6
“ทานข้าวกันค่ะหมอดล”
นางวิภาดาเรียกชายหนุ่มที่เข้ามาร่วมอาศัยชายคาเดียวกัน ในขณะที่ผู้ถูกเชิญเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างๆ กำนัน สุรนาถเพราะโต๊ะทานอาหารของบ้านหลังนี้เป็นโต๊ะกลมที่ทำจากไม้มะค่าขัดขึ้นเงา ชายหนุ่มสูดกลิ่นอาหารและข้าวสวยร้อนๆ เข้าเต็มปอด
“หอมจังเลยครับ...นี่แกงอะไรครับเนี่ย?”
“อันนี้แกงอ่อมจ้ะหมอดล อาหารอีสาน...หวังว่าหมอคงทานได้”
“ได้แน่นอนครับ ผมเคยทานอาหารอีสานหลายอย่างแต่ไม่เคยทานแกงอ่อมที่ว่านี่เลย ผมว่ามันต้องอร่อยเด็ดแน่เลยครับ” ว่าแล้วหมอหนุ่มก็ยื่นมือไปตักแกงอ่อมหมูร้อนๆ มาราดที่ข้าวในจานของตนเอง คุณัญญาแอบลุ้นให้เขาตักแกงนั้นเข้าปาก พยายามกลั้นรอยยิ้มสาแก่ใจเอาไว้ อยากเห็นหน้าเขาเวลาที่ได้ลิ้มรสแกงที่เธอตั้งใจทำเหลือเกิน แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเขาวางช้อนลงที่เดิมก่อนกล่าวอะไรบางอย่าง “เอ่อ...ผมขอร้องอะไรกำนันกับคุณวิภาดาบางอย่างได้ไหมครับ?”
“ว่ามาสิหมอ...ถ้าผมทำให้ได้ผมก็จะทำให้” กำนันสุรนาถเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเอ็นดูหมอหนุ่มมากเพียงไร จนลูกสาวซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ มารดาอดค้อนปะล่ำปะเหลือกกับการสนิทสนมกันเร็วเกินเหตุของพ่อและศัตรูของเธอยิ่งนัก
“คือ...ผมขอเรียกกำนันกับคุณวิภาดาว่าพ่อกับแม่ได้ไหมครับ? ผมจากบ้านมาหลายปีนับจากเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่ รู้สึกคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ที่กรุงเทพฯน่ะครับ แล้วพอมาเจอกำนันกับคุณน้าผมก็รู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง”
ดูๆ ยังสร้างภาพไม่หยุด มันน่าฟาดด้วยจานข้าวเหลือเกิน ไอ้หมอบ้านี่! แล้วคิดเหรอว่าพ่อแม่ของเธอจะอนุญาตให้เขาเรียกว่าพ่อกับแม่น่ะ คุณัญญาแอบค่อนขอดชายหนุ่มในใจ
“ได้สิ...ดีเหมือนกันได้ลูกชายเพิ่มมาอีกคน อีกอย่างหมอเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของยายเครือก็เหมือนเป็นลูกชายของพ่อกับแม่อยู่แล้วล่ะ”
กำนันสุรนาถเอ่ย นึกถูกชะตากับดรัณภพอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะไว้วางใจหรือสนิทกับใครได้เร็วขนาดนั้น บอกตามตรงอาชีพนักการเมืองท้องถิ่นเช่นเขาก็ไม่ได้มีศัตรูน้อยไปกว่านักการเมืองตำแหน่งใหญ่ๆ เลย จึงจำต้องระวังตัวตลอดเวลา แม้ปากจะยิ้มแย้มยามพูดคุยแต่ในใจก็ต้องระแวดระวังไว้ เพราะในการเมืองแล้วนั้นไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
“พ่อ!” คุณัญญาอุทานเรียกพ่อด้วยความตกใจปนไม่พอใจที่อนุญาตให้คนที่เคยสร้างรอยแผลร้ายไว้ในใจของเธอเรียกตนและภรรยาว่าพ่อกับแม่เหมือนที่ลูกสาวและลูกชายคนเล็กเรียก
“ไม่เอานะ! เครือไม่อยากมีพี่ชาย”
“อ้าว! ทีเมื่อก่อนก็บ่นนักบ่นหนาว่าอิจฉาเพื่อนที่มีพี่ชาย แล้วอยากมีพี่ชายบ้างนี่ เปลี่ยนใจแล้วเหรอยายเครือ?” คราวนี้นางวิภาดากล่าวขึ้นตามประสาซื่อจากการที่ได้ยินลูกสาวคนโตบ่นนักบ่นหนาว่าอยากจะมีพี่ชายเหมือนเพื่อนคนอื่นเขาบ้าง แต่อยู่ๆ กลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหันเสียอย่างนั้น
“แม่น่ะ!” คุณัญญาหันมากระเง้ากระงอดใส่ผู้เป็นแม่บ้างที่ขุดเอาคำพูดที่เธอเคยปรารภไว้มากล่าวให้ผู้อื่นฟังอย่างไม่ถูกจังหวะเวลาเอาเสียเลย “เอาเถอะ...ตามใจพ่อกับแม่แล้วกันถ้าอยากมีลูกชายคนโตโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยงอีกคน แต่เครือไม่มีวันยอมรับว่านายคนนี้เป็นพี่ชาย จำไว้ด้วย”
ใจจริงคุณัญญาอยากจะลุกขึ้นจากวงข้าวนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ติดอยู่ที่ว่ายังไม่ได้เห็นผลงานจากการลงมือแกล้งเขาถึงขนาดลงทุนโขลกพริกเองตั้งหนึ่งกำมือ
“มองหน้าทำไม? จะกินก็รีบๆ กินสิ ไหนบอกว่าไม่เคยกินแกงอ่อมและดูท่าทางจะอร่อยไง” หญิงสาวหันมาตวาดใส่คนที่เอาแต่มองมาด้วยแววตาเยาะหยัน เห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงรีบตักข้าวและแกงอ่อมดังกล่าวเข้าปาก
ทันทีที่อาหารที่ถูกตักเข้าปากนั้นถูกลำเลียงใส่ปากของเขา ความเผ็ดร้อนของแกงอ่อมซึ่งมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นพริกสดถึงหนึ่งกำมือก็แตะต้องลิ้นที่ไม่คุ้นชินกับอาหารรสจัดทันที หมอหนุ่มเหลือบตามองใบหน้าหวานของลูกสาวกำนันซึ่งจ้องมองเขาและยิ้มในใบหน้าด้วยแววแห่งชัยชนะก็รู้ได้ทันทีว่าโดนแกล้งเข้าให้แล้ว แต่เขาจะไม่ยอมให้เธอได้สมใจเด็ดขาด
“เป็นไงบ้างจ้ะ...อร่อยถูกปากหรือเปล่าหมอ? แกงอ่อมนี่ยายเครือลงมือทำเองเลยนะ” นางวิภาดาเอ่ยถามถึงรสชาติของอาหารก่อนลุ้นตัวโก่งเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ตอบคำถามในทันที แต่พยายามเคี้ยวและกลืนอาหารในปากให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะได้ตอบคำถามของนาง แต่การเคี้ยวและพยายามกลืนนั้นดูฝืนๆ อย่างไรชอบกล คล้ายกับว่ารสชาติอาหารไม่ถูกปาก
“อร่อยมากเลยครับ แหม...ไม่น่าเชื่อนะครับว่าน้องเครือจะมีรสมือดีขนาดนี้ อย่างนี้ถ้าใครได้ไปเป็นศรีภรรยาคงโชคดีมากเลยนะครับ” หมอหนุ่มพยายามปั้นหน้ายิ้มก่อนตอบคำถาม ดูเหมือนคนที่เหลือจะพออกพอใจกับคำชมของชายหนุ่มเหลือเกิน ยกเว้นแต่คุณัญญาที่ทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อเขาเสียให้ได้เมื่อแผนการกลั่นแกล้งรับน้องใหม่ของเธอไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้
ไรฟันขาวกัดริมฝีปากล่างของตนเองจนเจ็บเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์จนเขานึกกลัวแทนว่าริมฝีปากที่เหมือนจะนุ่มนิ่มหอมหวานของเธอจะเป็นแผลเข้าให้
“ถ้าอร่อยก็ทานเยอะๆ สิ” กำนันสุรนาถเอ่ยคะยั้นคะยอให้ชายหนุ่มตักแกงอ่อมเข้าปากอีก และดรัณภพก็ต้องตักเข้าปากอย่างเสียไม่ได้ ด้วยเกรงใจคนที่เขาเพิ่งขอเป็นลูกชาย และไม่ต้องการให้เธอได้ชนะสมใจอยาก แล้วเหงื่อเม็ดแล้วเม็ดเล่าก็ผุดขึ้นตามไรผมซึ่งตัดสั้นเป็นรองทรงต่ำอย่างสวยงามและหน้าผากของเขา พร้อมกันนั้นริมฝีปากของเขาก็เริ่มเจ่อเพราะฤทธิ์ของพริกสดพันธุ์ดี ใบหน้าคมเริ่มแดงจัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนนางวิภาดาซึ่งนั่งเยื้องๆ ไปสังเกตเห็น
“เอ...แกงเผ็ดไปเหรอจ๊ะหมอ?”
“ก็นิดหน่อยครับ”
“นิดหน่อยอย่างนั้นหรือ...นี่เราไม่ทานเผ็ดเหรอ?”
“ปกติก็พอจะทานได้ครับ”
กำนันสุรนาถนิ่งคิด ปกติบุตรสาวของเขาก็เป็นคนค่อนข้างทานเผ็ด แต่เวลาทำอาหารก็มักจะเผื่อให้คนอื่นทานได้เสมอ หรือว่าคุณหมอหนุ่มจะไม่ทานเผ็ดกันแน่นะ? คิดแล้วกำนันก็ตักแกงอ่อมซึ่งชายหนุ่มชมเปราะว่าอร่อยแต่ท่าทางจะเผ็ดไปสักหน่อยสำหรับเขา แล้วชายวัยห้าสิบกลางก็ต้องรีบคว้าแก้วน้ำเปล่ามาดื่มดับความเผ็ดร้อนของแกงอ่อมที่ถึงแม้จะรสชาติอร่อยแต่ก็เผ็ดเกินพิกัดแทบจะไม่ทัน ก่อนมองลูกสาวซึ่งบัดนี้หน้าหดลงเหลือเพียงสองนิ้ว
“ยัยเครือ! ทำไมมันเผ็ดอย่างนี้...ฮึ? ปกติเราไม่ทำอาหารเผ็ดขนาดนี้ไม่ใช่เหรอ?”
“ขอโทษจ้ะพ่อ...ก็มันหนักมือไปหน่อย” ว่าแล้วหญิงสาวก็ยิ้มแหยรอรับผลจากการกระทำที่จะเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่ากำนันไม่ใคร่จะเชื่อในคำแก้ตัวของลูกสาวเท่าใดนัก ก็ในเมื่อเธอแสดงออกมาชัดเจนว่าจงเกลียดจงชังคุณหมอหนุ่มซึ่งขอมาร่วมอาศัยชายคาด้วยขนาดนั้น
“หรือว่า...แกจงใจจะแกล้งหมอดลอย่างนั้นใช่ไหม?”
ให้ตาย...มีครั้งไหนบ้างที่พ่อจะไม่รู้ทันเธอ และเธอก็ไม่เคยโกหกพ่อได้เลยสักครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อรู้ว่าไม่มีทางให้แกล้งเฉไฉได้อีกต่อไป หญิงสาวจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงมองพื้นอย่างยอมรับความผิดเท่านั้น และนั่นทำให้กำนันสุรนาถเดือดดาลยิ่งนัก ลูกสาวเขาอายุจะยี่สิบสี่อยู่รอมร่อแต่ยังคงพยายามจะเอาชนะคะคานคนอื่นแบบเด็กๆ อยู่เลย
“เงียบ...แสดงว่ายอมรับ ดี! งั้นแกกินแกงถ้วยนี้ให้หมดเลย กินให้หมดภายในห้านาทีด้วย ไม่งั้นได้โดนดีแน่!”
“พ่อ!” คุณัญญามองใบหน้าของผู้เป็นพ่ออย่างน้อยเนื้อต่ำใจ นี่พ่อกล้าทำโทษเธอเพราะเขาอย่างนั้นหรือ? เธอเกลียดเขา...เกลียดไอ้หมอบ้านี่!
“อะ...เอ่อ...คุณพ่อครับ อย่าเลยครับ ผมว่าน้องเครือเขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอก อีกอย่าง...ได้ทานอะไรเผ็ดๆ บ้างก็ดีนะครับ ชีวิตจะได้ซู่ซ่าบ้าง” ดรัณภพหวังอยากจะช่วยให้เรื่องราวระหว่างพ่อกับลูกบานปลายไปมากกว่านี้เพราะเขาเป็นต้นเหตุ แต่ก็เหมือนการทำคุณบูชาโทษเพราะนอกจากหญิงสาวจะไม่ซาบซึ้งบุญคุณแล้ว ยังส่งสายตาหมั่นไส้มาฟาดฟันเขาอีกต่างหาก
“สาระแน!” คุณัญญาหันมาแหวชายหนุ่มอย่างไม่เป็นมิตรนัก ก่อนหันไปคุยกับผู้เป็นพ่อ “ก็ได้พ่อ...เครือจะกิน จะกินให้หมดเลยจะได้สมใจพ่อที่อยากเอาใจลูกชายคนใหม่”
ว่าแล้วหญิงสาวก็ไม่รอให้ผู้เป็นแม่ทัดทานอะไรอีกต่อไป มือบางลากถ้วยแกงเจ้าปัญหามาไว้ตรงหน้าตัวเองก่อนจัดการตักเข้าปากทีละคำให้ทันกำหนดเวลาห้านาทีตามที่กำนันได้ยื่นคำขาดไว้ ความเผ็ดบอกกับความร้อนของแกงที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ทำให้คุณัญญาน้ำหูน้ำตาไหล เหงื่อแตกพลั่กไม่ต่างอะไรกับเขา แม้ว่าปกติเธอจะเป็นคนทานเผ็ดแต่ก็ไม่ถึงขนาดพริกหนึ่งกำมือเช่นนี้ หญิงสาวรู้สึกแสบร้อนไปทั่วทั้งปากหลังจากตักน้ำแกงคำสุดท้ายเข้าปาก นางวิภาดาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ต้องรีบยกน้ำมาให้ลูกสาวดื่ม แต่เจ้าจอมดื้อก็ไม่ยอมรับแก้วน้ำนั้น กลับเดินตึงๆ เข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำดื่ม แล้วเดินลงส้นหนักๆ ขึ้นชั้นบนไปทันที
“ดูนะ...ดูมันทำ!” กำนันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่บุตรสาวซึ่งแสดงกริยาที่ไม่เหมาะสมออกมาให้แขกเห็น ปกติคุณัญญาไม่ใช่คนที่จะแสดงออกถึงความเอาแต่ใจออกมาให้เห็นอย่างนี้ แม้ว่าในบางครั้งเธอจะมีความเอาแต่ใจอยู่ในตัวบ้างตามประสาก็เถอะ
ดูเหมือนว่าดรัณภพจะมีอะไรบางอย่างในตัวที่ไปกระตุ้นต่อมความเอาแต่ใจให้ทำปฏิกิริยาให้รุนแรงถึงขนาดนี้
“คุณก็ลงโทษแกเกินไป” นางวิภาดาพยายามจะแก้ต่างแทนบุตรสาว แต่ก็โดนสายตาของสามีที่ตวัดมามองอย่างตำหนิกับตามใจลูกของภรรยา
“ก็ให้ท้ายกันอย่างนี้ไงมันถึงเสียคน ถ้าไม่จัดการให้เข็ดหลาบเสียบ้าง ต่อไปมันคงไปแกล้งคนอื่นอย่างนี้อีก” กำนันบ่นกับภรรยา “เอาล่ะๆ ทานข้าวกันต่อได้แล้ว ปล่อยให้ยายเครือมันอยู่คนเดียวสักพักเดี๋ยวก็หายบ้าเอง”
คนที่เหลือไม่อาจหาคำพูดใดมาโต้แย้งได้ นอกจากก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเย็นกันต่อไป บอกตามตรงนาทีนั้นรสชาติอาหารที่นางวิภาดาลงมือทำซึ่งอร่อยไม่แพ้กับแม่ครัวในภัตตาคารดังเลยแม้แต่น้อยกลับจืดไปถนัดตาเมื่อไม่มีเจ้าตัวแสบอย่างคุณัญญาร่วมรับประทานด้วย
ดรัณภพรู้สึกผิดตงิดๆ ที่ทำให้พ่อกับลูกทะเลาะกัน แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายโดนกลั่นแกล้งก็ตาม ส่วนนางวิภาดานั้นรู้สึกหนักใจยิ่งนักที่เห็นพ่อกับลูกสาวต้องมาทะเลาะกันเช่นนี้
