1.2 | จำผมได้มั้ย
มาร์คัสพาเอวารินวิ่งหนีมาถึงกลางสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งคู่หยุดยืนพิงราวสะพานหายใจเหนื่อยหอบ
“คุณเป็นใคร แล้วมาช่วยฉันทำไม”
มาร์คัสยังไม่ทันได้ตอบอะไรก็ถูกกระสุนของคนร้ายที่วิ่งตามมาเจาะเข้าที่ไหล่ขวาจนเลือดไหลอาบ
“คุณถูกยิง!” หญิงสาวตกใจหน้าซีดเผือด
“ผมไม่เป็นไร” มาร์คัสใช้มือข้างซ้ายกดไหล่ห้ามเลือดเอาไว้แล้วจะพาเอวารินวิ่งหนีไปอีกทาง แต่พอหันไปก็เห็นว่าคนร้ายอีกคนถือปืนเล็งอยู่พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เท่ากับตอนนี้ทั้งคู่โดนดักไว้ทั้งสองด้านของสะพาน ทางเดียวที่จะหนีรอดไปได้ก็คือต้องกระโดดสะพาน
“คุณว่ายน้ำเป็นใช่มั้ย” มาร์คัสถาม
“เป็นค่ะ”
“งั้นโดด!”
“นี่มันแม่น้ำเจ้าพระยานะคุณ กระโดดลงไปก็มีแต่ตายกับตาย” เอวารินมองลงไปยังผืนน้ำเบื้องล่างแล้วนึกกลัว
“คุณจะยอมให้พวกมันยิงตายอยู่ตรงนี้หรือไง”
เอวารินมองคนร้ายทั้งสองคนสลับกับมองลงไปยังผืนน้ำกว้างใหญ่ที่ดำมืดด้วยท่าทางครุ่นคิดลังเลใจ ในขณะเดียวกันคนร้ายก็กำลังสืบเท้าก้าวเข้ามาใกล้อย่างเยือกเย็นคล้ายความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกวินาที
“ถ้าไม่ยอมบอกว่าของที่ไอ้เจสันมันให้เธออยู่ที่ไหน ก็ตายอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” คนร้ายคนหนึ่งเล็งปืนมาที่กลางหน้าผากของเอวารินและกำลังจะเหนี่ยวไก
“ไม่มีเวลาคิดแล้ว โดด!”
มาร์คัสอุ้มเอวารินขึ้นไปยืนบนราวสะพานแล้วพาเธอกระโดดหนีลงน้ำ พร้อมกับกระสุนที่เฉี่ยวขมับของหญิงสาวไปเพียงแค่เสี้ยวมิลลิเมตร เรียกว่ารอดตายอย่างหวุดหวิด
“กรี๊ด!” เอวารินหลับตาปี๋ กรีดร้องสุดเสียง ในใจคิดว่าต่อให้ไม่โดนยิงตายก็ต้องจมน้ำตายแน่ๆ
ร่างของทั้งคู่กระทบผิวน้ำเสียงดังตูมจนเกิดระรอกคลื่นเป็นวงกว้าง ทั้งคู่จมดิ่งลงไปในความมืดมิดและเยียบเย็นของสายน้ำ ยิ่งดิ่งลึกไปมากเท่าไร หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกว่ามือของมาร์คัสที่จับมือเธอไว้แน่นตั้งแต่ตอนที่กระโดดลงมาจากสะพานค่อยๆ คลายออกอย่างช้าๆ จนกระทั่งสัมผัสของเขาหายไปจากการรับรู้
เอวารินพยายามถีบตัวขึ้นเหนือน้ำ แต่ยากเย็นเหลือเกิน แม้ใจจะสู้แต่ร่างกายที่บอบบางก็ไม่มีกำลังพอที่จะต้านทานกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ร่างที่กำลังจะขาดอากาศหายใจถูกดึงให้จมดิ่งลงไปในความมืดมิดและเหน็บหนาว
ลึกลง...ลึกลง...จนในที่สุดทุกอย่างก็หยุดนิ่งและดำมืด
มาร์คัสนั่งเฝ้าเอวารินที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดและแพงที่สุดอย่างใกล้ชิด เมื่อคืนนี้กว่าที่เขาจะช่วยเอวารินขึ้นมาจากน้ำได้เธอก็หยุดหายใจไปแล้วชั่วขณะ เขาต้องทำ CPR อยู่เกือบนาทีกว่าเธอจะกลับมาหายใจอีกครั้ง และหลังจากลืมตาขึ้นมามองหน้าเขาแวบหนึ่ง เธอก็หมดสติไปอีก จนกระทั่งบ่ายแก่ของวันนี้ก็ยังไม่ฟื้น แต่นายแพทย์ที่เข้ามาตรวจอาการเป็นระยะก็บอกว่าอาการของเธอไม่น่าเป็นห่วง ไม่มีบาดแผลทางร่างกาย แต่ที่ยังไม่ฟื้นอาจเป็นเพราะอ่อนเพลียหรือไม่ก็ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากเท่านั้น
ชายหนุ่มนั่งมองใบหน้าสวยเก๋ของคนที่ยังนอนไม่ได้สติอย่างหลงใหล ตอนที่เห็นรูปถ่ายเธอครั้งแรกว่าสวยมากแล้ว แต่ตัวจริงสวยกว่าในรูปล้านเท่า
ใบหน้าของเธอเรียวได้รูปสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ หน้าผากที่รอดพ้นจากลูกตะกั่วมาได้แบบเฉียดฉิวโหนกนูนเกลี้ยงเกลารับกับจมูกที่โด่งเป็นสัน มองแล้วน่ามันเขี้ยวจนเขานึกอยากจะลองกัดเล่นดูสักครั้ง อีกทั้งริมฝีปากเต็มอิ่มสีชมพูระเรื่อแม้ไม่ได้ทาลิปสติกก็น่าลิ้มลองเหลือเกินว่าจะมีรสชาติหวานล้ำเพียงใด
และทันใดนั้น มาร์คัสก็ลุกจากเก้าอี้แล้วโน้มตัวแนบริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มสีหวานอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้บ้าและไม่ใช่พวกโรคจิตที่มีรสนิยมชอบลักหลับ แต่ผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์เย้ายวนจนยากจะห้ามใจ
เซ็กซ์แอบเพียลของเธอมีพลังทำลายล้างสูงมาก!
เอวารินขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ เมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งที่อ่อนนุ่มทว่าร้อนผ่าวเคลื่อนไหวอยู่บนริมฝีปาก และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งแนบชิดอยู่กับใบหน้าของเธอ หญิงสาวเห็นหน้าเขาไม่ชัดเพราะอยู่ในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะเห็นใบหน้าทั้งหมดของเขา เธอเห็นเพียงเปลือกตาที่ปิดสนิทด้วยความเคลิบเคลิ้มกับรับรู้ได้ถึงสัมผัสจากปลายจมูกโด่งเป็นสันที่ปัดอยู่ข้างแก้มเท่านั้น
เธอควรจะตกใจกลัวและกรีดร้องให้คนช่วย ทว่ากลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขาที่ลอยมากระทบปลายจมูกนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
“ฉันกำลังฝันว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงนิทราที่ถูกเจ้าชายปลุกด้วยจูบอยู่ใช่มั้ย” เธอขยับปากพึมพำแนบชิดกับริมฝีปากของผู้รุกรานจนเขาตกใจรีบผละออกแล้วปั้นหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่เอวารินก็ยกมือแตะริมฝีปากของตัวเองอย่างไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่นี้เธอถูกเขาจูบจริงหรือแค่ฝันไปกันแน่
“เป็นยังไงบ้าง คุณหมดสติไปนานมากจนผมใจคอไม่ดี” เขาถามด้วยความเป็นห่วงแล้วช่วยประคองเธอให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแต่ทำได้ไม่ถนัดนักเพราะไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงอีกทั้งยังมีสายพยุงแขนคล้องคออยู่ด้วย
เอวารินจ้องหน้าเขานิ่งนาน พยายามนึกว่าเขาเป็นใคร ทำไมถึงมานั่งเฝ้าเธออยู่ข้างเตียง แล้วยังถามไถ่ราวกับรู้จักกันเป็นอย่างดีอีก แต่ก็นึกไม่ออกจึงถามเขาไปตามตรง “คุณเป็นใคร”
“ผมชื่อมาร์คัส นีโอเนลสัน คุณจะเรียกผมว่ามาร์คก็ได้”
หญิงสาวพยักหน้ารับแบบไม่ใส่ใจนักแล้วกวาดตามองไปรอบห้องจากนั้นก้มลงมองชุดคนไข้ที่ตนสวมอยู่ “ทำไมฉันถึงมาอยู่โรงพยาบาล ฉันไม่ได้ป่วยเป็นอะไรสักหน่อย”
“เมื่อคืนมีเรื่องนิดหน่อย แล้วคุณก็สลบไปไง”
“มีเรื่องอะไรเหรอคะ” เธอถามงงๆ
“คุณจำไม่ได้เหรอ”
เอวารินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “จำไม่ได้ค่ะ”
“แล้วคุณจำผมได้มั้ย”
เอวารินมองหน้าคนถามพลางนิ่วหน้าคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ก่อนตอบ “ฉันจำได้ว่าเราไม่เคยรู้จักกัน แล้วฉันก็แน่ใจว่าไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อนด้วย”
“คุณจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ไม่ได้เลย เหรอ” มาร์คัสแปลกใจ เธอไม่น่าที่จะความจำสั้นถึงขนาดจำไม่ได้ว่าเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
“ฉันจำคุณไม่ได้จริงๆ ค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าจนเส้นผมที่ยาวถึงกลางหลังซึ่งย้อมไว้ด้วยสีมะฮอกกานีปลิวไสว “เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลย”
มาร์คัสเริ่มเอะใจอะไรบางอย่างจึงลองถามคำถามเพื่อพิสูจน์สิ่งที่กำลังสงสัย “คุณชื่ออะไร จำตัวเองได้หรือเปล่า?”
“ฉันชื่อ...” เอวารินนิ่งคิดอยู่นานมากแต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ยิ่งพยายามคิดมากเท่าไหร่หัวคิ้วเรียวสวยก็ยิ่งขมวดมุ่นอย่างตึงเครียดมากขึ้นเท่านั้น “ฉันชื่ออะไร ฉันเป็นใคร ทำไมฉันจำตัวเองไม่ได้”
มาร์คัสทำหน้าเครียด
เวรละ...หรือว่าเธอจะความจำเสื่อม!
