9
มธุรดาเดินลงไปจัดการโอนเงินให้คนรักที่ตู้กดเงินอัตโนมัติซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่างของตึกที่ตั้งบริษัท ก่อนกับขึ้นมายังแผนกของตนซึ่งตั้งอยู่ชั้นห้าของตึก และลงมือทำงานที่ค้างเอาไว้ต่อ
“ยังไม่กลับอีกเหรออ้อย?” วิมลรัตน์ซึ่งนั่งถัดออกไปสามสี่โต๊ะเดินมาถาม ขณะที่กำลังจะก้าวผ่านโต๊ะทำงานของมธุรดาซึ่งตั้งอยู่แถวหน้าสุด
“เรากะว่าจะทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จก่อนน่ะ มลจะกลับแล้วเหรอ?”
“อื้อ!” วิมลรัตน์ตอบคำถาม ก่อนที่จะอธิบายเพิ่มเติม “พอดีวันนี้มีนัดน่ะ”
“ฮันแน่ะ! นัดกับผู้ชายคนนั้นเหรอจ๊ะ?” มธุรดาหยอกเย้าเพื่อนร่วมงานอย่างเป็นกันเอง พอเห็นท่าทีม้วนต้วนของอีกฝ่ายก็พอรู้ว่าสิ่งที่เธอคาดเดาคงเป็นเรื่องจริง
“เกลียดคนรู้ทัน” สาวหมวยหน้าตาน่ารักย่นจมูกใส่เพื่อน ทำเอาสาวหน้าคมอดอมยิ้มไม่ได้ วิมลรัตน์น่ารักขนาดนี้ คนรักของเธอคงทั้งรักทั้งหลงแน่ ๆ เลย มธุรดาแอบคิดในใจ
“ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวผู้ชายจะรอนานนะ” สาวลูกผสมระหว่างอีสานกับใต้บอกด้วยรอยยิ้มและประกายตาล้อเลียน ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเขินอายกันไปใหญ่
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” วิมลรัตน์บอกด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ทั้งออฟฟิศของแผนกจัดซื้อจึงเหลือมธุรดาทำงานอยู่แค่คนเดียว โดยมีไฟเปิดเอาไว้แค่ดวงที่อยู่เหนือโต๊ะทำงานของเธอสองสามดวงเท่านั้น หญิงสาวไม่กลัวสักเท่าไหร่ เพราะนั่งทำงานดึกอย่างนี้อยู่บ่อยครั้ง และอีกอย่างก็มียามคอยเดินตรวจตราอยู่ทุก ๆ ชั่วโมงด้วย
นอกจากการอ่านหนังสือแล้ว ก็เห็นจะเป็นงานนี่แหละที่สามารถทำให้หญิงสาวทุ่มเทสมาธิทั้งหมดกับมันโดยไม่วอกแวกหรือคิดฟุ้งซ่านอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้เธอเลิกนึกถึงคชาภัสร์ไปได้ชั่วขณะอีกด้วย มธุรดาเงยหน้ามองนาฬิกาอีกครั้งเมื่องานเอกสารที่ทำค้างเอาไว้เสร็จสิ้น พบว่ามันเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว และนั่นทำให้เธอรับรู้ถึงการประท้วงของกระเพาะที่เริ่มจะหิวขึ้นมาหน่อย ๆ มือเรียวจัดการเก็บแฟ้มงานเข้าที่ ก่อนเก็บสิ่งของลงกระเป๋าสะพาย หยุดบิดตัวอย่างเมื่อยขบแล้วจึงก้าวเดินออกไปจากออฟฟิศโดยไม่ลืมที่จะปิดไฟทุกดวงให้เรียบร้อย ร่างระหงในชุดเสื้อเชิ้ตทำงานสีขาวดีไซน์เรียบ ๆ กับกระโปรงทรงดินสอสีดำเดินลิ่วเข้าไปในลิฟต์ กดเรียกให้ลงไปยังชั้นล่างเพื่อจะกลับบ้านโดยรถยนต์คันเก่งที่เก็บออมซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรง
ทว่า... ในขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดนั้นอยู่ ๆ ก็มีมือของใครบางคนจับมันเอาไว้ และเพราะมีสิ่งขัดขวาง ประตูลิฟต์โดยสารจึงเปิดออกอีกครั้ง ขณะที่คนในลิฟต์สะดุ้งอย่างตกใจ แล้วถอยกรูจนแผ่นหลังชิดผนังลิฟต์ มือบางกอดกระเป๋าสะพายไว้ชิดหน้าอกอย่างระแวดระวังภัย นึกถึงที่ช็อตไฟฟ้าที่มารุตผู้เป็นพี่ชายให้ไว้และกำชับให้พกติดตัวตลอดเวลา แต่เธอยังไม่เคยใช้ สงสัยวันนี้คงต้องได้ใช้งานเจ้าสิ่งนั้นเป็นครั้งแรกล่ะมั้ง
หญิงสาวจับจ้องมือประตูลิฟต์อย่างลุ้นระทึก เฝ้ารอให้เจ้าของมือโผล่หน้าเข้ามาในลิฟต์ เธอจะได้ใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจัดการเสียให้เข็ด ลมหายใจของเธอกระชั้นอย่างตื่นตระหนก มือบางล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือแล้วกำอุปกรณ์ป้องกันตัวชิ้นเล็กเอาไว้แน่น ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น มันเป็นเวลาเพียงแค่ชั่ววินาทีเท่านั้นที่ผู้บุกรุกค่อย ๆ โผล่หน้าเข้ามาตรงช่องประตูลิฟต์ แต่ในใจของคนที่หวาดกลัวมันเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์เลยทีเดียว
“เฮ้อ! เฮียช้าง!” มธุรดาถอนลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ออกมาเมื่อคนที่โผล่เข้ามาในลิฟต์ไม่ใช่คนร้ายอย่างที่คิด แต่กลับเป็นคชาภัสร์ เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนนะ! ต่อให้เป็นคชาภัสร์เธอก็ไว้ใจไม่ได้นี่นา ก็เขาน่ะน่ากลัวพอ ๆ กับโจรนั่นแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาประกาศกร้าวว่าจะครอบครองเธอให้ได้น่ะ! พอคิดได้ว่าไม่ควรไว้ใจชาหนุ่ม ร่างแบบบางก็ถอยหลังกรูอีกครั้ง พร้อมเอ่ยถามอย่างไม่ไว้วางใจ “เฮียมาทำไม?”
“ก็เห็นหนูอ้อยทำงานดึก เฮียเลยมาอยู่เป็นเพื่อนไงคะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงเหมือนตัวเองเป็นพ่อพระ และนั่นมันทำให้มธุรดาอดย่นจมูกอย่างหมั่นไส้ไม่ได้เลยจริง ๆ
“แล้วเฮียรู้ได้ไงว่าหนูอยู่ทำงานล่วงเวลา?” หญิงสาวขมวดคิ้วถาม เพราะไม่คิดว่ารองประธานบริษัทอย่างเขาจะมีเวลามาสนใจว่าพนักงานเล็ก ๆ อย่างเธอจะทำงานล่วงเวลาหรือไม่
“ในออฟฟิศของทุกแผนกมีกล้องวงจรปิดค่ะ แล้วเฮียก็แค่เปิดภาพจากกล้องดู แค่นี้เฮียก็รู้แล้ว” ท่าทียักไหล่เหมือนคนที่มีอำนาจสูงสุดและสามารถจะทำอะไรก็ได้ยิ่งทำให้คนตัวเล็กกัดปากอย่างหมั่นไส้ ขณะที่ร่างสูงเดินก้าวเข้ามาในลิฟต์ และนั่นเองที่ทำให้ประตูลิฟต์ปิดลงและค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่าง
“ไม่คิดนะคะว่าระดับรองประธานฯจะมีเวลามาสอดส่องดูแลพนักงานที่ทำโอทีด้วย” เพราะหมั่นไส้ มธุรดาเลยประชดเข้าให้ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการปูมุกให้เขาได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ
“ปกติก็ไม่ใช่กับทุกคนหรอกค่ะ แต่สำหรับคนนี้เป็นพิเศษ เฮียเลยต้องมาดูแลด้วยตัวเองไงคะ” หญิงสาวสะบัดหน้าพรืดทันทีที่ได้ยินคำหวานหูนั้น แม้จะบอกกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าต่อให้เขาจะขนน้ำตาลมาทั้งโลกเพื่อปรุงคำพูดของเขาให้หวานฉ่ำ อย่างไรเสียเธอก็ไม่มีทางหลงกลเขาเหมือนกับผู้หญิงคนอื่น ๆ แน่ แต่แล้วทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงได้เต้นไม่เป็นส่ำกับแค่คำพูดลม ๆ ของเขาทุกทีเลยนะ! มันน่า...!
