2
“อ้อย! ไปถามพี่ ๆ เขาหน่อยสิลูกว่าจะมากินข้าวที่บ้านหรือจะให้เด็กยกไปให้ที่กระท่อม?” เสียงของสตรีวัยใกล้เกษียณร้องถามมาจากระเบียงชั้นสองของบ้านไม้ทรงคุณค่า ทำให้คนที่ยืนรับลมเย็น ๆ ของช่วงพลบค่ำหันกลับไปมอง ก็พบว่าร่างท้วม ๆ ของดวงสมร... ผู้เป็นแม่ยืนเกาะราวระเบียงแล้วมองตรงลงมา
“ให้เด็กไปถามไม่ได้หรือจ๊ะแม่?” ดวงสมรมองลูกสาวคนเล็กที่มีท่าทีอิดออดอย่างประหลาดใจ ปกติหญิงสาวติดพี่ชายจะตาย แต่ตั้งแต่โตขึ้นและแยกย้ายกันไปเรียนปริญญาตรีก็แทบจะไม่ได้เจอกัน พอมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเยียนกัน สองพี่น้องก็มักคลุกอยู่ด้วยกันและคุยกันจนดึกดื่น แต่ครั้งนี้หญิงสาวกลับเลือกที่จะเลี่ยงไม่ไปพบหน้าพี่ชาย ตั้งแต่รู้ว่าครั้งนี้คนเป็นพี่ได้พาเพื่อนมาเยี่ยมบ้านด้วย
“เป็นอะไรไปอ้อย? ปกติเราติดตาอ้นแจเลยนี่นา” หญิงวัยใกล้เกษียณถามอย่างประหลาดใจ และนั่นทำให้คนที่มีแผลเป็นในใจสะดุ้งแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
“เปล่าจ้ะ เดี๋ยวหนูไปตามให้ก็ได้” พูดจบคนตัวเล็กก็หมุนตัวเดินจากไปด้วยท่าทีอิดออด ‘กระท่อม’ ของพี่ชายตั้งอยู่ห่างจากบ้านใหญ่ไปประมาณสามสี่ร้อยเมตร เกือบจะติดกับไร่ข้าวโพดซึ่งเป็นสมบัติของครอบครัว
ที่จริงแล้วสภาพมันก็ไม่ได้ใกล้เคียงกระท่อมนักหรอกในความคิดของหญิงสาว มันคือบ้านหลังเล็ก ๆ ขนาดสองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำหลังหนึ่งที่ถูกสร้างด้วยไม้ในสไตล์คันทรีเหมือในหนังฝรั่งอย่างที่พี่ชายของเธอชอบ แต่พี่ของเธอก็มักเรียกมันว่ากระท่อมเพื่อที่จะปลีกวิเวกมากกว่าบ้าน
“ไม่เอาน่ายัยอ้อย... ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว เผลอๆ เขาจำแกไม่ได้ด้วยซ้ำ ผู้ชายเจ้าชู้ที่มีผู้หญิงมากหน้าหลายตาเข้ามาพัวพันพรรค์นั้น” หญิงสาวปลอบใจตัวเองเบา ๆ เมื่อกำลังจะก้าวเข้าใกล้กระท่อมของพี่ชาย หัวใจของหญิงสาวเต้นกระหน่ำ และยิ่งเต้นแรงขึ้นทุกขณะที่ก้าวเข้าไปใกล้ยังแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วงสูงใหญ่หน้ากระท่อมหลังนั้น แล้วพบว่าพี่ชายของเธอไม่นั่งอยู่เพียงลำพัง แต่ยังมีเพื่อนของพี่นั่งอยู่ด้วยอีกคน ผู้ชาย... ที่เธอพยายามหลบหน้ามาตลอดทั้งวัน แต่ดูเหมือนชายหนุ่มทั้งคู่จะไม่ทันได้ใส่ใจถึงการมาของเธอ จนเธอต้องเอ่ยปากเรียก “เฮียอ้น แม่ให้มาถามว่าจะไปกินข้าวที่บ้านใหญ่ หรือจะให้ยกมาให้ที่นี่?”
“อ้าว! หนูอ้อย! มาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลย” มารุตหันมาทักน้องสาวด้วยน้ำเสียงตกใจนิด ๆ เพราะเมื่อครู่กำลังนั่งคุยอะไรต่อมิอะไรกันตามประสาผู้ชายกับเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเกือบสี่ปี
ชื่อของหญิงสาวทำให้ผู้ชายอีกคนหันกลับไปมอง แล้วคราวนี้ก็มีอันต้องเผยอปากค้างอย่างตกตะลึงกับหญิงสาวที่มาหยุดอยู่ใกล้ ๆ เธอยังคงความงามเอาไว้ไม่เปลี่ยน... ชายหนุ่มบอกตัวเองในใจอย่างเผลอไผล ดวงตาคู่คมของเขาพิศมองร่างโปร่งบางตรงหน้าราวกับกำลังต้องมนต์ วงหน้าเรียวหวานถูกประดับด้วยเครื่องหน้าพอเหมาะพอเจาะ ทั้งริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อย ปลายจมูกโด่งรั้นนิดๆ ทำให้รู้ได้ว่าหญิงสาวคงเป็นคนหัวแข็งพอสมควร ไหนจะยังดวงตากลมโตฉ่ำหวานที่ได้เป็นมรดกมาจากผู้เป็นแม่เนื่องจากแม่เป็นสาวใต้ตาคม ส่วนผิวพรรณนวลเนียนราวกับแสงของพระจันทร์เต็มดวงแสนนวลผ่องนั้นเป็นมรดกจากฝ่ายทางพ่อ พวงแก้มอมชมพูอย่างคนสุขภาพดี ชวนให้เขารู้สึกอยากจะฝังปลายจมูกลงไปสูดดมความหอมดูสักที
“หุบปากหน่อยเว้ยไอ้ช้าง! เดี๋ยวน้ำลายก็หกหมดหรอก นั่นมันน้องสาวฉันนะเฮ้ย! เกรงใจกันบ้าง!” เสียงดุปนขำของเพื่อนทำให้คนที่ต้องมนต์นางสะดุ้งแล้วหลุดจากภวังค์ทันที
ใช่... เธอคือมธุรดา แก้วพิศาล น้องสาวของมารุตเพื่อนสนิทของเขาเอง พ่อของทั้งคู่เป็นนายทหารเกษียณราชการ และหันมายึดอาชีพปลูกไร่อ้อยและไร่ข้าวโพดเป็นหลัก และดูเหมือนว่าธุรกิจก็ไปได้สวยเนื่องจากเป็นผู้ปลูกรายใหญ่ในแถบภาคอีสาน ส่วนแม่ของมารุตและมธุรดาเป็นคุณครูที่ใกล้จะเกษียณในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้เอง
“โทษทีว่ะ ไม่คิดว่าพอโตเป็นสาวเต็มตัวแล้วหนูอ้อยจะสวยหยาดฟ้ามาดินขนาดนี้” น้ำเสียงเหมือนกระเซ้าเหย้าแย่ของอีกฝ่ายทำให้สองพี่น้องมีสีหน้าแตกต่างกันไป คนเป็นพี่หัวเราะเสียงดังอย่างไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร เพราะเพื่อนของเขาก็ปากหวานหยอดสาว ๆ ไปทั่วอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ส่วนคนที่ถูกพาดพิงถึงกลับหน้าตึงด้วยความไม่พอใจ เพราะคิดว่ามันคือทำพูดแทะโลม และคนอย่างเขาก็ไม่ได้พูดอย่างนี้กับเฉพาะแค่เธอคนเดียวหรอก “ว่าแต่... ไม่ได้เจอกันนาน “นม” โตขึ้นเป็นกองเลยนะจ๊ะ”
ป้าบ!
“โอ๊ย!” แล้วคนปากพล่อยก็โดนตบเข้าที่ท้ายทอยไม่ออมมือ ซึ่งคนที่ตบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน มารุตผู้เป็นเพื่อนรักนั่นเอง และสาเหตุที่ตบก็เพราะเพื่อนเล่นแซ็วน้องสาวของตน ด้วยคำพูดที่จงใจเว้นวรรคผิดที่ จนความหมายกำกวมนั่นแหละ ขณะที่มธุรดาหน้าตึงพร้อมเชิดปลายคางขึ้นสูงอย่างกับจะบอกว่าคำพูดของเขาน่ะมันก็แค่ลมปาก ถือเอาสัจจะอะไรไม่ได้! “ตบฉันทำไมวะไอ้อ้น?”
