1เราห่างกันสักพักเถอะ
ตอนที่ 1
เราห่างกันสักพักเถอะ
ชวินทร์ ประธานบริษัทนำเข้าซูเปอร์คาร์ผู้สุดเพียบพร้อม เขาคือหนึ่งในชายหนุ่มติดท็อปผู้ชายที่หล่อที่สุด และยังติดหนึ่งในคนที่รวยที่สุดระดับประเทศ ไม่มีอะไรเลยที่คนอย่างชวินทร์สรรค์สร้างไม่ได้
ผิดกับชีวิตของเหมือนแพร เธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา คนหนึ่ง ชีวิตของเธอไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งพ่อแม่ที่อุปถัมถ์ค้ำชูเธอเลยด้วยซ้ำ แต่โชคยังดีที่เหมือนแพรมีมันสมองที่ดีและมีความสามารถ จับงานอะไรก็ทำได้หมดจึงได้รับทุนเรียนต่อ
จนจบปริญญาตรีและเมื่อเหมือนแพรเรียนจบ เธอได้นำวุฒิพร้อมความสามารถมาสมัครเข้าบริษัทของชวินทร์ได้สำเร็จ
เรื่องราวของคนสองคนจึงได้มาบรรจบกัน ชวินทร์
ตกหลุมรักเหมือนแพรตั้งแต่แรกเห็น ประธานหนุ่มจึงมักชอบหาข้ออ้างเรียกตัวของพนักงานสาวเข้าไปพบที่ห้องทำงาน
บ่อย ๆ ส่วนเหมือนแพรที่ถูกเชิญเรียกตัวโดยประธานบริษัท แรก ๆ เธอรู้สึกช็อกและตกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าเธอไปทำอะไรผิดพลาดถึงขั้นโดนเรียกตัวเข้าห้องประธานแบบนี้
“คุณเหมือนแพรไม่ต้องตื่นเต้นหรอกครับ ท่านประธานแค่อยากพบคุณเท่านั้น”
“ตะ แต่ดิฉันเป็นแค่พนักงานธรรมดาเองนะคะ
ทำไมท่านถึงอยากเจอถ้าไม่ใช่ดิฉันทำอะไรผิดพลาด”
ใบหน้าหวานซีดแล้วซีดอีกจนเชษฐ์ เลขาฯ ส่วนตัวของชวินทร์ยื่นลูกอมให้เธอแล้วบอกให้อมเอาไว้จะได้ใจเย็นลง เหมือนแพรขอบคุณคุณเลขา ก่อนจะแกะเปลือกลูกอม
แล้วนำเข้าปาก รสชาติหวานอมเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รีแผ่ซ่านภายในปาก ทำให้สติและอารมณ์ของเหมือนแพร
สงบลงได้อย่างน่าแปลกใจ
“ขอบคุณมากนะคะ” รอยยิ้มละมุนถูกมอบให้
คุณเลขา ใจของชายหนุ่มมันเต้นผิดจังหวะไปช่วงหนึ่ง
ก่อนที่เชษฐ์จะส่ายหัวไปมาเพื่อเรียกสติ
เหมือนแพรมายืนที่หน้าห้องท่านประธานจนได้
เชษฐ์เคาะประตูก่อนจะเปิดให้เหมือนแพรเดินเข้าไปภายใน เมื่อชวินทร์เอ่ยบอกอนุญาต
“ทะ ท่านประธานเรียกดิฉันมา มีอะไรให้ทำคะ”
“คุณชื่ออะไร”
“คะ เอ่อ ดิฉันชื่อเหมือนแพรค่ะ”
“อายุเท่าไร เข้ามาทำงานที่นี่นานหรือยัง”
เหมือนแพรมึนงงที่จู่ ๆ ท่านประธานเรียกเธอมาเพื่อถามข้อมูลต่าง ๆ หรือว่าเธอจะทำงานผิดพลาดครั้งใหญ่ลงไปจริง ๆ งานนี้เธอคงโดนไล่ออกเป็นแน่ อย่างนี้แล้วจะทำยังไงต่อดี
“ฉันถามเธออยู่ได้ยินไหม เหม่ออะไรของเธออยู่”
“เอ่อ! ขะ ขอโทษค่ะท่านประธาน”
“ฉันไม่ต้องการคำขอโทษ บอกข้อมูลที่ฉันถาม
มาได้แล้ว”
“ดิฉันทำตำแหน่งพนักงานทั่วไปแผนกการตลาด
เพิ่งจะเข้ามาทำงานที่นี่ได้สามเดือนค่ะ”
“สามเดือนสินะ” คำพูดที่พึมพำของท่านประธานทำให้เหมือนแพรยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่ เธอไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าหลังจากที่เดินออกจากห้องนี้ไป เธอจะยังได้ทำงานที่นี่ต่อไหม หรือว่าจะต้องเตรียมตัวเก็บของหางานใหม่กันแน่
“เอาล่ะ ที่ฉันให้เลขา เรียกเธอมาเพราะมีโปรเจกต์
ให้ทำ” ชวินทร์โยนแฟ้มเอกสารอันหนึ่งไปให้หญิงสาวตรงหน้า
“เอ่อ คือว่า…”
“นั่งลงแล้วอ่านซะ”
หญิงสาวที่กำลังจะปฏิเสธ เพราะรู้ตัวดีว่าถึงเธอจะเก่งในเรื่องการทำงานแค่ไหน แต่ถ้าเป็นโปรเจกต์ใหญ่เกินไป
เธอก็คงไม่กล้าพอจะรับไปทำอยู่ดี การที่เธอได้รับมันเท่ากับหักหน้าพวกระดับหัวหน้า หรือแม้แต่ผู้จัดการ
“ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ามันคงจะไม่ดี ถ้าพนักงานธรรมดาแบบดิฉันรับมันไปทำ”
“ไม่เหมาะยังไง”
“ก็ดิฉันเป็นแค่พนักงานระดับล่าง ๆ”
“ก็เพราะฉันเห็นผลงานพนักงานระดับล่างแบบเธอไง ฉันถึงกล้ามอบงานโปรเจกต์นี้ให้เธอ”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ทำไมความลับเรื่องที่เธอถูกพวกหัวหน้ากดขี่ใช้งานให้เธอทำโอทีคนเดียวจนมืดทุกวัน ก่อนจะเอาผลงานที่ทำไปนำเสนอเป็นผลงาน
ของตัวเองกันหมด รู้ถึงท่านประธานได้ว่าไม่ใช่ผลงานของพวกนั้น
“ท่านประธานรู้เหรอคะ”
“เลิกพูดมาก เอางานนี้ไปทำซะ อาทิตย์หน้ามีประชุมเรื่องวางแผนตลาด เธอต้องเข้าร่วมประชุมด้วย” เมื่อสั่งงานเสร็จ ท่านประธานหนุ่มก็ให้เหมือนแพรออกจากห้องทำงาน เธอจึงกอดแฟ้มเล่มนั้นเดินกลับมาที่โต๊ะด้วยความมึนงงไม่หาย
“แพร ๆ ท่านประธานเรียกเธอไปทำไหมเหรอ” มาแล้วแก๊งสาว ๆ ชอบเม้าท์มอยชาวบ้านวิ่งมารุมโต๊ะเธอจนแน่น
ไปหมด ไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าแผนกยังเดินมาหาเหมือนแพรด้วยใบหน้าที่ไม่ชอบใจอย่างชัดเจน
“เหมือนแพรมาคุยกับฉันที่โต๊ะ ส่วนคนอื่น ๆ ไปทำงานได้แล้ว”
เมื่อหัวหน้ามาบอกให้แยกย้ายไปทำงานแบบนี้
มีหรือกลุ่มคนที่กำลังรุมรอบโต๊ะของเหมือนแพรจะอยู่ต่อ
ต่างคนต่างแยกไปนั่งทำงานที่โต๊ะกันหมด ส่วนหญิงสาวที่ถูกคุณหัวหน้าเรียกก็เดินตามไปก่อนจะถูกเชิญให้นั่งลง
เหมือนแพรคิดในใจว่าวันนี้คงเป็นวันซวยของตัวเองเป็นแน่ เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนโดนท่านประธานตามตัว พอกลับมาที่โต๊ะก็โดนหัวหน้าเรียกมาอีก
