1.4 | ชอบจูบแบบนี้หรือเปล่า
และทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นทำให้มาร์คัสจำใจต้องถอนจูบออกอย่างแสนเสียดาย เขานึกอยากเตะก้นคนที่มาขัดจังหวะความสุขของเขาเหลือเกิน และคนที่เดินเข้ามาก็ไม่ใช่ใคร โทนี่ ลูกน้องคนสนิทของเขานั่นเอง
“ผมเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้วครับ นี่เสื้อผ้าสำหรับใส่กลับบ้านของคุณผู้หญิง” โทนี่ยื่นถุงแบรนด์เนมราคาแพงให้มาร์คัสแล้วเดินออกจากห้องเพื่อไปเตรียมรถ แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นกรอบประตูออกไปก็ยังมิวายหันมามองสบตากับเจ้านายอย่างรู้ใจกันดีว่า งานนี้เจ้านายของเขาเจอผู้หญิงที่ถูกใจเข้าอย่างจังแล้ว
มาร์คคัสถลึงตาใส่ลูกน้องแล้วออกปากไล่โดยไม่มีเสียงว่าให้ออกไป
“มาร์คคะ” เอวารินเรียกชื่อชายหนุ่มเสียงหวานทำให้เขาหันกลับมาสนใจเธออีกครั้ง
“ครับ”
“เราเคยจูบกันอย่างนี้มาก่อนหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ จังหวะการหายใจยังคงสั่นสะท้าน
“แล้วคุณชอบหรือเปล่าละ” มาร์คัสเลือกที่จะย้อนถามเพื่อหลีกเลี่ยงการโกหก
“ชอบมากค่ะ” เธอตอบอย่างไม่อาย ก็ในเมื่อเขาบอกว่าเธอเป็นภรรยาของเขา แล้วทำไมเธอจะต้องอายด้วย
“ถ้างั้นผมจะจูบคุณบ่อยๆ ดีมั้ย”
“ดีค่ะ” เอวารินยิ้มสดใส “คุณต้องช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้ฉันด้วยนะคะ ฉันอยากจำให้ได้ว่า นอกจากจูบแล้วเราเคยมีความสุขด้วยกันยังไงอีกบ้าง”
“คุณหมายถึงอะไร” มาร์คัสถามให้แน่ใจเพราะไม่อยากตีความไปเองว่าเธอหมายถึงการ ‘ร่วมรัก’
“ของแบบนี้ต้องให้พูดตรงๆ ด้วยเหรอคะ”
“ถ้าคุณไม่พูดตรงๆ ผมจะรู้ได้ยังไง”
หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วออดอ้อนเสียงอ่อนหวาน “ฉันอยากจำให้ได้ว่าตอนที่เรามีอะไรกันมันมีความสุขมากขนาดไหน เพราะแค่จูบกันฉันยังรู้สึกดีมากขนาดนี้ คืนนี้คุณต้องช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้ฉันนะคะ”
“รอให้คุณแข็งแรงกว่านี้ก่อนนะที่รัก” มาร์คัสตอบเลี่ยงเพราะไม่อยากฉวยโอกาสกับคนความจำเสื่อม แค่โกหกว่าเธอเป็นภรรยาของเขาจนเธอกล้าคุยเรื่องบนเตียงอย่างเปิดแบบนี้เขาก็รู้สึกแย่พอแล้ว ขืนให้ฉวยโอกาสร่วมรักกับเธออีก เขาคงหมดความนับถือในตัวเอง แต่ให้ตายเถอะ เธอทั้งน่ารักทั้งขี้อ้อนขนาดนี้แล้วเขาจะทำใจแข็งได้สักกี่วัน
“คุณรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า ผมจะพากลับบ้าน เปลี่ยนเองไหวมั้ย” ชายหนุ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะอ้อนเขาจนใจละลายไปมากกว่านี้
“ไหวค่ะ” หญิงสาวยิ้มน่ารัก “ฉันแค่ความจำเสื่อมนะคะ ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนสักหน่อย คุณต่างหากที่กำลังบาดเจ็บอยู่”
เอวารินใช้ปลายนิ้วจิ้มเบาๆ ตรงหัวไหล่ของมาร์คัสที่มีสายคล้องพยุงแขนอยู่ ทำให้ชายหนุ่มต้องขยับไหล่หนีเล็กน้อย
“เจ็บเหรอคะ”
“นิดหน่อย”
“แล้วนี่คุณไปโดนอะไรมาคะ”
“โดนยิง” เขาตอบหน้านิ่งราวกับเป็นเรื่องปกติ ผิดกับเอวารินที่ตกใจหน้าตาตื่น
“โดนยิง! ใครยิงคุณ ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง พวกมันจะมาทำร้ายคุณอีกหรือเปล่า แล้วนี่แจ้งตำรวจหรือยัง” หญิงสาวถามรัวเป็นชุดด้วยความเป็นห่วงชายหนุ่มผู้ที่เธอเข้าใจว่าเป็นสามี
“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น เรื่องแค่นี้ผมจัดการได้ ผมแค่ประมาทไปหน่อยเท่านั้นเอง แต่ผมจะระวังตัวให้มากขึ้น จะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”
มาร์คัสยอมรับว่าคืนนั้นเขาประมาทเกินไปจริงๆ เพราะหลังจากออกจากสนามบินเขาก็ตรงดิ่งไปยังโรงแรมที่เอวารินเดินแบบอยู่ทันที เขาไม่คิดว่าคนร้ายจะไปดักทำร้ายเธอที่นั่น จึงไม่ได้นำอาวุธติดตัวไปมากนัก นอกจากปืนสั้นที่พกติดตัวเป็นประจำเพียงกระบอกเดียวเท่านั้น
“คุณรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้กลับบ้านกัน ผมไม่ชอบกลิ่นโรงพยาบาล” มาร์คัสบอก
“ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน ฉันชอบกลิ่นนี้มากกว่า” เอวารินยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มมาร์คัสฟอดใหญ่แล้วยิ้มสดใสใส่ดวงตาสีเทาอมฟ้าน่าหลงใหลของเขา “กลิ่นสามีหอมชื่นใจ”
“คุณนี่มันนางมารจอมยั่วชัดๆ” มาร์คัสยิ้มให้กับกิริยาน่ารักของหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งหากมองเผินๆ ก็เหมือนรอยยิ้มทั่วไป แต่ความจริงแล้วมันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความกังวลใจ ว่าถ้าต้องอยู่ร่วมบ้านหรือต้องนอนร่วมเตียงกับสาวสวยเซ็กซี่แถมขี้ยั่วโดยธรรมชาติแบบนี้ เขาจะห้ามใจตัวเองไม่ให้จับเธอทำภรรยาจริงๆ ตั้งแต่คืนแรกได้อย่างไร
เอวารินนั่งคู่กับมาร์คัสอยู่ที่เบาะหลังของรถยนต์หรูสัญชาติยุโรปราคายี่สิบล้านโดยมีโทนี่เป็นคนขับ เมื่อรถแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าตึกใหญ่โทนี่ก็รีบลงไปเปิดประตูรถด้านที่เอวารินนั่งอยู่อย่างรู้งาน แม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่ใช่ภรรยาที่แท้จริงของผู้เป็นนาย แต่ในฐานะลูกน้องคนสนิทที่ทำงานใกล้ชิดกันมาร่วมสิบปี โทนี่กล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่ามาร์คัสตกหลุมรักเอวารินเข้าแล้ว และอีกไม่นานเธอต้องกลายมาเป็นเจ้านายอีกคนของเขาอย่างแน่นอน
“ถึงบ้านแล้ว ลงรถสิ” มาร์คัสบอกเมื่อเห็นเอวารินเอาแต่นั่งมองออกไปนอกกระจกรถด้วยสีหน้างุนงง
“ค่ะๆ ลงแล้วค่ะ” เอวารินก้าวลงจากรถมาก่อนแล้วช่วยประคองมาร์คัสที่เจ็บแขนอยู่ให้ตามลงมา
“นี่บ้านคุณเหรอคะมาร์ค” หญิงสาวกวาดตามองไปรอบ ‘บ้าน’ ที่ความจริงควรจะเรียกว่า ‘คฤหาสน์’ มากกว่า เขาต้องรวยขนาดไหน ถึงมีบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองในย่านธุรกิจแบบนี้ได้ แล้วยังจะรถยุโรปราคาแพงลิบลิ่วนับสิบคันที่จอดเรียงรายอยู่ภายในโรงจอดรถซึ่งอยู่ห่างออกไปนั่นอีก คิดแล้วเอวารินก็อดแปลกใจไม่ได้ ว่าเธอมีสามีเข้าขั้นมหาเศรษฐีอย่างนี้ได้อย่างไร
“เมื่อก่อนเป็นบ้านผมคนเดียว แต่ตอนนี้เป็นบ้านของเรา” เขายิ้มอบอุ่นใส่นัยน์ตาเธอ
“ปกติคุณปากหวานอย่างนี้หรือเปล่าคะ” แววตาหวานฉ่ำช้อนขึ้นมองคนตัวสูงกว่าด้วยความสงสัยจริงๆ เพราะเธอจำอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้สักอย่าง
“ที่โรงพยาบาลคุณก็ได้ชิมแล้วนี่ ยังไม่รู้อีกเหรอ หรือจะลองอีกสักที” ชายหนุ่มก้มลงจุ๊บที่ริมฝีปากของหญิงสาวอย่างรวดเร็วอย่างอดใจไม่ไหวครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ติดว่าโทนี่ยังยืนอยู่ตรงนี้ สาบานได้เลยว่าเขาต้องรั้งเธอเข้ามาจูบให้ดูดดื่มเนิ่นนานยิ่งกว่านี้แน่นอน
“ฉันไม่ได้หมายถึงหวานแบบนี้สักหน่อย” เธอว่ายิ้มๆ
“อ๋อเหรอ? ภาษาไทยผมค่อยไม่แข็งแรง วันหลังคุณก็พูดให้เคลียร์หน่อยก็แล้วกัน” มาร์คัสแกล้งตีหน้ามึนไปอย่างนั้นเอง ความจริงเขาใช้ภาษาไทยคล่องมาก ทั้งฟัง พูด อ่านและเขียนเพราะมารดาชาวไทยผู้ล่วงลับไปเมื่อหลายปีก่อนสอนเขาตั้งแต่เด็ก
ชายหนุ่มเจ้าของบ้านพาเอวารินเข้ามาดูห้องนอนที่เขาเตรียมไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ด้วยอำนาจเงินที่มีอย่างมากมายมหาศาลจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เขาจะเนรมิตห้องนอนแสนสวยให้เธอได้เพียงชั่วข้ามคืน
