บทที่ 11
บุรุษผู้นั้นไม่ธรรมดาเลย
หลายวันผ่านไป ลู่ชิงหรูก็เริ่มคิดจริงจังว่าควรพัฒนาน้องชายของตนให้มากกว่านี้เสียที แม้อาหรงจะยังพูดไม่คล่อง แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้ดีคือ...เขามีสายตาที่ไวและความจำที่แม่นยำจนน่าประหลาด หากได้รับการชี้นำอย่างถูกทาง วันหนึ่งอาจจะก้าวไกลเกินกว่านางคาดคิด
วันนี้ภัตตาคารหยุดเพื่อซ่อมแซมตัวอาคาร นางจึงตัดสินใจใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด
เช้าตรู่ ลู่ชิงหรูก้มลงลูบผมน้องชายที่ยังนอนซุกผ้าห่มอยู่เบา ๆ แล้วกระซิบข้างหูเรียกให้ตื่น
“ตื่นเถอะ อาหรง วันนี้เราจะออกไปข้างนอกกัน”
เด็กน้อยขยับตัว พอเห็นพี่สาวก็ยิ้มแฉ่ง ลุกขึ้นมาโดยไม่ต้องปลุกซ้ำรอบสอง
หลังจากกินโจ๊กยามเช้ากับเกี๊ยวทอดกรอบ ๆ ที่นางทำเองอย่างง่าย ๆ ทั้งสองก็ออกจากบ้าน โดยสารรถวัวมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศใต้ จุดขึ้นเรือข้ามฟากที่จะพาไปยังอีกฝั่งของเมือง ที่ตั้งของวัดเยวี่ยอวิ๋นและห้องสมุดประจำเมืองเฟิ่งเซียง
ตลอดทางลู่เทียนหรงนั่งนิ่งข้างพี่สาว แต่สายตาไม่หยุดมองซ้ายขวา มองสิ่งใหม่ที่เพิ่งเคยเห็นตรงหน้า
เมื่อถึงท่าเรือ สายลมเค็มจากทะเลพัดโชยมา กลิ่นตากปลาผสมกับกลิ่นไม้เรือชื้น ๆ ทำให้บรรยากาศยิ่งขับความคึกคักให้มีชีวิต
ที่นี่คือท่าเรือสำเภาของเมืองเฟิ่งเซียง เป็นจุดคมนาคมที่มีพ่อค้าจากแดนใต้มาตั้งหาบขายของ ผ้าไหม เครื่องลายคราม และเครื่องเทศจากน่านน้ำแคว้นอื่น
ลู่เทียนหรงเบิกตากว้าง สะกิดแขนพี่สาวเบา ๆ
“เรือ...ใหญ่มาก...”
ลู่ชิงหรูก้มลงมอง แล้วตอบอย่างใจเย็น “นั่นเรือสำเภาเอาไว้บรรทุกของ ลำที่เราจะขึ้นอยู่โน่น”
นางชี้ไปยังเรือสัญจรข้ามฟากขนาดกลางที่ทำจากไม้สนทานทน เรือมีหลังคาผ้าขึงตึงคลุมพอให้พ้นแดด ลู่ชิงหรูซื้อตั๋ว แล้วจูงมือน้องชายไปรอที่ท่าขึ้น
เมื่อลงเรือ ทั้งสองได้นั่งใกล้ริมเรือ เรือค่อย ๆ ลอยห่างออกจากฝั่ง ลู่เทียนหรงตื่นเต้นจนเอนตัวไปเกาะขอบเรือ ตาใสแจ๋วจับจ้องไปยังแผ่นน้ำที่สะท้อนแสงอาทิตย์วิบวับ
“อาหรง...วันนี้เจ้าจะได้เข้าไปในที่หนึ่งที่มีหนังสือเต็มห้องเลย” ลู่ชิงหรูพูดเบา ๆ ข้างหู
เด็กน้อยพยักหน้าแรง “...อ่าน...ได้หรอ?”
“ได้สิ พี่จะสอนเจ้าเอง”
เสียงหยางอิ๋นโพล่งขึ้นทันทีอย่างไม่ต้องมีใครให้เรียก
‘แต่เจ้าต้องสอนให้เขาเลือกหนังสือทำกับข้าวเป็นอันดับแรก! ข้ารอลุ้นตำราเคี่ยวหมูแดงน้ำราดอยู่!’
‘ถ้าเจ้ากวนข้าอีกคำเดียว ข้าจะปิดสวิตช์ระบบเช่นเจ้า’
‘ใจร้าย...’
พอเรือเทียบฝั่ง ลู่ชิงหรูก็พาน้องชายเดินขึ้นท่าทางด้านวัดเยวี่ยอวิ๋น วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการฝึกวรยุทธ์และวิชาการในเวลาเดียวกัน ผู้คนเดินเข้าออกเป็นระเบียบ ส่วนอาคารไม้ข้างวัดที่ติดกับหอสมุดนั้นดูเรียบง่ายแต่แฝงความสง่างาม
ลู่เทียนหรงถึงกับเงยหน้ามองอาคารที่สูงเกือบสามชั้น ดวงตาเปล่งประกายไม่ต่างจากแสงแดดยามสาย นางจับมือน้องชายก้าวเข้าสู่ห้องสมุดอย่างแน่วแน่
เมื่อเดินเข้าสู่ห้องสมุดประจำเมือง ลู่ชิงหรูก็รู้สึกได้ถึงความสงบและขรึมขลังของสถานที่ กลิ่นหมึกจาง ๆ และกลิ่นไม้เก่าอบอวลอยู่ในอากาศ เงียบเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของผู้มาเยือน
นางก้มลงมองน้องชายที่จูงมืออยู่ข้าง ๆ เขากำลังเบิกตาโต สายตากวาดไปรอบห้องด้วยความตื่นตาตื่นใจ
บริเวณทางเข้ามีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ มีบัณฑิตร่างอ้วนผู้หนึ่งนั่งเงียบ ๆ อยู่ด้านหลัง เห็นคนมาใหม่ก็ผงกศีรษะขึ้น
“แม่นางมาใหม่หรือ? หากจะเข้าอ่าน ต้องลงชื่อก่อน แล้วแจ้งหมวดหนังสือที่ต้องการ”
ลู่ชิงหรูพยักหน้าอย่างสุภาพ แล้วรับพู่กันจุ่มหมึก เขียนชื่อตนลงในสมุดลงทะเบียนอย่างเรียบร้อย
“หนังสือฝึกอ่านเขียนสำหรับผู้เริ่มต้น...อยู่ส่วนใดหรือ?”
“เดินตรงไป เลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวซ้ายตามรั้วไม้ไผ่ จะเจอชั้นหนังสือ อยู่ใกล้กับระเบียงริมสวน”
นางเอ่ยขอบคุณ แล้วจูงน้องชายเดินต่อเข้าไป ทว่าเมื่อเข้าไปถึงโถงชั้นในกลับพบว่า เส้นทางดูคล้ายคลึงกันไปหมด ทั้งซ้ายทั้งขวาเต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงท่วมหัว ชาติก่อนนางหาได้ชอบเข้ามาในห้องสมุดไม่ อย่างว่าแต่ในยุคนี้ที่หนังสือทุกเล่มแทบจะเหมือนกันไปหมดเลย หายากเสียยิ่งกว่ากระไร
‘...เจ้าว่า เรามาถูกทางหรือไม่?’ นางเอ่ยเบา ๆ ขณะหยุดมองทางแยก
‘หากเจ้าถามข้า...ข้าจะตอบว่า เจ้าเลี้ยวผิดตั้งแต่สองก้าวก่อนหน้าแล้ว’ หยางอิ๋นส่งเสียงขึ้นในหัว
‘แล้วเจ้าจะไม่เตือนข้าก่อนหรือ?’
‘ข้ากำลังเพลิดเพลินกับกลิ่นหนังสืออยู่ต่ ขอโทษที’
ลู่ชิงหรูกลอกตาเล็กน้อยในใจ นางพอรู้ว่าเจ้าระบบกำลังแกล้งนางเพราะถูกขู่ไปก่อนหน้า
ลู่ชิงหรูถอนหายใจเบา ๆ พลางมองไปรอบตัว ชั้นไม้สูงล้อมรอบด้วยหนังสือจำนวนมหาศาลเรียงเป็นหมวดหมู่ แต่ไม่มีป้ายบอกชัดเจน
ระหว่างที่นางลังเลอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“แม่นาง กำลังหาหนังสือหมวดฝึกอักษรหรือ?”
ลู่ชิงหรูหันกลับทันที ดวงตาคมสบกับบุรุษผู้หนึ่งในชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายเทพในตำรา หน้าผากกว้าง ดวงตาทรงปัญญา และริมฝีปากที่คล้ายจะยิ้มอยู่เสมอ
“...ใช่” นางพยักหน้าเบา ๆ สุภาพ
เขาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วชี้ไปอีกทางที่นางคิดจะเดาไปด้วยซ้ำ
“หมวดฝึกอักษรและเริ่มต้นเขียนพู่กันอยู่ทางซ้ายตรงมุมสวนไผ่ แม่นางเดินอ้อมมาไกลแล้ว ข้าเดินนำให้ก็ได้”
“รบกวนท่านแล้ว” นางตอบเรียบ ๆ
เขาเดินนำอย่างเงียบ ๆ ตลอดทาง ไม่พูดมากเกินควรแต่ก็ไม่เงียบจนน่าอึดอัด ลู่เทียนหรงเดินอยู่ข้าง ๆ นาง มองชายแปลกหน้าผู้นี้อย่างสงสัยแต่ไม่แสดงท่าทีระแวงนัก
เมื่อถึงห้องอ่านหนังสือสำหรับเด็กซึ่งตั้งอยู่ริมสวนไผ่ มีแสงธรรมชาติส่องลอดผนังโปร่งไม้ ลู่ชิงหรูก็เอ่ยขอบคุณอีกครั้ง
“รบกวนท่านมาก ข้าคงหาทางมาที่นี่ไม่เจอแน่”
เขาเพียงยิ้มบาง “แม่นางมาเพื่ออยากเริ่มศึกษาด้วยตนเองหรือ?”
“ข้า...มาเพื่อสอนน้องชาย”
นางหันไปชี้ลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบ ๆ อยู่ใกล้ ๆ
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าดูประหลาดใจแต่มิได้ดูถูก
“อายุเพียงนี้หรือ? แต่ดูแววตาฉลาดทีเดียว”
เขาพยักหน้าเบา ๆ “ขอให้โชคดี หากมีข้อสงสัยใดก็มาถามข้าได้ ข้านั่งอยู่ตรงโต๊ะฝั่งโน้น”
เขาชี้ไปยังมุมหนึ่งซึ่งมีโต๊ะวางหนังสือสูงล้นราวภูเขา
เมื่อเขาเดินจากไป ลู่ชิงหรูก็ทรุดตัวลงบนเบาะนั่ง แล้วเปิดตำราสอนอ่านเขียนฉบับเริ่มต้นให้ลู่เทียนหรง
‘บุรุษผู้นั้นไม่ธรรมดาเลย เจ้าว่าหรือไม่?’ หยางอิ๋นกระซิบขึ้น
‘ข้าเองก็คิดเช่นนั้น...การวางตัวของเขา ท่าทางไม่ใช่เพียงบัณฑิตธรรมดากระมัง’
ลู่ชิงหรูเลิกคิ้ว แต่ไม่ได้ตอบอะไรกับระบบที่เดาว่าเขาเป็นใครไปมั่ว นางเพียงหันกลับมามองน้องชายที่กำลังจ้องหนังสืออยู่เงียบ ๆ แล้วจุ่มพู่กันลงหมึกเตรียมให้น้องชายฝึกเขียน
“อาหรง มาเริ่มบทเรียนแรกกันเถอะ”
