บท
ตั้งค่า

1.1 | หนีตาย

ทันทีที่เอวาริน นางแบบสาวสวยที่มาแรงที่สุดในขณะนี้เดินโชว์ในชุดบิกินีปิดท้ายการแสดงเสร็จแล้วกลับเข้ามาในห้องแต่งตัวหลังเวที ซินดี้ สาวมั่นวัยยี่สิบเจ็ดปี ดีไซน์เนอร์เจ้าของงานก็รีบวิ่งเข้ามาบอกด้วยสีหน้าลำบากใจ

“ท่านกำธรอยากคุยกับริน ออกไปพบท่านหน่อยนะ”

“ไม่ค่ะ” นางแบบสาวตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวแล้วหันไปหยิบเสื้อยืดกับกางเกงยีนสีซีดมาสวมทับชุดว่ายน้ำที่ซินดี้ออกปากว่ายกให้เธอตั้งแต่ก่อนขึ้นเดินโชว์บนเวที

“ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าทำให้ท่านโกรธ ไม่งั้นรินจะเดือดร้อนรู้มั้ย ซินดี้เตือนด้วยความหวังดีในฐานะที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและผู้ชักนำเอวารินเข้าสู่วงการนางแบบ อีกทั้งกำลังพยายามผลักดันเธอให้ก้าวไปสู่การเป็นนางแบบระดับอินเตอร์ฯ อย่างที่เธอใฝ่ฝันอีกด้วย

“แค่ทุกวันนี้ที่ ‘ท่าน’ ของพี่ซินดี้คอยตามรังควานรินให้ไปเป็นนางบำเรอ รินก็เดือดร้อนจะแย่อยู่แล้ว ถ้าจะเดือดร้อนเพิ่มอีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ” นางแบบสาวเดินไปนั่งบนเก้าอี้มุมห้องแล้วถอดรองเท้าส้นสูงที่ใช้สำหรับเดินแบบออกก่อนจะหยิบรองเท้าผ้าใบคู่โปรดที่มีสภาพมอซอออกมาสวม

“ยอมท่านเอง ดีกว่าถูกบังคับนะริน รินก็รู้ว่าคนอย่างท่านอยู่เหนือกฎหมาย ท่านจะทำอะไรกับรินก็ได้ ที่พี่พูดเพราะพี่เป็นห่วงความปลอดภัยของรินนะ” ซินดี้เดินตามไปเกลี้ยกล่อมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะกลัวเอวารินจะถูกคุกคามและถูก ‘อุ้ม’ หายไปเหมือนดาราและนางแบบหลายคนที่เคยโดนกันมาแล้ว

“ท่านจะไม่มีวันได้ตัวริน!” เอวารินประกาศกร้าวอย่างคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตน “รินจะยอมมีอะไรกับคนที่รินรักและเค้าก็รักรินเท่านั้น รินถนอมรักษาความเวอร์จิ้นของตัวเองมาได้ตั้งยี่สิบกว่าปี รินจะไม่ยอมเสียมันให้กับผู้ชายที่รินไม่ได้รักเด็ดขาด”

“เฮ้อ...” ซินดี้ถอนหายใจอย่างหนักอกหนักใจ “แล้วพี่จะออกไปบอกท่านว่ายังไง”

“พี่ซินดี้ก็บอกไปว่ารินเป็นนางแบบไม่ใช่อีตัว คนอย่างรินไม่มีวันยอมขายตัวให้ไอ้แก่ตัณหากลับอย่างมันเด็ดขาด”

“ริน! ทำไมพูดอย่างนั้น เดี๋ยวใครได้ยินเข้าแล้วเอาไปฟ้องท่านก็ได้เดือดร้อนกันหมดหรอก”

“รินพูดความจริง รินไม่กลัว” เอวารินคว้ากระเป๋าเป้มาสะพายขึ้นไหล่อย่างทะมัดทะแมง ผิดกับลุกส์สาวเซ็กซี่ที่เดินแบบในชุดว่ายน้ำบนเวทีเมื่อสักครู่นี้อย่างสิ้นเชิง “เที่ยงคืนกว่าแล้ว รินกลับก่อนนะพี่ซินดี้ ไม่อยากกลับดึกมาก ช่วงนี้ยิ่งรู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตามอยู่ด้วย”

“คนของท่านหรือเปล่า” ซินดี้เครียด

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ว่าพวกมันจะเป็นใคร รินก็ไม่กลัว รินไปแล้วนะพี่ซินดี้” นางแบบสาวยกมือไหว้ลาซินดี้แล้วรีบเดินออกไปทางประตูหลัง

เอวารินลงลิฟต์จากชั้น 25 ของโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นสถานที่จัดงานเดินแบบลงมายังชั้นจอดรถ ซึ่งขณะนี้เงียบสงัดจนน่ากลัว หญิงสาวรีบก้าวยาวๆ ไปที่รถของตัวเองอย่างระวังตัว แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินตามหลังมาจึงหันกลับไปดูแต่ไม่เห็นใคร

“คะ...คน...หรือ...ผี?” เอวารินเริ่มหน้าซีดด้วยความกลัว และเมื่อหันหน้ากลับไปอีกทีก็ต้องช็อกสุดขีด เพราะมีชายชาวต่างชาติรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาถมึงทึงถือปืนเล็งมาที่เธอ ตอนแรกเธอคิดว่าพวกมันเป็นคนของท่านกำธร แต่คิดอีกทีไม่น่าใช่ เพราะลูกน้องของไอ้แก่ตัณหากลับนั่นเธอจำหน้าได้ดีทุกคน

“อย่าทำอะไรฉันนะ ถ้าอยากได้เงินก็เอาไปเลย ฉันให้ทั้งกระเป๋าเลย เอาไป!” หญิงสาวตั้งใจโยนกระเป๋าเป้ใส่หน้าคนร้าย แล้วจะวิ่งหนี แต่คนร้ายที่ตัวใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นกลับไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย แถมยังตะคอกกลับด้วยน้ำเสียงดุดันน่ากลัวอีกต่างหาก

“ของที่ไอ้เจสันให้เธอไว้ก่อนตายอยู่ที่ไหน!”

“เจสัน? ใคร?” เอวารินทำหน้างง

“คนที่เธอพยายามจะช่วยชีวิตมันคืนนั้นไง”

เอวารินคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ ‘คืนนั้น’ ก็จำได้ว่า วันนั้นเธอไปปาร์ตี้วันเกิดของซินดี้ร่วมกับเพื่อนนางแบบกลุ่มใหญ่ที่ผับหรูแห่งหนึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นหลายนัด ทำให้นักร้องและนักดนตรีที่กำลังทำการแสดงอยู่บนเวทีหยุดชะงักทั้งวง ลูกค้าในร้านต่างพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง แล้วชายชาวต่างชาติคนหนึ่งที่ถูกยิงจนเลือดท่วมตัวก็กระเสือกกะสนหนีตายมาล้มลงตรงหน้าเธอแล้วขอร้องให้ช่วย

เอวารินพาเขาหนีมาที่รถ ชายคนนั้นพูดอะไรบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่ามันสำคัญอย่างไรว่า ‘มาร์คัส พี่ชายผม มีคนจะฆ่าเขา’ เขาฝืนพูดกระท่อนกระแท่นเสียงเบาจนฟังแทบไม่ได้ยิน จากนั้นก็หยิบพวงกุญแจรูปตุ๊กตาหมีที่ทำด้วยโลหะรมควันดำอันเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วจับยัดใส่มือเธอ “ฝากให้พี่ชายผมด้วย” เขาจับมือเธอให้กำพวงกุญแจไว้แน่น วิงวอนเธอด้วยสายตาแล้วสิ้นใจในวินาทีต่อมา

เมื่อคิดได้ดังนั้น เอวารินก็เหลือบตามองกระเป๋าเป้ที่ตกอยู่ที่พื้นข้างเท้าของคนร้าย ที่กระเป๋ามีพวงกุญแจรูปตุ๊กตาหมีที่เจสันให้เธอไว้ก่อนเสียชีวิตห้อยอยู่ หญิงสาวรีบเบนสายตาออกจากกระเป๋าเพื่อไม่ให้มีพิรุธทันที

“ของที่ไอ้เจสันให้เธออยู่ไหน!” คนร้ายเค้นเสียงถามอย่างน่ากลัว

“ฉันไม่รู้ อย่ามายุ่งกับฉัน” เธอปฏิเสธเสียงสั่น

“ถ้าไม่อยากตายก็บอกมา” คนร้ายกระชับปืนในมือแน่นเตรียมเหนี่ยวไกยิง

“กรี๊ด!!! อย่ายิงฉันนะ” หญิงสาวหลับตาปี๋ด้วยความกลัวจับขั้วหัวใจ เธอได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด นาทีนั้นคิดว่าคงไม่รอดแน่ แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามีชายชาวต่างชาติคนหนึ่งมาช่วยเธอเอาไว้ และเสียงปืนที่เธอได้ยินก็คือเสียงยิงต่อสู้กันของทั้งสองฝ่าย

ผู้ชายคนนั้นคือมาร์คัสนั่นเอง!

คนร้ายคนหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาหาเอวาริน มาร์คัสกระโดดเข้ามาถีบคนร้ายกระเด็นไปแล้วดึงตัวหญิงสาวเข้ามาหลบที่หลังเสา เขากอดเธอไว้แนบอกแล้วยื่นหน้าออกไปยิงต่อสู้กับคนร้ายพร้อมกับถามเธอด้วยความห่วงใยไปด้วย

“คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ” เอวารินเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อจัดของชายหนุ่มชาวต่างชาติในชุดสูทสีดำที่กำลังปกป้องเธออยู่อย่างพิจารณาราวกับจะจดจำใบหน้าของผู้มีพระคุณเอาไว้ให้ขึ้นใจ อกกว้างของเขาอบอุ่น วงแขนที่กอดกระชับเธอไว้ให้ความรู้สึกปลอดภัย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ลอยมาจากร่างกายกำยำนั้นหอมละมุน ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายแม้อยู่ท่ามกลางดงกระสุนที่เสียงดังจนแก้วหูแทบแตก

มาร์คัสยิงต่อสู้กับคนร้ายจนกระสุนหมดแม็กซ์ เอวารินได้ยินเขาสบถอย่างหัวเสียก่อนจะรวบตัวเธอไปหลบอีกด้านของเสาสี่เหลี่ยมที่มีหน้ากว้างมากพอจะกำบังร่างของทั้งคู่จากกระสุนปืนของคนร้ายที่ยิงเข้าใส่รัวๆ แบบไม่ยั้ง

“ทำไงดี ฉันยังไม่อยากตาย” หญิงสาวกดร่างสั่นเทาของตัวเองแนบกับแผงอกแกร่งของเขาอย่างหวาดกลัว

“วิ่ง!” มาร์คัสโอบไหล่เอาตัวบังกระสุนให้เอวารินแล้วพาเธอวิ่งหนีคนร้ายออกไปทางด้านหลังของโรงแรม คนร้ายสองคนวิ่งตามทั้งคู่ไป ส่วนอีกคนวิ่งตามโทนี่ที่ฉีกตัวล่อพวกมันออกไปอีกทาง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel