บท
ตั้งค่า

3

ฉันรีบเดินไปร่วมกลุ่มกับคนในวงคนอื่นๆ ก่อนเดินขึ้นไปบนเวทีที่ยกสูงขึ้นจากพื้นไม่มากนัก ต้องใช้เวลาจูนเครื่องดนตรีของตัวเองอยู่ประมาณห้านาทีจึงได้เริ่มเล่นเพลงแรกในค่ำคืนนี้ แต่ทำไมก็ไม่รู้ คืนนี้ความรู้สึกฉันมันแปลกๆ จังเลย รู้สึกเล่นดนตรีไม่ค่อยสงบสุขเหมือนกับที่ผ่านมา เหมือนกับว่ามีใครจ้องมองฉันอยู่ตลอดเวลา

คือความจริงเล่นดนตรีมันก็ต้องมีคนมองอยู่แล้วแหละนะ แต่คราวนี้มันรู้สึกต่างออกไปจริงๆ นี่นา ฉันอธิบายไม่ค่อยจะถูกเหมือนกัน ท่าจะบ้าแฮะฉัน!

ฉันสะบัดหน้าเพื่อตั้งสติ ก่อนที่จะจดจ่อกับบทเพลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โทษว่าเป็นความผิดของไอ้ฝรั่งบ้านั่นที่ทำให้ฉันรู้สึกระแวงไปหมดอย่างนี้ คิดดูเถอะ เดินอยู่ในศูนย์อาหารของมหาวิทยาลัยแท้ๆ ยังถูกดึงไปจูบได้หน้าตาเฉย ที่อื่นๆ ก็คงไม่ปลอดภัยสำหรับฉันแล้วล่ะ

การแสดงของวงกินเวลาไปร่วมชั่วโมงก็มีวงใหม่มาผลัดเปลี่ยนหน้าที่ ดังนั้นฉันจึงเดินตรงไปหายัยจิลลาที่นั่งอยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว ฉันเดินไปหย่อนกายนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกัน ก็เห็นว่าเพื่อนรักกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดกับมือถือในมือตัวเองไปด้วย สงสัยคงพยายามติดต่อพี่เวหาแล้วฝ่ายนั้นไม่รับอีกแน่ๆ

“นี่พี่เวหายังไม่ตอบไลน์แกเหรอ?” ฉันถามตรงประเด็น สิ่งที่ทำให้ยัยจิลลาอารมณ์เสียได้ขนาดมีไม่กี่อย่างหรอกมั้ง

“ฉันไม่ได้รอไลน์นายน้ำแข็งนั่นสักหน่อย” แต่ทว่าสิ่งที่ฉันคาดเดากลับผิดคาดไปมากเลย “แต่ฉันกำลังเช็คในกรุ๊ปเฟซบุ๊กของมหา’ลัยเราต่างหาก”

“มีดราม่าอะไรอีกอะ?” ฉันถาม เพราะไม่ค่อยได้สนใจข่าวสารอะไรในกลุ่มเฟซบุ๊กของมหาวิทยาลัยมากนัก ส่วนใหญ่ถ้ามีข่าวด่วน เดี๋ยวยัยจิลลาไม่ก็ยัยครองขวัญก็แท็กฉันเอง

“เรื่องแกไง”

“อะไรนะ!?” พอได้ยินว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง ฉันก็ไม่รอช้ารีบคว้ามือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดดูทันที และก็พบว่ายัยจิลลาไม่ได้ล้อเล่น เพราะตอนนี้โพสต์เกี่ยวกับฉันขึ้นเป็นหัวข้อแนะนำภายในกลุ่มเพราะมีคนกดไลค์และแสดงความคิดเห็นเกินสามร้อยข้อความ!

สามร้อยข้อความเชียวนะ! ฉันไม่ได้ชอบเป็นจุดเด่นอะไรขนาดนั้น เพราะถือคติว่าอย่าทำตัวเด่นจะเป็นภัย ไม่ชอบการถูกจับจ้อง ไม่ชอบการกลายเป็นคนมีชื่อเสียงเพราะเกลียดที่คนอื่นจะมาคาดหวังกับเรา ฉันทำมันได้ดีตลอดสามปีกว่าๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมดเลย!

ฉันอ่านคอมเมนต์ได้ไม่หมดหรอก แต่เท่าที่ผ่านๆ ตา บางคอมเมนต์ก็มาแซว บ้างก็มีวิจารณ์ว่าสิ่งที่ฉันทำมันไม่เหมาะไม่ควรเพราะอยู่ในชุดนักศึกษา แน่ล่ะ! มันจะเหมาะสมได้ไงก็มันเป็นภาพที่ฉันกำลังถูกไอ้หื่นหัวขโมยนั่นจูบอยู่! บางคนยังใจดีเอาภาพเคลื่อนไหวแบบวิดีโอที่ตัวเองอัดไว้มาโพสต์ในคอมเมนต์อีกต่างหาก

“บ้าเอ๊ย!” ฉันสบถพร้อมโยนมือถือลงบนโต๊ะอย่างโมโห รู้สึกเกลียดน้ำหน้าไอ้ฝรั่งบ้านั่นขึ้นมาเป็นอีกเท่าตัว เรียกได้ว่าถ้าหากนายนั่นอยู่ในที่นี่เวลานี้ล่ะก็ ฉันจะตรงเข้าไปบีบคอไอ้บ้านั่นให้หายแค้นเลย! “มันเป็นอย่างนี้ได้ไงวะ? ฉันก็อยู่ของฉันดีๆ แท้ๆ!”

“ก็เพราะคนที่จูบเธอน่ะเป็นขวัญใจของสาวๆ ครึ่งค่อนมหา’ลัยไงล่ะ” จิลลาเฉลย และนั่นทำให้ฉันเลื่อนสายตาขึ้นมองเพื่อนอย่างสงสัย ขณะที่คนที่มักจะทำตัวเป็นสายสืบสาวเล่าต่อ “ผู้ชายคนที่ขโมยจูบแก...”

“ถ้าแกพูดเรื่องจูบบ้าบอนั่นอีก ฉันจะบีบคอแก!” ฉันหันไปขู่เพื่อนรักอย่างหงุดหงิด ที่จริงมันก็ไม่ใช่ความผิดของจิลลาหรอก แต่พอเธอพูดมันก็ทำให้ฉันคิดถึงรสชาติจุมพิตร้อนๆ ของไอ้หมอนั่น ริมฝีปากฉันน่ะ... มันยังจำความนุ่มของเรียวลิ้นของเขา และก็ความร้อนจากเรียวปากของเขาได้อย่างดี

ซึ่งมันน่าเจ็บใจนัก!

“โอเคๆ” ฉันเห็นยัยคุณหนูเพลย์เกิร์ลยกมือขึ้นคล้ายจะยอมแพ้ เพราะไม่อยากโดนฉันบีบคอล่ะมั้ง “ที่ฉันจะบอกก็คือว่า ผู้ชายคนนั้นชื่อลูเธอร์ วอร์เรน เห็นว่าเป็นลูกครึ่งอเมริกันนี่แหละ เพิ่งย้ายมาเรียนปริญญาโทที่มหา’ลัยเรา ทันทีที่เข้ามาเขาก็กลายเป็นหนุ่มหล่อสุดฮอตที่มีสาวๆ หลายคนคลั่งไคล้เลยแหละ เพราะนอกจากจะหล่อแล้วยังพูดไทยได้ชัดมากอีกด้วย แต่เขาก็ไม่เห็นคบหาใครจริงจังหรอกนะ ถ้าแกติดตามข่าวสารในกรุ๊ปบ้างก็คงจะรู้จักเขาอยู่หรอก”

“ข่าวสารไร้สาระนั่นน่ะเหรอ? เสียเวลา!” ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะส่วนใหญ่ที่มาโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กก็ดูจะเป็นเรื่องดราม่าไร้สาระทั้งนั้น ฉันเลยเลือกที่จะไม่เข้าไปอ่านให้เสียเวลา “แต่นั่นมันก็ไม่เห็นเกี่ยวกับฉันเลยนะ!”

