บท
ตั้งค่า

2

แล้วเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นแบบสดๆ ร้อนๆ ก็ย้อนกลับเข้ามาในห้วงความทรงจำของฉัน ยิ่งนึกถึงการถูกขโมยจูบทีไรก็ยิ่งโมโห จนต้องระบายอารมณ์ด้วยการชกกระสอบทราบด้วยหมัดหนักๆ

ไอ้ฝรั่งบ้านั่น! มันเป็นใคร! บังอาจยังไงมาจูบฉัน! โอ๊ย! ฉันล่ะอยากฆ่าไอ้บ้านั่นให้ตายนัก แถมยังมาจูบฉันท่ามกลางสายตาประชาชีอีก! ป่านนี้ฉันไม่ได้กลายเป็น Talk of The Town แล้วเหรอ? จะบ้าตาย! หมดกันชีวิตแสนปกติสุขของฉัน! แล้วนี่ฉันต้องถูกเรียกตัวเข้าไปอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นไหม? จะกลายเป็นว่าฉันทำผิดฐานชู้สาวรึเปล่าวะเนี่ย!?

อย่าให้เจอหน้านะ! แม่จะต่อย! ต่อย! ต่อย! ต่อย! ให้หน้าเละหมดหล่อไปเลยคอยดู! จะต่อยให้จำทางกลับบ้านไม่ได้เลย!

ขณะที่ฉันคิดอาฆาตแค้นไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้นั่น ฉันก็ชกรัวๆ ไปที่กระสอบทรายเพื่อระบายอารมณ์คุกรุ่นที่คั่งค้างอยู่ในใจ ฉันนึกอยากจะทำอย่างที่คิดจริงๆ แต่ให้ตาย! หมอนั่นชื่ออะไร เป็นใคร เรียนหรือทำงานที่ไหนฉันยังไม่รู้จักเลย! จำได้แต่เค้าโครงใบหน้าลางๆ จะตามไปแก้แค้นยังไงล่ะเนี่ย!

“โว้ๆ ใจเย็นไอ้รี!” ร้อนถึงเฮียภูผาที่เป็นคนคอยจับกระสอบทรายให้ฉันต้องร้องห้ามออกมา คงเพราะฉันต่อยแรงไปและเร็วไปจนเฮียแกตั้งรับไม่ทันแน่ๆ “ไปกินรังแตนที่ไหนมาวะ?”

“โทษทีเฮีย” ฉันหยุดชก ก่อนขยับมายืนในท่าปกติ แล้วอธิบายถึงสาเหตุอารมณ์ร้อนๆ ของตัวเอง “พอดีรีมีเรื่องที่มหา’ลัยนิดหน่อย”

“ดูจากหน้าแกคงไม่หน่อยแล้วมั้งเนี่ย” เฮียภูผาไม่ค่อยจะเชื่อฉันนัก ฉันน่ะเป็นคนดูง่าย มีอะไรก็แสดงออกมาทางสีหน้าแววตาหมด เรียกว่าเป็นพวกเก็บอารมณ์ไม่ค่อยเป็น โดยเฉพาะอารมณ์โกรธน่ะนะ เฮียทอดสายตามองฉัน เป็นสายตาชนิดเดียวกับที่พ่อและพี่ชายของฉันใช้มองเวลารับรู้ได้ว่าฉันมีปัญหา “อยากเล่าไหม?”

“ช่างมันเถอะเฮีย รีไม่อยากคิดถึงมัน” ฉันบอกปัด เพราะเรื่องอย่างนี้พูดไปก็มีแต่จะทำให้โดนล้อเปล่าๆ และฉันเกลียดการถูกล้อเลียนเรื่องผู้ชายเป็นที่สุด มันทำให้ฉันหงุดหงิดมากๆ เลยด้วยเวลาโดนล้อเรื่องความรักเนี่ย

“อ้าว... รี มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?” เสียงหวานที่ทักทายขึ้นอย่างเอ็นดูฉัน ทำให้ฉันหันกลับไปมองก็พบว่าคนที่เดินฉีกยิ้มหวานเข้ามาหยุดยืนข้างๆ ร่างสูงของเฮียภูผาไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพี่เพลงฝัน สาวแสนหวานซึ่งเป็นคนรักของเฮียนั่นเอง

“เพิ่งมาถึงค่ะ” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้ม ฉันชอบพี่เพลงฝันนะ เธอดูเป็นผู้หญิงหวานหยดแล้วก็ใจเย็นดี แต่บทจะโหดขึ้นมานะ ขนาดคนห้าวเป้งไม่ยอมคนอย่างเฮียภูผายังไม่กล้าขัดเลย แต่ส่วนใหญ่เธอก็โหดเฉพาะเรื่องที่คิดว่าเฮียจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนเท่านั้นแหละ

“ใช่ มาถึงก็ต่อยกระสอบทรายอย่างกับจะใช้ระบายอารมณ์ จนฉันเจ็บหน้าอกไปหมดแล้วล่ะเพลงจ๋า” ไม่พูดเปล่าเฮียภูผามาดเข้มที่ใครๆ ต่างก็เกรงขามยังถือวิสาสะซบหน้ากับไหล่บางของคนรักอย่างออดอ้อนอีกต่างหาก ฉันทำได้เพียงยิ้มขำแล้วส่ายหน้ากับอาการอ้อนแฟนของรุ่นพี่

“ไม่ต้องมาอ้อนเลย! เหม็น!” พี่เพลงฝันดันศีรษะของคนรักออก ที่จริงเธอคงเขินมากกว่าที่ถูกอ้อนต่อหน้าฉันอย่างนี้ ก็ดูแก้มเธอสิ แดงระเรื่อขนาดนั้น

“ที่เหม็นนี่เพราะแพ้ท้องหรือเปล่าน๊า?” แต่เหมือนเฮียภูผายังไม่ยอมเลิกแกล้งแฟนตัวเองง่ายๆ ถึงได้กระเซ้าเย้าแหย่พี่เพลงฝันจนสาวเจ้าทุบลงที่ต้นแขนกำยำเป็นการแก้เขิน

“พูดบ้าอะไรของนาย!” พี่เพลงฝันแกล้งเอาความโกรธมาดับเขิน ฉันพอจะเดาออก และรู้อยู่ว่าสองหนุ่มสาวคงต้องการเวลาส่วนตัวในการหยอกล้อกัน ฉันจึงได้เดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

การได้ออกกำลังกายมันทำให้ฉันผ่อนคลายขึ้นมากจริงๆ แม้จะยังหลงเหลืออาการหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้ฉันพร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลาอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมง ฉันจึงรีบกลับไปอาบน้ำที่หอพักเพื่อเตรียมตัวไปทำรายงานกับเพื่อนรักทั้งสอง เพราะสี่ทุ่มฉันต้องรีบไปเล่นดนตรีต่อ พอดีฉันเป็นมือเบสของวงเฟลโลวส์ วงดนตรีกลางคืนที่กำลังมาแรงในวงการนักดนตรีกลางคืนด้วยเพราะนักดนตรีและนักร้องคนอื่นๆ เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ส่วนฉันก็เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในวง ซึ่งจัดว่าคงหน้าตาดีระดับหนึ่งล่ะมั้งนะ

ฉันเดินทางไปถึงผับแห่งหนึ่งในเวลาสี่ทุ่มพอดีเป๊ะ ความจริงก็แยกจากเพื่อนๆ ตั้งแต่สองทุ่มแล้วแหละ แต่ฉันก็ต้องมาเสียเวลาไปอาบน้ำแต่งหน้าใหม่ที่ห้องน่ะสิ และกว่าจะขับรถแบกเบสมาถึงที่ผับแห่งนี้ได้ก็ต้องฝ่าดงรถติดมาอีก

น่าหงุดหงิดชะมัด!

“อ้าว! ไอ้จิล!” ยังไม่ทันจะได้เดินไปยังโต๊ะที่พวกพี่ๆ นั่งอยู่ ฉันก็เหลือบไปเห็นยัยจิลลาขณะที่กำลังจะก้าวผ่านโต๊ะไปเสียก่อน ดังนั้นจึงเดินตรงเข้าไปคุยกับเพื่อน “ไหนบอกมีนัดกับกิ๊ก? มาอยู่นี่ได้ไง?”

“อะ...อ๋อ! ก็มาให้กำลังใจแกไง แกเล่นดนตรีไม่ใช่เหรอ?” ยัยจิลลากำลังโกหก ฉันดูออกหรอก

“อย่ามา! แอบมานั่งดูพี่เวหาก็บอกเถอะ” ฉันดักคออย่างรู้ทัน ก็นะ... พี่เวหาคนที่ยัยนี่ประกาศกร้าวว่าจะจีบน่ะเป็นหนึ่งในนักดนตรีของวงที่ฉันเล่นประจำน่ะสิ “มาเฝ้าเช้าเฝ้าเย็นเลยนะ ท่าจะหลงเอามากนะแก”

“เปล๊า!!” ยัยนี่ปฏิเสธทันควัน แต่เสียงสูงขนาดนั้นใครเชื่อก็บ้าแล้ว

“อย่ามาทำเสียงสูง” ฉันชี้หน้าบอกด้วยสายตาจับผิด ก่อนที่จะบอกในสิ่งที่ทำให้เพื่อนรักอาจจะฝันสลายสำหรับค่ำคืนนี้ “แต่คืนนี้พี่เวหาไม่มาว่ะ เสียใจด้วยนะแก”

“อ้าว... ทำไมล่ะ?” ดูเหมือนว่าจิลลาจะผิดหวังอย่างเต็มที่เลยทีเดียว อย่างนี้จะไม่ให้ฉันคิดได้ไงว่าเพื่อนรักคนนี้ชองฉันดูท่าจะจริงจังกับพี่เวหามากกว่าผู้ชายทุกคน

“เอ้า! แล้วฉันจะรู้ไหมเนี่ย?” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงรำคาญนิดๆ ฉันไม่ใช่เลขาฯของพี่เวหานี่ที่จะได้รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ที่ไหน ติดธุระอะไรขึ้นมาเล่นดนตรีไม่ได้ “แล้วแกจะกลับเลยไหมล่ะ?”

“ไม่อะ รอกลับพร้อมแกก็ได้ อยากดูแกเล่นดนตรีพอดี” แม้จะผิดหวัง แต่ยัยจิลลาก็เลือกที่จะไม่กลับบ้าน คงเป็นเพราะรู้สึกไม่มีความสุขที่จะได้กลับไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่นั่นล่ะมั้ง

“โอเค” ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะเหลือบไปมองยังโต๊ะที่คนอื่นๆ ในวงนั่งอยู่ แล้วเห็นนักร้องนำวงกวักมือเรียกเพื่อเตรียมตัวขึ้นแสดง “งั้นเดี๋ยวฉันไปแสดงก่อน แล้วจะลงมานั่งเป็นเพื่อน”

“อืม” จิลลาตอบรับเบาๆ ใบหน้าดูหม่นหมองลงถนัดตา คงผิดหวังที่ไม่ได้เจอพี่เวหาล่ะมั้ง อาการหนักขนาดนี้ยังจะมาปากแข็งว่าไม่ได้ชอบพี่เขาอย่างจริงจังอีก!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel