1
“ปล่อย!!” ฉันสะบัดแขนออกจากมือของเพื่อนอย่างหัวเสีย เมื่อถูกเพื่อดึงให้หลบมานั่งที่สวนสาธารณะข้างๆ ศูนย์อาหารแห่งนั้น และยังมิวายที่จะบ่นต่ออย่างหงุดหงิด “พวกแกรีบดึงฉันออกมาทำไมกันวะ? น่าจะปล่อยให้ฉันจัดการไอ้หัวขโมยนั่นก่อน!”
ขอแนะนำตัวเลยแล้วกัน ฉันชื่อโมรี วัชระกิจ ตอนนี้เรียนอยู่ปีสี่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และเมื่อกี้ฉันเพิ่งถูกขโมยจูบจากไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าหมอนั่นน่ะหน้าตาออกแนวฝรั่ง แต่พูดไทยได้ชัดแจ๋ว และเหมือนเขาจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือในการกำจัดผู้หญิงของเขาอีกด้วย
น่าเจ็บใจ! น่าฆ่าให้ตายจริงๆ! ไอ้บ้านั่นคิดว่ามันเป็นใครถึงได้บังอาจมาขโมยจูบฉันได้? แถมนั่นยังเป็นจูบแรกอีกต่างหาก! ที่จริงฉันก็ไม่ได้กะว่าจะเก็บมันไว้ให้ใครหรอกนะ เพราะก็ตั้งใจว่าจะครองโสดไปตลอดชีวิต พวกผู้ชายน่ะไว้ใจไม่ได้! เห็นผู้หญิงเป็นของเล่นไม่ก็มองไว้เพื่อหาผลประโยชน์ทั้งนั้น
อ้อ! แต่ยกเว้นพ่อกับพี่ชายฉันเอาไว้อีกคนก็ได้
“ก็พวกฉันไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ไง” ยัยนี่ชื่อครองขวัญ เป็นแม่ชีประจำกลุ่ม ด้วยบุคลิกที่ดูเนิบนาบใจเย็น และการแต่งตัวที่แสนมิดชิดบวกกับแว่นสายตาอันใหญ่ ทำให้ผู้ชายหลายๆ คนมองข้าม ทั้งที่ความจริงแล้วยัยครองขวัญนี่สวยหวานหยดเลยทีเดียว และตอนนี้เธอกำลังชี้แจงเหตุผลด้วยน้ำเสียงใจเย็น
แต่ฉันไม่เย็นด้วยหรอกนะ! ฉันโดนขโมยจูบนะโว้ย! แถมยังต่อหน้าต่อตาสักขีพยานอีกนับร้อยชีวิตอีกต่างหาก ป่านนี้ชื่อเสียฉันป่นปี้หมดแล้วเนี่ย!
“ใช่!” ส่วนคนนี้ชื่อจิลลา สาวสวยทรงเสน่ห์ แต่งตัวเก่งราวกับแฟชันนิสต้า เพลย์เกิร์ลตัวแม่ที่เปลี่ยนผู้ชายเล่นราวกับเปลี่ยนเสื้อผ้า จะว่าไปนอกจากรูปร่างหน้าตาที่สวยสะดุดตาของยัยนี่แล้ว ฐานะทางบ้านของยัยจิลลาก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ดึงดูดให้ผู้ชายวิ่งเข้ามาหาจนแทบว่าจะฆ่ากันตาย ฉันสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ อย่างพยายามจะระงับอารมณ์ขณะที่ยัยจิลลาพูดต่อ “เดี๋ยวก็โดนหักคะแนนความประพฤติเรื่องทะเลาะวิวาทอีกหรอก”
“แล้วที่ไอ้บ้านั่นทำมันน่าโมโหไหมล่ะ? ถ้าเป็นพวกแกโดนแบบฉันบ้างจะทำยังไงมิทราบ!?” ฉันกระแทกเสียงถาม ยกมือขึ้นลูบผมตัวเองแรงๆ ยังหงุดหงิดไม่หายที่ถูกจาบจ้วงอย่างนั้น อย่าให้เจอหน้าอีกนะ แม่จะเอาหมัดกระแทกปากให้กินข้าวต้มไม่ได้เลยคอยดู!
“อืม... ก็คงยอมแหละ ก็เขาน่ะออกจะหล่อลากขนาดนั้น” น้ำเสียงดัดจริตที่ดังจากปากของยัยจิลลาไม่ได้ช่วยให้ฉันอารมณ์ดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว ไอ้หมอนั่น... ชื่ออะไรฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แล้วหน้าตาดีแค่ไหนอันนั้นฉันก็ยังไม่ทันมีสติได้มอง รู้แค่ว่าหน้าตาไม่เหมือนคนเอเชียสักนิด
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นป่ะ!? ประเด็นคือฉันโดนมันขโมยจูบต่างหากล่ะ! ฮึ่ยยย!!!
“แกจะยอมก็ยอม แต่ฉันไม่ยอม!” ฉันยังยืนยันคำเดิม คนอย่างฉันน่ะมันเป็นประเภทฆ่าได้หยามไม่ได้เสียด้วย รับรองไอ้หมอนั่นจะต้องถูกฉันเอาคืนอย่างสาสมแน่! “เจอหน้าอีกเมื่อไหร่ฉันจะฆ่าไอ้บ้านั่นให้ตายไปเลย!”
“ใจเย็นๆ ก่อนน่ารี” ยัยครองขวัญพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุมเช่นเดิม แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ฉันอารมณ์ดีขึ้นเลยสักนิดเดียว
“ฉันโดดเรียนคาบนี้นะ” ฉันบอกสั้นๆ ในสภาพอารมณ์คุกรุ่นอย่างนี้ ฉันคงเรียนไม่รู้เรื่องแน่ๆ
“อ้าว! เดี๋ยวสิ!” เพื่อนทั้งสองของฉันพร้อมใจกันร้องห้าม แต่ฉันไม่อยู่ฟังเสียงแล้ว รีบกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินออกไปทันที มุ่งหน้าไปยังลานจอดรถที่จอดมอเตอร์ไซค์คู่ใจเอาไว้ คงต้องหากิจกรรมที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยแล้ว
“อ้าวไอ้รี ทำไมมาตอนนี้ได้?” ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้าไปในยิมชกมวยของรุ่นพี่ที่รู้จักกันตั้งแต่ปีหนึ่ง คนนี้ชื่อพี่ภูผา เป็นประธานชมรมมวยไทยที่ฉันเป็นสมาชิก ตอนนี้พี่เขาจบแล้วและออกมาทำกิจการยิมชกมวยซึ่งก็ดูจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในเวลาที่เทรนด์การออกกำลังกายกำลังมาแรงอย่างนี้
“เซ็งๆ อะเฮีย เลยโดดเรียน” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงเนือยๆ เฮียภูผาเป็นผู้ชายอีกคนในชีวิตที่ฉันมองในแง่ดี อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้มีท่าทีจะจีบฉันตั้งแต่แรกล่ะมั้ง ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเขาทำตัวเหมือนเป็นพี่ชายคนหนึ่งของฉัน
“ก็ดี จะได้ช่วยเฮียดูแลลูกค้าด้วย” ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมง ทำให้ลูกค้าไม่ค่อยแน่นนัก แต่เทรนเนอร์หลายคนประจำยิมเองก็ยังไม่มาเข้างานเหมือนกัน คือเทรนเนอร์ที่นี่ต่างก็เป็นเพื่อนๆ ไม่ก็รุ่นพี่รุ่นน้องของเฮียภูผาทั้งนั้น เรียกว่ามาช่วยกันทำยิมด้วยใจรักซะมากกว่ามาด้วยเงินทอง
“ได้ๆ รีไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” ฉันบอกสั้นๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องล็อกเกอร์หญิงซึ่งมีห้องน้ำอยู่ภายใน จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูทะมัดทะแมงขึ้นด้วยชุดออกกำลังกายแบบเสื้อกล้ามกับกางเกงออกกำลังกายที่ยาวคลุมเข่า ก่อนรวบผมยาวตัวเองเอาไว้อย่างลวกๆ แล้วจึงเดินออกมา
“จะอยู่นานไหมเนี่ย?” เฮียภูผาถามขณะที่ระดมชกไปที่กระสอบทรายซึ่งแขวนลงมา
“คงไม่อะเฮีย เดี๋ยวบ่ายสามก็ต้องไปแล้ว จะไปทำรายงาน แต่กลางคืนต้องไปเล่นดนตรีต่อ” ฉันตอบพลางยักไหล่ เฮียภูผาเลยหยุดต่อยกระสอบทรายแต่เปลี่ยนมาเป็นโอบมันไว้แทน เห็นดังนั้นฉันจึงรู้ว่าเจตนาเฮียคือต้องการจะจับกระสอบทรายให้ฉันต่อย และฉันก็ไม่รอช้า รีบก้าวเข้าไปยืนประจำที่ด้วยท่ายืนที่มั่นคง และเริ่มออกแรงชกทันที
