างเป็นคนเถรตรงเสียจริง ทว่าข้ากลับชอบไม่น้อย คนที่กล้าเอ่ยความในใจโดยไม่เสแสร้ง ย่อมหาได้ไม่ง่ายนัก...ยินดียิ่งที่ได้รู้จักแม่นางลู่”
ลู่ชิงหรูไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่หลบสายตาเขาเล็กน้อย พลางก้มลงจัดชายเสื้อของน้องชายอย่างรับคำชมไม่ถูก
และแล้วเรือข้ามฟากก็มาถึง คนพายตะโกนเรียกให้ผู้โดยสารขึ้นเรือ ลู่ชิงหรูกับน้องชายเดินขึ้นไปก่อน นางจูงมือน้องอย่างมั่นคง เล็งหาที่นั่งบริเวณท้ายเรือที่มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้ชัดเจน
แต่สิ่งที่เตะตานางคือกลุ่มบุรุษสามสี่คนรูปร่างกำยำที่นั่งอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเรือ คนกลุ่มนี้นางสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือแล้ว พวกเขาน่าจะโดยสารมาจากฝั่งเมืองแต่กลับไม่ลงเมื่อถึงฝั่งวัด ทั้งยังไม่มีท่าทีจะไปไหว้พระหรือเข้าเมือง นางขมวดคิ้วบาง ๆ อย่างไม่วางใจ
เหตุใดถึงอีกฝั่งแล้วไม่ลงเล่า ?
นางคิดพลางเหลือบมองเซียวหลิงชวนที่ขึ้นแล้วไปนั่งด้านหน้าเรือ กำลังคุยกับคนพายเรืออย่างคนอัธยาศัยดี
พวกกลุ่มบุรุษร่างกำลังเริ่มขยับตัว คล้ายกำลังหาตำแหน่ง ยืนหันหลังให้กราบเรือบ้าง แสร้งมองน้ำบ้าง แต่เมื่อเผลอ มุมหางตาก็พุ่งตรงไปยัง...เซียวหลิงชวนบ้าง
‘กลิ่นไม่ดีแน่... เจ้าคิดแบบข้าใช่ไหม’
หยางอิ๋นถามในหัว น้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้นอย่างที่ชิงหรูนั้นก็เข้าใจเรื่องเดียวกัน
‘น่าจะรอให้เรือแล่นไปกลางทะเลแล้วค่อยลงมือกระมัง หากพวกเขาลงมือก็ยากจะมีใครช่วยได้ไม่ว่าจะคนจากชายฝั่งไหน’
‘ข้าไม่อยากเห็นเลือดนะ เหตุใดต้องมีเรื่องเข้าหาด้วย’
‘เจ้าก็หุบปากไว้ก่อนเถิด ข้าจะไม่ใช้มีดหั่นอาหารเช่นเจ้า หากไม่จำเป็นจริง ๆ’
นางจับมือน้องชายแน่นขึ้น ลมหายใจนิ่งสงบ ใจคำนวณทุกความเป็นไปได้ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงดังคาด นางต้องพาน้องชายหนีอย่างไรให้ปลอดภัย
นางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูลู่เทียนหรงเสียงเบา
“หรงเอ๋อร์ หากพี่บอกให้เจ้าทำอันใดต้องทำตามอย่างไม่มีข้อแม้ เข้าใจไหม?”
“อ้อ...เข้าใจ”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เขาก็เชื่อฟังพี่สาวที่สุด
...และเมื่อเรือแล่นถึงช่วงกลางทะเลตามคาด เสียงตะโกนห้าวหาญก็ดังขึ้น
“หยุดอยู่กับที่! ใครขยับ ข้าจะปาดคอให้หมดทุกคน!”
