บทที่ 10(2)
นางเว้นจังหวะแล้วพูดต่อ
“ข้าเสนอให้มีข้อตกลงกับครอบครัวของนางหูว่า หากมีผู้เห็นว่าเด็กชายมู่แกล้งเด็กคนใดอีก และมีพยานหนึ่งคนขึ้นไป ก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานใคร...ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น”
นางหูหน้าแดงจัดอย่างโกรธเกรี้ยวทันที หากทำเช่นนั้นนางไม่ต้องจ่ายให้คนจนหมดตัวหรอ ใช่ว่านางไม่รู้จักบุตรชายของตนเสียหน่อย
“นี่มันเกินไป! ข่มขู่ข้าในขณะที่สามีไม่อยู่เช่นนั้นหรือ?”
“ข่มขู่หรือ?” ลู่ชิงหรูกระตุกยิ้มมุมปาก “หากไม่คิดทำผิด...แล้วจะกลัวอะไร? หรือว่าเจ้าคิดว่าจะปล่อยให้บุตรชายเจ้าแกล้งผู้อื่นอีก”
เสียงฮือฮาจากชาวบ้านดังขึ้นรอบทิศ ข้างตัวผู้ใหญ่บ้านเองก็เริ่มมีเสียงซุบซิบยืนยันว่า “สมควรแล้ว” และ “ถึงเวลาแล้ว” ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินใจเด็ดขาดอย่างยื้อไปมากไม่ได้แล้ว
“ข้าเห็นด้วยกับแม่นางลู่ หากลูกเจ้าแกล้งใครอีก ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลง ทุกคนเป็นพยานได้!”
นางหูเม้มปากแน่น ดวงตากลอกมองซ้ายขวา แล้วสะบัดหน้าหันไปคว้าแขนอามู่ทันที
“กลับบ้าน!”
“แม่ ข้า...”
“กลับเดี๋ยวนี้!!”
นางลากลูกชายออกจากวงล้อมทันที เด็กชายอามู่เดินตามอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองและไม่รุ้ว่าจริงแล้วอาหรงตรงหน้าคือผีหรือคนกันแน่ด้วยซ้ำ
เสียงถอนหายใจแห่งความสะใจดังแว่วเบา ๆ จากหลายคนในฝูงชน ขณะที่ลู่ชิงหรูยืนนิ่ง ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ นางรู้ว่านี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น
ลู่ชิงหรูกลับมาถึงบ้านพร้อมเทียนหรงในยามสาย ดวงหน้าเด็กน้อยเปื้อนรอยยิ้ม ก้าวเท้าเล็ก ๆ วิ่งนำพี่สาวเข้าไปด้านใน ขณะที่ลู่ชิงหรูก็คลี่ยิ้มบาง ๆ พลางทอดตามองเขาอย่างเอ็นดู
เสียงป้าเจาที่กำลังซักผ้าที่ข้างบ้านเรียกขึ้นทันที
“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม”
นางรับคำสั้น ๆ พลางวางตะกร้าที่มีป้าผู้หนึ่งให้มาวางไว้ข้างประตู และยังไม่ทันก้าวขึ้นเรือน เสียงเรียกของมารดาก็ดังขึ้นจากมุมห้องก่อนแล้ว
“...ไปไหนมาแต่เช้า?”
ลู่ชิงหรูกับน้องชายหยุดกึก นางยังไม่ทันตอบ มารดาที่เอนตัวอยู่ก็พูดต่อทันทีด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความรู้สึกเชิงสั่งการ
“ไม่ต้องบอกหรอก ข้ารู้แล้ว ป้าหลินข้างบ้านกลับมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน บอกหมดทุกอย่างแล้ว”
ลู่ชิงหรูเหลือบตามอง เห็นสีหน้าของมารดาที่แม้จะนิ่ง แต่ดวงตานั้นกลับมีแววบางอย่างคล้ายพอใจเล็ก ๆ อยู่ลึก ๆ แต่หน้าตึงอย่างที่ทำเป็นประจำก็เท่านั้น
“รู้แล้วก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเล่า”
“วันนี้เจ้าไม่ต้องไปทำงาน พักเสียวันหนึ่ง...ไปทำกับข้าวแล้วเอาไปให้นางหูเสีย นางก็คงจะโมโหมากที่เจ้าทำให้บุตรชายของนางตกใจเสียจนพูดจาเพ้อเจ้อถึงขั้นนั้น...”
ลู่ชิงหรูหยุดมือที่กำลังเตรียมของออกไปทำงานทันที หันกลับมาพร้อมน้ำเสียงเย็นชาจนป้าเจาหยุดสิ่งที่ทำลง
“ท่านจะให้ข้าไปขอโทษนางหูหรือ? ลูกชายของนางล่อลวงบุตรชายของท่านไปกลางป่า ยามที่ข้าตระเวนหาน้องจนแทบพลิกดิน ยังไม่เห็นท่านลุกจากเตียงไปหาเลย...”
ผู้เป็นมารดาเงียบไปเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมไม่มีแววโกรธ แต่ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างรู้สึกผิดเต็มใจ
“ข้า...ข้าไม่สบาย ลุกแทบไม่ไหว จะให้ไปเดินตามหากลางลมหนาวได้อย่างไร”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร...” ลู่ชิงหรูตอบเสียงเรียบ “แต่ในเมื่อไม่ได้ช่วย ท่านก็อย่ามาสั่งอีกเลย ข้ารู้ว่าต้องปกป้องใคร และต้องรับมือกับใครอย่างไร”
มารดายังคงรักษาท่าทีไว้แม้ดวงหน้าจะเจื่อนลงเล็กน้อย แต่นางก็จำเป็นต้องทำบางอย่างกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับพวกตนในอนาคตได้
“หากสามีนางหูกลับมาจากล่าสัตว์ เจ้าจะรับมือไหวหรือ?”
“ข้าลงมือทำเช่นนี้ย่อมคิดเรื่องนั้นไว้แล้ว สามีนางหูก็คน เราก็คน เหตุใดจะต้องยอมไปตลอดด้วย”
ลู่ชิงหรูสบตามารดาอย่างต้องการสร้างความมั่นใจ ตลอดเวลาที่อยู่ในหมู่บ้านนี้มา เพราะมารดามักยอมให้นางหูข่มตลอดสามีของนางจึงไม่มายุ่งด้วย นางก็ไม่ได้อะไรแต่ในเมื่อมันทำให้อามู่ถูกรังแกนางยอมไม่ได้เด็ดขาด
“อาหรู...เจ้าช่างอวดดีนัก...”
มารดาพึมพำเหมือนพูดกับตนเอง นัยน์ตาของนางยังมีความหวาดเกรงไม่เสื่อมคลาย นางหาได้เชื่อใจใครไม่ แม้แต่ตัวเองนางยังไม่เชื่อเลย
ชิงหรูไม่ตอบ แต่หันไปจูงมือน้องชายเข้าไปในห้องนอนแทน
“ไปเถอะ อาหรง เข้าเข้าไปนอนเสียหน่อย ข้ารู้นะว่าเมื่อคืนเจ้าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ”
ในขณะเดียวกัน มารดานั้นยังคงนั่งพิงเตียงด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้ใจจะปั่นป่วนจากคำพูดของลูกสาว ทว่าแววตาที่มองไปยังประตูห้องที่ปิดลงช้า ๆ กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อน...และบางส่วนคือความโล่งใจที่ไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ
