บท
ตั้งค่า

1.3 | จูบคลายร้อน

มาร์คัสมาขอให้หมอตรวจอาการของเอวารินอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะสมองและระบบประสาท หมอสรุปผลการตรวจให้ฟังในเช้าวันต่อมาว่าเธอมีอาการความจำเสื่อมชั่วคราวเนื่องจากมีภาวะช็อกอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ถูกไล่ล่าเอาชีวิต

“ความทรงจำของเธอจะกลับมาเมื่อไหร่” นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งถามอย่างเป็นกังวลเพราะมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องความลับการตายของเจสัน

“หมอยังตอบอะไรตอนนี้ไม่ได้ อาจจะหนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือนหรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละราย”

“แล้วมีทางรักษาให้หายมั้ยครับ”

“ถ้าจำเป็น จะลองรักษาด้วยวิธีช็อตไฟฟ้าก็ได้ แต่หมออยากให้คุณลองสังเกตอาการของคนไข้ไปก่อน ถ้าสักสองเดือนแล้วคนไข้ยังไม่มีวี่แววว่าจะจำอะไรได้ เราค่อยมาปรึกษากันอีกทีว่าจะรักษายังไงต่อ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ” มาร์คัสตอบรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะนอกจากจะห่วงเรื่องความลับการตายของน้องชายแล้ว เขายังเป็นห่วงเอวารินด้วยว่าเธอจะใช้ชีวิตคนเดียวอย่างไรในช่วงที่ความจำเสื่อม อีกทั้งยังมีพวกคนร้ายที่คอยตามล่าตัวเธออยู่อีก

หลังจากคุยกับหมอเสร็จ มาร์คัสก็กลับมาหาเอวารินที่ห้องพักและเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง หญิงสาวรับฟังคำวินิจฉัยของหมอจากปากของชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างสงบนิ่งเพราะพอจะรู้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ฟื้นขึ้นมาแล้วจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย แต่ที่เธอไม่รู้ก็คือ เธอจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหน

“ฉันจะกลับมาจำอะไรได้อีกเมื่อไหร่” เอวารินถามอย่างเลื่อนลอย ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มที่ล้อมไว้ด้วยแพขนตางอนยาวมีน้ำตาเอ่อคลอเต็มเบ้าด้วยความหวาดกลัวและรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้

“ไม่มีใครรู้ แม้แต่หมอก็ยังตอบไม่ได้”

เอวารินฟังคำตอบจากมาร์คัสแล้วยิ่งเศร้า

“คุณไม่ต้องกลัว ผมสัญญาว่าจะทำทุกวิถีทางทางให้ความทรงจำของคุณกลับมาให้เร็วที่สุด”

“ฉันจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ตัวฉันเองเป็นใครฉันยังจำไม่ได้เลย” หญิงสาวบีบมือตัวเองแน่น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล

“คุณก็อยู่กับผมไง ผมจะดูแลคุณเอง” มาร์คัสกุมมือเล็กทั้งสองข้างของเอวารินไว้ด้วยมือใหญ่เพียงข้างเดียวของเขา ที่เธอต้องเดือดร้อนและถูกตามล่าจนต้องความจำเสื่อมแบบนี้ก็เพราะช่วยเหลือน้องชายของเขา ดังนั้นเขาต้องรับผิดชอบชีวิตเธอ

“เราเป็นอะไรกัน ทำไมคุณจะต้องมาดูแลฉันด้วย”

“ผมเป็น...” หนุ่มลูกครึ่งชะงักคิดนิดหนึ่งแล้วพูดโพล่งออกไป “...ผมเป็นสามีของคุณ”

“สามี!?” เอวารินขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ ไม่รู้สึกคุ้นเลยสักนิดว่าตัวเองเคยมีสามีมาก่อน

“ใช่ ผมเป็นสามีของคุณ” มาร์คัสโกหกเพื่อความปลอดภัยของเธอและเพื่อที่จะได้พาเธอไปอยู่ใกล้ตัวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงได้โดยที่เธอไม่ตะขิดตะขวงใจด้วย

“ถ้างั้นคุณก็ต้องรู้สิว่าฉันเป็นใคร” แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังราวกับเห็นเส้นแสงริบหรี่ที่ลอดเข้ามาตามรอยแตกร้าวของกำแพงหนาทึบที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน “ฉันชื่ออะไรคะ?”

“คุณชื่อเอวาริน”

“ฉันเชื่อคุณได้จริงๆ ใช่มั้ย คุณไม่ได้โกหกฉันแน่นะ”

“ผมไม่ได้โกหกคุณ คุณชื่อเอวารินจริงๆ” มาร์คัสดึงมือข้างหนึ่งของเธอมาจูบหนักแน่นที่หลังมือ “เชื่อใจผมนะ ผมคือคนที่จะปกป้องคุณด้วยชีวิต ผมไม่มีวันทำร้ายคุณ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ”

เอวารินมองมือตัวเองที่ถูกเขาจับอยู่ด้วยความรู้สึกสับสน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน อยู่ๆ เธอก็ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองความจำเสื่อม แล้วยังมีผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาบอกว่าเป็นสามีของเธออีก สมองของหญิงสาวสั่งว่าไม่ควรเชื่อคำพูดของเขาง่ายๆ ทว่าสัมผัสอบอุ่นจากมือที่จับประสานกันอยู่นั้นกลับทำให้หัวใจของเธอทำงานสวนทางกับสมองอย่างสิ้นเชิง

“ฉันเชื่อคุณค่ะ”

“ขอบคุณที่เชื่อใจผม” หนุ่มลูกครึ่งยิ้มอย่างโล่งอกแล้วดึงตัวเธอเข้าไปกอดแทนคำสัญญาว่าต่อไปนี้เขาจะดูแลเธอให้ดีที่สุด

เอวารินที่แนบแก้มอยู่กับอกของมาร์คัสทำจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยลอยมากระทบปลายจมูก

“กลิ่นนี้...คุ้นๆ”

หญิงสาวกดปลายจมูกลงบนสาบเสื้อเชิ้ตสีขาวบริเวณกลางอกของชายหนุ่มซึ่งถูกสวมทับด้วยเสื้อสูทสีดำแล้วสูดดมเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่ากลิ่นนั้นมาจากตัวเขา ปลายจมูกเล็กของเธอไต่ขึ้นไปตามลำคอของเขา ปัดผ่านลูกกระเดือกไปถึงใต้คาง แล้วไล้เรื่อยผ่านความสากของไรเคราไปตามแนวสันกราม เรื่อยไปจนถึงซอกคอหลังใบหู ทุกสัมผัสที่ปลายจมูกเนียนนุ่มลากผ่าน สร้างความซ่านสยิวให้แก่มาร์คัสอย่างมหาศาลโดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัว

“คุณจะทำอะไร?” นักธุรกิจหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะนั่งตัวแข็งทื่อทว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนกลับตื่นเพริดและความเป็นชายของเขาก็ทำท่าจะตื่นขึ้นมาด้วย

“ฉันคุ้นกลิ่นน้ำหอมของคุณมากเลย” เอวารินกดปลายจมูกลงบนซอกคอของชายหนุ่มแล้วสูดกลิ่นน้ำหอมจากตัวเขาเข้าเต็มปอด

มาร์คัสเดาว่าเธอน่าจะคุ้นกลิ่นน้ำหอมของเขาจากตอนที่เบียดตัวหลบกระสุนคนร้ายอยู่หลังเสาในลานจอดรถที่โรงแรมด้วยกัน

“ฉันชอบกลิ่นคุณมากเลย ยิ่งคุณกอดฉันแบบนี้ ฉันยิ่งรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมาก” เอวารินเบียดตัวเข้าหาอกกว้างของมาร์คัสพร้อมกับเลื่อนมือไปกอดรอบเอวเขาไว้ ในขณะที่จมูกยังซุกไซร้สูดดมกลิ่นน้ำหอมอยู่ที่ซอกคอของเขาราวกับลูกแมวน้อยขี้อ้อน

“คุณทำให้ผมร้อนไปหมดทั้งตัวแล้วนะ” ชายหนุ่มกัดกรามแน่นเพื่อข่มความรู้สึกที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างง่ายดายแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน

“ร้อนเหรอคะ เดี๋ยวฉันปรับแอร์ให้นะคะ” หญิงสาวกวาดตามองหารีโมทเครื่องปรับอากาศไปรอบตัว

“ไม่ต้อง...ผมมีวิธีคลายร้อนในแบบของผม”

พูดจบ เขาก็สอดมือเข้าไปที่หลังท้ายทอยของคนความจำเสื่อมแล้วดึงตัวเธอเข้ามาประกบริมฝีปากจูบ เธอเบิกตากว้างตกใจในวินาทีแรก หากแต่สัมผัสแผ่วพลิ้วแสนอ่อนหวานจากริมฝีปากอบอุ่นของเขาก็ทำให้เธอสงบนิ่งและยอมให้เขาดูดดึงและขบเม้มตามใจปรารถนา

เอวารินจำไม่ได้ว่าเคยถูกจูบแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า รู้แต่ว่าชอบความรู้สึกนี้มากและเมื่อถูกปลายลิ้นใหญ่ดุนดันเพื่อจะรุกล้ำเข้ามา เธอก็เผยอริมฝีปากเปิดทางให้เขาเข้ามาอย่างเต็มใจแล้วหลับตาพริ้มเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสวาบหวามจากเขา ฝ่ามือเรียวเล็กเลื่อนขึ้นไปลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาตามแนวสันกรามแล้วจูบตอบอย่างดูดดื่ม ปลายลิ้นของทั้งคู่พลิกพลิ้วพัวพันราวกับจะกลืนกินกันและกัน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel