5
“กลับมาแล้วจ้า...” เสียงหวานดังกังวานร้องบอกให้คนที่อยู่ในบ้านได้รับรู้ถึงการมาของเธอ หลังจากที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงาน
มือบางถอดรองเท้าวางไว้ที่ชั้นวางหน้าบ้าน ก่อนเดินเข้าไปยังส่วนที่ใช้เป็นห้องนั่งทานข้าว ห้องรับแขก และห้องดูโทรทัศน์ยามที่นั่งรับประทานร่วมกันตามประสาครอบครัว แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้เข้าชุดกับโต๊ะไม้ขนาดใหญ่สำหรับนั่งรับประทานอาหารซึ่งปกติจะมีเพียงพ่อและแม่ของเธอเท่านั้น แต่วันนี้กลับมีแขกเพิ่มมาอีกสองคนซึ่งนั่งอยู่ฟากตรงข้ามกับกำนันสุรนาถและนางวิภาดาผู้เป็นภรรยา และหนึ่งในแขกนั้นคุณัญญาก็จำได้แม่นว่าเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนที่แม่ของเธอทำงานอยู่
“อ้าว...สวัสดีจ้ะ ลุง ผอ.”
หญิงสาวยกมือไหว้ชายสูงวัยอายุราวห้าสิบกลางๆ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการประจำโรงพยาบาลประจำอำเภอ ก่อนที่แขกอีกคนซึ่งเป็นชายหนุ่มจะหันมามองเธอด้วยอีกคน นัยน์กลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นหน้าแขกอีกคนของบ้านชัดเจน
“กลับมาแล้วเหรอเครือ เป็นไงบ้างทำงานวันนี้? มา...มานั่งด้วยกันนี่ มา”
นางวิภาดาเอ่ยถามบุตรสาวก่อนเรียกให้มานั่งบนเก้าอี้ข้างตัวนางที่ว่างอยู่ คุณัญญาเหมือนคนเหม่อลอยสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ แม่ด้วยวิธีใด เพราะมัวแต่ครุ่นคิดว่าเหตุใดไอ้พี่หมอปากมอมถึงมาปรากฏกายที่บ้านของเธอ
“เครือ...นี่คุณหมอ...”
“ดรัณภพ หรือหมอดล”
คุณัญญาชิงตอบก่อนที่กำนันสุรนาถจะแนะนำจบ เรียกสายตาสงสัยใคร่รู้จากผู้ใหญ่ทุกคนหันมามองหญิงสาวและคุณหมอหนุ่มสลับกันไปมา ขณะที่เธอและเขาจ้องตากันไม่กระพริบเหมือนกับกำลังจะต่อสู้กันทางสายตา
“นี่เครือรู้จักกับคุณหมอแล้วเหรอ...รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“อะ...เอ่อ...คือว่าผมกับน้องเครือเรียนที่มหา’ลัยเดียวกันน่ะครับ แล้วก็บังเอิญเคยไปเข้าค่ายอาสาด้วยกันเมื่อห้าปีก่อนก็เลยรู้จักกัน แต่หลังจากค่ายครั้งนั้นก็เพิ่งได้เจอกันนี่ล่ะครับ”
ดรัณภพรีบชิงอธิบายถึงสาเหตุแห่งการรู้จักกันก่อนหน้านี้ของเขาและลูกสาวกำนันก่อนที่เธอจะเอ่ยถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาและเธอรู้จักกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้นภาพลักษณ์แห่งความเป็นหมอของเขาได้ติดลบแน่เมื่อแทนที่ด้วยฉายาใหม่ ‘ผู้ชายปากสุนัข’ ในขณะที่อีกฝ่ายบิดปากยิ้มอย่างโมโหและหมั่นไส้ในน้ำเสียงที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่เขาปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นโดยไม่กระดากปาก
‘ฮึ! น้องเครือ...เชอะ!’ ทีเมื่อห้าปีก่อน แม้กระทั่งเมื่อวานยังเรียกเธอว่า ‘เธอ’ อย่างนั้น ‘เธอ’ อย่างนี้อยู่เลย พอมาวันนี้ต่อหน้าพ่อแม่ของเธอและผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่กลับเรียกเธอว่า ‘น้องเครือ’ สร้างภาพ!
“ดีเลยสิ! อย่างนี้คุณหมอจะได้ไม่ต้องอึดอัดมากเวลามาพักที่นี่”
“พักที่นี่?”
คุณัญญาอุทานสุดเสียง พักที่นี่หมายความอย่างไร? ถ้าเธอตีความหมายคำพูดของผู้เป็นพ่อไม่ผิด ก็แสดงว่าไอ้หมอปากสุนัขนี่จะมาอยู่ที่บ้านของเธอ นอนที่นี่ กินที่นี่อย่างนั้นหรือ? งั้นแสดงว่าไอ้ที่เธอตั้งใจว่าจะไม่ขอพานพบผู้ชายอย่างเขาอีกต่อไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า (ถ้ามีจริง) ก็กลายเป็นว่าต้องผิดหวัง เพราะจากนี้เธอต้องเห็นหน้าเขาแทบจะทุกวัน ไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็น เธอต้องอยู่สู้รบปรบมือกับเขาทุกวันอย่างนั้นหรือ?โอ๊ย...อกยายเครือจะแตกตาย!
“ทำไมคะ...ลุง ผอ. ในเมื่อทางโรงพยาบาลก็มีทั้งบ้านพักแพทย์และก็หอพัก?”
“คืออย่างนี้นะหนูเครือ...ทางโรงพยาบาลของเรากำลังทำการซ่อมแซมหอพักแพทย์และพยาบาล ก็เลยจำเป็นที่จะต้องหาที่อยู่ชั่วคราวให้กับแพทย์และก็พยาบาลที่เคยพักที่หอ ทีนี้บ้านพักแพทย์ที่หนูว่ามันก็เต็มหมดแล้ว ไอ้ที่เหลืออยู่ก็เป็นบ้านไม้เก่าๆ ที่ผุกร่อนจนใช้งานไม่ได้”
“แล้วบ้านพักของหมอคนอื่นที่ทำงานที่โรงพยาบาลล่ะคะ”
คุณัญญายังคงต่อรอง ไม่อยากให้ดรัณภพมาพักอาศัยร่วมชายคาเดียวกัน เพราะเธอไม่แน่ใจว่าจากกำนันที่ต้องคอยคลี่คลายปัญหาให้กับลูกบ้านคนอื่น จะต้องกลายมาเป็นคลี่คลายปัญหาให้กับลูกสาวของตัวเอง ในข้อหาประทุษร้ายร่างกายคุณหมอหนุ่มเข้าให้
“ก็หมอคนอื่นเขามีบ้านในตัวเมืองกันทั้งนั้น แล้วเวลาเข้าเวรก็ไม่ตรงกัน มันจะเป็นการวุ่นวายเปล่าๆ ลุงก็เลยอยากจะฝากหมอดลเขาให้พักที่บ้านของกำนันสักคน ส่วนหมอคนอื่นๆ ที่ไม่เคยพักที่หอ ลุงก็ฝากไว้ที่บ้านของคนอื่นๆ ที่รู้จักกันแล้ว”
“แต่ลุง ผอ. คะ...”
“ไม่เอาน่า...เครือ!” กำนันสุรนาถเอ็ดบุตรสาวที่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ต้องการให้หมอดรัณภพมาพักด้วย เพราะมันเป็นเหมือนการหักหน้า กำนันอย่างเขาต้องพร้อมรับใช้ประชาชนตลอดเวลา เผื่อสนามการเมืองสนามหน้าด้วย “พักที่นี่ก็ได้ครับ ผอ. ปกติเจ้าคิมก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านอยู่แล้วยกเว้นเสาร์ – อาทิตย์ ให้คุณหมอพักที่ห้องของเจ้าคิมก็ได้”
กำนันสุรนาถหมายถึงคุณากรบุตรชายคนเล็กที่ต้องไปพักที่หอพักใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยซึ่งจะกลับมาบ้านเพียงเย็นวันศุกร์และกลับไปหอพักอีกทีเมื่อเช้าวันจันทร์เท่านั้น ดังนั้นหากเป็นวันอื่นๆ ของสัปดาห์ก็เท่ากับว่าคุณหมอหนุ่มสามารถยึดครองห้องนอนของคุณากรได้แต่เพียงผู้เดียว
คุณัญญาได้แต่ทำหน้าหงิกงอไม่พอใจกับการตัดสินใจของผู้เป็นพ่อ แต่ก็อย่างเคย แม้พ่อของเธอปกติจะไม่ใช่คนเผด็จการมักจะปล่อยให้ลูกๆ ได้แสดงความคิดและตัดสินใจอะไรเองในหลายๆ เรื่อง แต่เมื่อเขาได้ตัดสินใจอะไรลงไปแล้วก็ไม่มีใครสักคนในครอบครัวที่ขัดขวางได้
"ตามใจพ่อแล้วกัน แต่พ่อคงไม่ให้เขาพักที่ห้องนายคิมจริงๆ ใช่ไหม?”
“แล้วถ้าไม่ให้เขาพักที่ห้องน้องแล้วจะให้คุณหมอพักที่ห้องไหนล่ะ?”
นั่นสิ...ก็ในเมื่อบ้านของเธอเป็นบ้านคอนกรีตสองชั้นที่มีห้องนอนที่ชั้นหนึ่งเพียงสองห้อง ห้องแรกเป็นของพ่อกับแม่ของเธอ อีกห้องใช้เป็นห้องเก็บของ ส่วนชั้นบนของบ้านหลังจากที่พ้นบันไดไปก็จะพบกับลานโล่งมีโซฟาเข้าชุดกันตั้งอยู่ตรงหน้าโทรทัศน์ขนาดยี่สิบสี่นิ้วซึ่งใช้เป็นห้องนั่งเล่นของครอบครัว แต่ส่วนใหญ่ก็มีแต่คุณัญญาและน้องชายเท่านั้นที่ใช้บริเวณตรงนี้เป็นห้องนั่งเล่น ส่วนกำนันสุรนาถและภรรยาจะนั่งดูโทรทัศน์กันที่ห้องอาหารเพราะเดินขึ้นเดินลงไม่ไหว ถัดไปนั้นก็เป็นห้องนอนสองห้องซึ่งมีประตูหันหน้าเข้าหากัน ห้องทางทิศเหนือเป็นของ ส่วนห้องทางทิศใต้เป็นของคุณากรซึ่งตอนนี้กำลังจะมีคนมาแชร์ความเป็นเจ้าของด้วย
“เอ่อ...” คุณัญญาพยายามคิดหาเหตุผลดีๆ มาโต้แย้งที่จะไม่ให้เขามาพักที่ห้องนอนตรงข้ามกับเธอ ลำพังแค่อยู่บ้านเดียวกันเห็นหน้ากันที่โต๊ะอาหารทุกเช้าก็จะแย่อยู่แล้ว นี่ถ้าเขาอยู่ห้องตรงข้ามกับเธอมิต้องเจอหน้ากันตั้งแต่ลุกขึ้นมาเพื่อเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ชั้นสองเลยหรือ โอ๊ย...ขืนเจอกันทุกเช้าทุกเย็นอย่างนี้ได้ประสาทกินแน่เลยยัยเครือเอ๊ย!
“ละ...แล้วเขาจะอยู่นานแค่ไหนคะ?”
“ก็คงไม่เกินสามเดือนหรอกครับ ลุงคิดว่าแค่สามเดือนหอพักก็คงจะซ่อมแซมเสร็จล่ะมั้ง” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำอำเภอกล่าว ก่อนหันมาคุยกับเจ้าของบ้านต่อ “ยังไงผมก็ขอฝากหมอดลตั้งแต่วันนี้เย็นนี้เลยแล้วกันนะครับ เห็นทีผมต้องไปก่อนนะครับ ขอบคุณกำนันแล้วก็ครอบครัวมากๆ เลยครับ”
แล้วพ่อของเธอและดรัณภพก็พากันเดินออกมาส่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลถึงหน้าบ้าน พร้อมกับไปช่วยกันขนสัมภาระของคุณหมอหนุ่มออกจากกระโปรงท้ายรถของคนที่อุตส่าห์หาที่พักให้แถมมาส่งอีกต่างหาก ในขณะที่ลูกสาวคนโตของบ้านได้แต่มองตามด้วยสายตาเคียดแค้นยิ่งนักที่ไม่สามารถขัดขวางคนที่ทิ้งร่องรอยแห่งความเจ็บปวด คนที่เธอบอกตัวเองว่าเกลียดเข้ากระดูกดำไม่ให้มาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับเธอได้
“ไปเลยยัยเครือ...อย่ามาทำหน้าหงิกหน้างอ ตามไปช่วยแม่ที่ในครัวจะได้ทำกับข้าวกับปลาให้พ่อกับคุณหมอเขาทานกัน” ไม่พูดเปล่านางวิภาดายังดึงแขนบุตรสาวที่ลุกตามอย่างจำใจตามเข้าไปที่ในครัว
ให้ตายสิ...นอกจากจะมาขออาศัยอยู่ด้วยแล้วยังต้องลำบากเจ้าของบ้านทำกับข้าวให้กินอีก ชิ!
ดีล่ะ...อยากอยู่นักใช่ไหม? อยากกินนักใช่ไหมกับข้าวฝีมือเธอ เธอก็จะจัดให้สมใจ รับรองว่าอาหารมื้อนี้จะเป็นอีกมื้อหนึ่งที่เขาจะลืมไม่ลงเลยทีเดียว!
“วันนี้จะทำอะไรกินบ้างอะแม่?”
“ก็กะว่าจะทำอ่อมหมู กับผัดกะเพรามั้ง เพราะแม่ก็ซื้อพวกไก่อบมาจากตลาดแล้ว”
“งั้น...เดี๋ยวเครือช่วยทำแกงอ่อมแล้วกันนะแม่”
โดยไม่ต้องรอให้ผู้เป็นแม่อนุญาต คุณัญญาก็จัดการลงมือโขลกเครื่องแกงที่เป็นส่วนผสมในการทำแกงอ่อมที่ว่านั้นทันที หญิงสาวไม่ได้กะจำนวนพริก นั่นก็เพราะว่าเธอตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น พริกสดหนึ่งกำมือจึงถูกโยนลงครกและโขลกอย่างละเอียดพร้อมเครื่องแกงอื่นๆ นางวิภาดาก็มัวแต่สนใจกับการสับหมูให้ละเอียดเพื่อเตรียมทำผัดกะเพรา งานนี้คุณัญญาจึงได้โอกาสงามๆ ในการทำแกงอ่อมหมูสูตรพิเศษอย่างเต็มที่
สองแม่ลูกกลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับกับข้าวประมาณสามสี่อย่างและโถใส่ข้าวสวยควันกรุ่น สองสาวต่างวัยจัดแจงวางกับข้าวและจานชามไว้ประจำที่ของแต่ละคน ในวันกลางสัปดาห์อย่างนี้ปกติแล้วจะมีเพียงพ่อ แม่ และลูกสาวคนโตเท่านั้นที่นั่งโต๊ะอาหารเช้าและอาหารเย็นเช่นนี้ แต่วันนี้มีแขกที่คุณัญญาไม่เต็มใจเชิญมาร่วมโต๊ะด้วย
ความจริง...เธอไม่อยากทานอาหารเย็นมื้อนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ต้องรอดูผลงานที่ทำไว้เสียก่อน
