2ไม่ขำ
“ท่านประธานเรียกเธอไปทำไม” เป็นคำถามที่ หญิงสาวคาดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องโดนถาม
“ท่านประธานเรียกดิฉันให้ไปรับโปรเจกต์งานมาค่ะ”
เหมือนแพรตอบไปตามความเป็นจริง ไม่คิดปิดบังเพราะรู้ดีว่าอย่างไรทุกคนรวมถึงหัวหน้าก็ต้องรู้เรื่องงานที่เธอได้รับมาทำอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าสีหน้าของคนถามดูจะไม่ชอบใจในตัวเธอมากยิ่งขึ้น
“งั้นเธอก็ทำงานนั้นแล้วเสนอชื่อเป็นงานของฉันซะ”
“แต่ว่าท่านประธานมอบหมายให้ดิฉันทำนะคะ”
“ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามที่สั่งสิยะ อีกอย่างพนักงานชั้นล่างแบบเธอน่ะ ทำงานใหญ่ขึ้นเสนอท่านประธานมีแต่จะทำให้ตัวเองขายหน้า รู้ตัวซะบ้าง”
เหมือนแพรพาตัวเองกลับมานั่งลงที่โต๊ะพร้อมก้มหน้าก้มตาทำงานที่ได้รับมอบหมายโดยเสนอชื่อเป็น
คุณหัวหน้าตามสั่ง หญิงสาวนั่งทำโปรเจกต์นั้นจนเวลา
เริ่มมืดค่ำผู้คนในแผนกต่างพากันกลับไปหมดแล้ว ไม่พอเธอยังโดนยัดงานเพิ่มอีกต่างหาก แค่แผนการพัฒนาตลาดที่ได้รับจากท่านประธานมันก็ยากมากพอแล้วแท้ ๆ
“ฮึบ! อื้อ~ เสร็จสักที”
เหมือนแพรเงยหน้ามองนาฬิกาที่แขวนบนผนัง
เวลาตอนนี้บ่งบอกว่าเป็นเวลาสามทุ่มกว่า ๆ หญิงสาวตา
เบิกโพลงเพราะมันใกล้หมดเวลาวิ่งของรถเมล์สายที่เธอ
นั่งแล้ว จังหวะนั้นโกยเอาอะไรกลับได้ก็ต้องรีบอย่างเดียว ยังดีที่เธอไม่ลืมที่จะเซฟงานให้เรียบร้อยเสียก่อนโดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนแอบมองอยู่ห่าง ๆ
เหมือนแพรรีบวิ่งมารอที่ป้ายรถเมล์แต่ก็ต้องร้องอุทานออกมา เมื่อเห็นว่ารถสายที่จะต้องนั่งกลับกำลังออกตัวจากป้ายไปแล้ว หญิงสาววิ่งตามเพื่อหวังว่าจะมีใครช่วยทำให้คนขับหยุดรถและให้เธอขึ้นไปด้วย แต่ดูเหมือนความพยายามวิ่งตามรถเมล์คันนั้นจะสูญเปล่า ตอนนี้มันขับไปไกลลับสายตาของเธอเสียแล้ว
“ แย่แล้วสิ งานนี้จะกลับบ้านยังไงดี แฮก ๆ ”
หญิงสาวทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยและสิ้นหวัง จะให้กลับเข้าไปนอนในออฟฟิศก็ไม่รู้ว่ายามจะให้เข้าไปไหม เพราะเมื่อตอกบัตรแลกออกมาแล้วจะมีกฎห้ามกลับเข้าตึก
ในยามวิกาลเด็ดขาด
“สงสัยคืนนี้ต้องนอนหน้าป้ายรถเมล์ซะละมั้ง” เหมือนแพรเดินคอตกกลับไปที่ป้ายรถเมล์หน้าบริษัท ไม่รู้เคราะห์ร้ายอะไรกัน จู่ ๆ สายฝนที่ไม่มีเค้าจะตกถึงได้ตกลงมาอย่างหนัก ไม่พอลมยังพัดหนัก ทำให้ตัวของเหมือนแพรเปียกไปทั้งตัวจนต้องกอดตัวเองด้วยความหนาวสั่น
“ฮือ นี่วันซวยของฉันจริง ๆ เหรอเนี่ย โดนท่านประธานยัดงานใหญ่ไม่พอ ต้องโดนกดขี่ทำงานเพิ่มจนตกรถเที่ยวสุดท้าย แม้แต่ฟ้าฝนยังรังแกให้ต้องมาเปียกแบบนี้อีก ฮือ”
เหมือนแพรร้องไห้ออกมา เมื่อความเหนื่อยล้าเล่นงานบวกกับความไม่สบายตัว จนกระทั่งมีเสียงบีบแตรแทรกขึ้นมาเมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นก็เห็นรถยุโรปสุดหรูมาจอดพร้อม
ลดกระจกเรียกเธออยู่
“เธอน่ะ มานั่งทำอะไรตรงนั้น” เหมือนแพรที่ตาแทบจะปิดอยู่รอมร่อไม่เข้าใจว่าใครที่กำลังคุยกับเธอกัน พยายามแล้วที่จะเบิกตากว้าง ๆ แต่มันก็เหมือนหนังตาโดนหินหนัก ๆ
มาทับจนลืมไม่ขึ้น สิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้คือชายคนนั้นเดินเข้ามาแล้วตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดังด้วยความตื่นตกใจ
“เหมือนแพร! เหมือนแพร! ”
หญิงสาวขยับตัวด้วยความยากลำบาก ร่างกายหนักอึ้งราวกับโดนหินก้อนใหญ่ทับจนแทบขยับไม่ได้แม้แต่เปลือกตา เหมือนแพรพยายามรวบรวมสติทั้งหมดในการลืมตาขึ้นมาและได้พบกับฝ้าเพดานที่ไม่คุ้นตา นี่เธอตื่นมาอยู่ที่ไหนกัน
“อื้อ” เสียงที่บ่งบอกว่าคนป่วยบนเตียงตื่นแล้ว
ทำให้คนที่นั่งทำงานลุกขึ้นและยื่นแก้วน้ำให้
“ขะ ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวรับแก้วน้ำมาจิบพร้อมขอบคุณอีกฝ่ายโดยไม่ได้มองเลยว่าใครเอามาให้ ก่อนจะนึกได้ว่าเธอไม่น่ามีคนมาเฝ้าได้จึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วตื่นตกใจ
‘เขามาอยู่เฝ้าเราได้ไงกัน’
“มองหน้าฉันอย่างกับเห็นผีไปได้”
เหมือนแพรอุทานในใจว่า ‘ท่านประธานน่ากลัวยิ่งกว่าผีอีก เจอผีน่าจะตกใจน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ’
“เอ่อ ท่านประธานมาอยู่นี่ได้ไงกันคะ”
“เมื่อคืนเธอนั่งที่ป้ายรถเมล์ ฉันบังเอิญเจอเลยได้รู้ว่าเธอตากฝนจนป่วย”
ถ้างั้นตอนนี้เธออยู่ที่โรงพยาบาลงั้นเหรอ แต่ห้องนี้มองดูก็ไม่เหมือนห้องพักผู้ป่วยเลยสักนิด ท่านประธานที่เห็นสายตาใคร่รู้มองไปรอบห้องจึงตอบให้หญิงเข้าใจทันที
“ที่นี่ห้องนอนฉันเอง”
“อะไรนะคะ! ”
“แล้วก็เสื้อผ้าของเธอ ฉันให้แม่บ้านช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนให้ เพราะงั้นเธอสบายใจได้”
เหมือนแพรตาโตตกใจก่อนจะก้มดูเสื้อผ้าที่ใส่จึงได้เห็นว่ามันถูกเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าซาตินใส่สบายตัว แน่นอนว่ายังดีที่ท่านประธานยังมีจิตสำนึกที่ดีไม่ฉวยโอกาสมาเปิดดูเนื้อหนังมังสาของเธอ
“เอ่อ ขอบคุณท่านประธานที่ช่วยดิฉันเอาไว้นะคะ ไม่งั้นป่านนี้ฉันคงได้ปอดบวมตายที่ป้ายรถเมล์ไปแล้ว
ฮ่า ”
“ขำอะไรของเธอกัน” เหมือนแพรถึงกับยิ้มแห้งทันทีที่ท่านประธานดูไม่มีอารมณ์ขำร่วมด้วย ไม่พอยังส่งสายตาตำหนิเธอกอีก
‘อะไรของเขากัน ดุใส่อยู่ได้ ไม่เข้าใจเลย’
“การที่ฉันไม่ขำด้วย เพราะมันคือเรื่องความเป็น
ความตายจำเอาไว้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดล้อเล่นได้”
เหมือนแพรบอกนิยามคน ๆ นี้ได้เลยว่า ‘เนี้ยบเกิน’ เนี้ยบจนเธอรู้สึกว่าพูดอะไรออกไปต้องคิดแล้วคิดอีกเพื่อกลั่นกรองคำพูดไม่ให้ไประคายหูคนตรงหน้า ถ้าพลาดก็คงไม่ต่างจากการโดนนั่งฟังเทศนาอันแสนน่าเบื่อเลย
“จากนี้เลิกแทนตัวเองว่าดิฉันและเลิกเรียกฉันว่า
ท่านประธาน”
“ทำไมละคะ”
“มันน่ารำคาญ”
การที่ท่านประธานพูดแบบนี้ไม่ต่างจากลากเธอไปกลางสี่แยกแล้วเอาไม้หน้าสามฟาดใส่หน้าเลย พูดตรงไม่ว่าแต่พูดแรงในแต่ละประโยคมันทำให้หญิงสาวจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดอยู่แล้ว
“เอ่อ แล้วดิฉัน…”
“แทนตัวเองด้วยชื่อของเธอและเรียกฉันว่าพี่วิน”
พี่วิน พี่วินงั้นเหรอ!!! หลังจากนั้นสติของเหมือนแพรก็หลุดลอยไปพร้อมอาการมวนท้องเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนไปมา อาการแบบนี้มันเรียกว่าการตกหลุมรักไหมนะ ถ้าใช่เธอคงแย่แล้วที่กำลังจะรักคนที่ไม่คู่ควรกับตัวเอง
“เอ่อ ดิฉันว่ามันคงจะไม่เหมาะสมค่ะ”
“ไม่เหมาะสมยังไง” เหมือนแพรโดนสายตาดุส่งแรงกดดันกลับมาอีกแล้ว เธอไม่ชอบเอาซะเลย สายตานั้นของท่านประธานราวกับจะบังคับเธอให้ต้องยอมอยู่ใต้เขา
“ไม่ต้องคิดมากแล้วแทนตัวตามที่ฉันสั่งซะ”
“ท่านประธานแต่ว่าดิฉัน…”
“เธอนี่เข้าใจยากนักนะ ฉันกำลังจะจีบเธอเพราะงั้นห้ามเรียกฉันห่างเหินแบบนั้นอีก”
“อะ อะไรนะคะ!! ”
“ฟังชัด ๆ ‘ฉันกำลังจีบเธอ’ จำเอาไว้ยายบื้อ”
นั่นคือเหตุการณ์สี่ปีก่อนและเป็นครั้งแรกที่เหมือนแพรได้เริ่มปลูกต้นรักกับพี่วินที่แสนดีของเธอจนกลายมาเป็นคนรัก ทุกอย่างมันดีไปหมดจนเมื่อตัวของชวินทร์เริ่มมีท่าทีห่างเหินออกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนเหมือนแพรคงดีใจที่ท่านประธานยอมถอยห่าง เพื่อเหมาะสมกับสถานะพนักงานอย่างเธอ แต่ตอนนี้หญิงสาวไม่ชอบเอาเสียเลย
“แพรพี่มีอะไรอยากจะบอก”
“อะไรเหรอคะพี่วิน”
“พรินซ์กำลังจะไปเรียนต่อที่เมืองนอก”
“จริงเหรอคะ ยินดีกับน้องพรินซ์ด้วยนะคะ”
“แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไรคะ”
“พี่ยังกังวลใจเรื่องที่ยายพรินซ์ต้องไปเรียนต่ออยู่เลย”
“หวงน้องสาวเหรอคะ เป็นพี่ชายที่น่ารักจังเลย” เหมือนแพรพูดชมแฟนหนุ่มพร้อมจับแก้มบีบไปมา
“แพร พี่มีเรื่องจะขอร้องช่วยรับฟังหน่อยได้ไหม”
“ได้สิค่ะ แพรเคยไม่ฟังด้วยเหรอ”
“พี่รู้ว่าแพรยอมพี่ทุกอย่าง เพราะงั้นเราห่างกัน
สักพักเถอะนะ”