“เกี่ยวสิ!” จิลลาขัด แล้วยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ก็เขาเล่นจูบแกกลางศูนย์อาหารขนาดนั้น ตอนนี้เตรียมตัวเตรียมใจไว้เถอะว่าแกน่ะถูกหมายหัวด้วยสาวๆ ครึ่งค่อนมหา’ลัยแล้ว”

“แต่นั่นมันไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อย ฉันเต็มใจจะจูบหมอนั่นที่ไหนล่ะ? มันวิ่งมาขโมยจูบฉันเอง แกก็เห็น” ฉันพยายามร้องหาความเป็นธรรมให้กับตัวเอง

“ใช่... ฉันเห็น และฉันก็รู้ด้วยว่าแกน่ะมันเป็นพวกเกลียดผู้ชายเข้าไส้ คงไม่ยอมจูบกับใครง่ายๆ หรอก” จิลลายักไหล่อย่างเห็นด้วย ก่อนชี้แจงอย่างมีเหตุผล “แต่คนอื่นเขาไม่ได้รู้จักแกเหมือนอย่างฉันกับยัยขวัญนี่ แล้วเขาก็ดันเป็นหนุ่มฮอตขนาดนั้น ยังไงคราวนี้แกก็คงหนีไม่พ้นถูกมองด้วยสายตาอิจฉา เผลอๆ คงถูกตามรังควานแน่ๆ”

“เออ! มาเลย! ถ้าคิดว่าคนอย่างโมรีจะยอมอยู่เฉยๆ ให้คนอื่นรังแกล่ะก็” ฉันท้าทายใครก็ตามที่คิดจะมายุ่งวุ่นวายกับฉันเพียงเพราะไอ้บ้าหื่นกามนั่น แต่ยังไม่ทันจะได้คุยอะไรกันต่อ เด็กเสิร์ฟคนหนึ่งก็ถือแก้วเครื่องดื่มพร้อมกระดาษทิชชูสีขาวมายื่นให้กับฉัน

“ผู้ชายโต๊ะโน้นฝากมาให้ครับ” เด็กเสิร์ฟบอกพลางวางแก้วเครื่องดื่มลงบนโต๊ะ แล้วยื่นกระดาษทิชชูให้กับฉัน ก่อนเดินเลี่ยงออกไป ฉันจะอ้าปากถามว่าโต๊ะไหนก็ไม่ทันเสียแล้ว

ฉันได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนคลี่ทิชชูแผ่นนั้นออกดูก็พบว่ามันถูกเขียนด้วยลายขยุกขยิกเหมือนคนที่ไม่ค่อยถนัดกับการเขียนภาษาไทยนัก แต่ก็พออ่านออก

“ขอบคุณสำหรับเพลงเพราะๆ เธอเล่นดนตรีเก่งมา และที่สำคัญจูบของเธอก็หวานมากด้วยเช่นกัน” ฉันอ่านออกเสียงให้จิลลาได้ยินด้วย และทันทีที่อ่านจบฉันก็เงยหน้าขึ้นแล้วสอดส่ายสายตามองหาคนที่ส่งมาทัน

ฉันปักใจเชื่อโดยไม่ต้องสืบเลยว่าคนคนนั้นคงเป็นไอ้ฝรั่งหื่นกามนั่นแหละ! เพราะประโยคสุดท้ายมันบอกชัดเจน ไม่เคยมีใครเคยจูบฉัน มีแต่ไอ้หัวขโมยนั่นคนเดียว! แสดงว่าหมอนั่นอยู่แถวๆ นี้สิ!

แต่ทว่า... กลับไม่เห็นแม้แต่เงา โต๊ะที่เด็กเสิร์ฟบอกว่าฝากจดหมายกับเครื่องดื่มมาให้ฉันกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไอ้บ้านั่น... มันพยายามจะเล่นสงครามประสาทกับฉันหรือไง!?

“เขาเหรอ? เขาเป็นคนส่งมาเหรอ?” จิลลาถามย้ำเพื่อขอความแน่ใจ

“คงใช่แหละ คงมีแต่ไอ้บ้านั่นแหละที่เขียนเรื่องบ้าๆ พวกนี้!” ฉันบอกอย่างหงุดหงิด มองเมินเครื่องดื่มแก้วที่เด็กเสิร์ฟเพิ่งนำมาให้อย่างหัวเสีย

อย่าให้เจอนะ! แม่จะจับฉีกอกเป็นชิ้นๆ เลย!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel