4
“เรา...เคยรู้จักกันมาก่อนหรือครับ?”
“อ๋อ! เคย...เคยแน่ นายจำฉันไม่ได้หรือไง? คนที่เมื่อห้าปีก่อนนายบอกว่าไม่น่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่เหมาะกับการเรียนภาษาลาวหรือไม่ก็เขมรมากกว่า”
ลิ้นชักแห่งความทรงจำของคุณหมอหนุ่มถูกรื้อค้นอย่างรวดเร็ว ใครกันนะที่เขาเคยดูถูกไว้เมื่อห้าปีก่อน? ใครกันนะที่เขาเคยสร้างความไม่พอใจไว้ให้เมื่อห้าปีที่ผ่าน?
อ๋อ...จำได้แล้ว! เธอนั่นเอง...ยัยผู้หญิงที่กล้าเหน็บเขาว่าปากสุนัข คนที่เคยตอกกลับเขาด้วยคำพูดที่แสนจะเจ็บแสบเพราะเขาไปดูถูกเธอไว้ น่าแปลกที่เขาไม่ยักจะจำเธอได้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะมีเธอเพียงคนเดียวที่กล้าด่าเขาถึงขนาดนั้น แต่ก็โทษเขาไม่ได้หรอกที่จำเธอไม่ได้ ก็เล่นเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้ จากเด็กปีหนึ่งตัวดำๆ หัวฟู หน้ามัน...สิวเขรอะ กลายเป็นหญิงสาวผู้สวยงาม...ที่อาจไม่ได้สะดุดตาแต่แรกเห็นแต่ก็มองได้ไม่เบื่อขนาดนี้
ใบหน้าหวานนั้นเนียนไส้ไร้สิวหรือริ้วรอยใดๆ ปรากฏให้เห็นแม้จะไม่ได้อาศัยรองพื้นหนาเตอะเหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปก็เถอะ เรียกได้ว่าใบหน้าเธอไม่มีเครื่องสำอางติดอยู่เลยก็ว่าได้ แต่เธอชื่ออะไรนะ...คิดไม่ออกจริงๆ มันเหมือนติดอยู่ที่ปลายลิ้นเนี่ย
“จำได้แล้ว ว่าแต่...คุณชื่ออะไรนะครับ?”
“ฉันชื่อคุณัญญา ชื่อเล่นเครือ จำได้ไหม? คนที่นายตราหน้าไว้ว่าเป็นยัยขี้เหร่ จำได้รึยังไอ้หมอปากหมา!”
ความรู้สึกที่เหมือนโดนเหยียดหยามในวันวานยังคงไม่จางหายไปไหนมันเป็นเหมือนรอยจารึกอันแสนจะเจ็บปวดที่ตราตรึงอยู่ในใจของเธอ เพราะมันเป็นร่องรอยแห่งความเจ็บช้ำจากคนที่เธอเคยบอกตัวเองว่าคนนี้แหละ...ชายในฝัน ทั้งๆ ที่หากไม่นับรักครั้งแรกของเธอที่ไปแอบรักผู้ชายคนหนึ่งข้างเดียวแล้ว ก็มีเขานี่แหละที่เธอเกือบจะเผลอยกใจให้เขา และก็เป็นเขานี่แหละ...ที่ทำให้เธอมีแรงฮึดในการเปลี่ยนแปลงตนเองทั้งๆ ที่เคยพยายามมาแล้วแต่ก็ล้มเหลว
ที่สำคัญ...มันก็เป็นเขาอีกนั่นแหละที่ทำให้เธอไม่มีความมั่นใจในตัวเองในการที่จะคบกับใคร ทั้งๆ ที่หน้าตาก็ดูดีขึ้นมาก
“เฮ้! นี่เธอ...ฉันยอมรับว่าเมื่อห้าปีก่อนฉันผิดที่ตราหน้าเธอว่าอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่ควรเลยที่จะมีเรียกฉันว่า ปาก...เอ่อ...ปากสุนัข”
ในเมื่อเธอไม่วางท่าให้เกียรติหมออย่างเขาที่มีหน้าที่รักษาคนไข้ด้วยการใช้สรรพนามที่แสดงถึงความเกลียดชังกับเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องรักษาความสุภาพกับเธอเช่นกัน จึงเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกเธอและตัวเองเสียใหม่ให้อยู่ระดับเดียวกันกับที่เธอใช้
“ทำไม? ก็นายน่ะมันปากหมาเหมือนกับเปิดฟาร์มหมาไว้ในปากอย่างนั้น และเห็นท่าคงไม่ใช่หมาธรรมดาเสียด้วยสิ มันเป็นหมาบ้า! ที่คอยระรานคนอื่นไปทั่วอีกด้วย ฉันพูดผิดตรงไหน?”
คุณัญญาต่อตากับนัยน์ตาวาววับสีดำสนิทที่บัดนี้ไม่ได้มีแว่นใสๆ มาบดบังเหมือนเมื่อห้าปีก่อน แถมรูปร่างของเขาที่เมื่อก่อนเคยโปร่งเพรียวเหมือนหุ่นนักกีฬาบัดนี้ดูแน่นขึ้นด้วยมัดกล้ามที่เพิ่มขึ้นมาก แต่สีผิวของเขายังคงเดิมคือยังคงสวยงามในสายตาของเธอเสมอ นอกจากคำพูดที่แสนจะเจ็บแสบที่ทิ้งรอยแผลไว้ในใจเธอแล้ว รูปร่างหน้าตาของเขายังจารึกตรึงตราในใจเธอเช่นเดิม
“ไม่เอา...ฉันไม่ตรวจแล้ว ถ้าจะให้นายเป็นคนตรวจโรคให้ฉัน ฉันยอมเป็นไข้ตายดีกว่า”
“ทำไม? กลัวฉันอย่างนั้นหรือ?”
“กลัวบ้ากลัวบออะไรเล่า?” คุณัญญาแหวเสียงเขียว อย่างเขามีอะไรให้เธอต้องกลัวไม่ทราบ? ก็แค่ผู้ชายปากมอมที่เธอเคยด่ามาแล้วครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง “อย่างนายมีอะไรให้ฉันกลัว? ฉันก็แค่ขยะแขยงนายเท่านั้นเอง กลัวจะติดเชื้อสุนัขบ้า”
“หืม...ไอ้สุนัขที่เธอเอ่ยถึงน่ะมันนอยู่ในปากฉัน เพราะฉะนั้นการที่การที่เธอจะติดเชื้อหมาบ้าได้ เห็นทีมันจะต้องผ่านทางวิธีเดียวซะล่ะมั้ง”
ว่าแล้วอารามอยากจะแกล้งคนไข้สาวก็พุ่งขึ้นมาในใจของคุณหมอหนุ่มวัยสามสิบ ร่างสูงใหญ่ที่เธอแอบชื่นชมในใจว่าดูมาดแมนขึ้นก็โน้มเข้ามาใกล้จนเธอต้องเอนกายไปด้านหลังเพื่อยืดระยะห่างระหว่างเขาและเธอให้มากขึ้น แต่เขาก็พยายามคุกคามเธอด้วยการโน้มตัวมาเข้ามาใกล้เธออีก กระทั่ง...
“กรี๊ด!!”
โครม!
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจที่รู้สึกเหมือนว่าตัวเธอกำลังจะหงายหลังเพราะเก้าอี้คนไข้ที่เธอนั่งอยู่ไม่มีพนักพิง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโครมครามของเก้าอี้เหล็กตัวนั้นที่เธอเพิ่งหล่นมาก้นกระแทกพื้นและขาเรียวๆ ของเธอก็เกี่ยวมันล้มลงมาด้วย ดรัณภพมองผลงานของตนเองอย่างพึงใจก่อนส่งเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอที่สามารถเอาคืนคำพูดสามหาวของหญิงสาวได้ ในขณะที่ฝ่ายที่ก้นกระแทกพื้นนั้นมองเขาตาคว่ำด้วยความเคียดแค้น
และก่อนที่เธอจะทันได้ลุกเพื่อไปเอาคืนคุณหมอจอมกวนนั้น พยาบาลที่ทำหน้าที่คัดกรองประวัติและเรียกชื่อคนป่วยให้เข้าห้องตรวจคนหนึ่งก็วิ่งถลาเข้ามาในห้องตรวจโดยไม่มีการเคาะประตูเพราะในใจเป็นห่วงทั้งคุณหมอและคนไข้ที่อยู่ในห้อง
“คุณหมอคะ...เกิดอะไรขึ้นคะ?”
พยาบาลสาววัยกลางคนถามเสียงตื่นมองคุณหมอหนุ่มที่เพิ่งย้ายมาประจำที่โรงพยาบาลแห่งนี้ที่นั่งหัวเราะอยู่ที่เก้าอี้ทำงาน ในขณะที่คนไข้สาวที่เข้าห้องตรวจมานานกว่าปกตินั่งก้นจ้ำเบ้าหน้างออยู่ที่พื้น ข้างๆ กันนั้นเป็นเก้าอี้เหล็กที่คว่ำอยู่ใกล้ๆ หญิงสาว
“ไม่มีอะไรหรอกครับคุณพยาบาล ก็แค่...คนไข้ดื้อไม่ยอมให้หมอตรวจโดยดีเลยต้องล้มก้นกระแทกพื้นอยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง”
“อ้าว! อย่างนั้นหรือคะ? มาค่ะ...ลุกขึ้น” นางพยาบาลเดินเข้ามาช่วยจับเก้าอี้ขึ้นตั้งไว้ดังเดิมในขณะที่ช่วยพยุงบุตรสาวของกำนันสุรนาถที่รู้จักกันดีทั่วหมู่บ้านขึ้นนั่งบนเก้าอี้นั้นอีกคราพลางบ่น “โถ...เครือ น้าเข้าใจนะว่าเครือไม่ชอบโรงพยาบาล ไม่ชอบตรวจโรค แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องยอมให้หมอตรวจนะ เข้าใจไหม?”
ด้วยความที่นางพยาบาลคนนี้รู้จักมักจี่กับแม่ของเธอซึ่งทำงานในแผนกซัพพลายของโรงพยาบาล เลยทำให้นางกล้าที่จะติเตียนลูกสาวจอมดื้อของกำนันคนเก่งอย่างไม่ต้องเกรงกลัวว่าเธอจะโกรธ และคุณัญญาเองก็ไม่ใช่คนที่ใครจะบอกจะสอนไม่ได้ เพียงแต่ไม่ชอบให้ใครสั่งเสียมากกว่า
“ก็ได้ค่ะ...เครือจะตรวจก็ได้” คนถูกตำหนิหน้ามุ่ย
“ถ้าอย่างนั้นคุณพยาบาลไปทำงานต่อเถอะครับ เดี๋ยวผมจะจัดการกับคนไข้จอมดื้อคนนี้เอง” ดรัณภพพูดกับนางพยาบาลก่อนที่ฝ่ายนั้นจะรับคำแล้วเดินออกไป แล้วหมอหนุ่มก็หันมาหาคนไข้ที่มองเขาอยู่ก่อนด้วยสายตาที่เหมือนอยากจะฆ่าเขาให้ตายเสียตรงนี้ถ้าทำได้ “ว่าไงครับ...คุณคนไข้ ตกลงจะตรวจได้หรือยัง?”
“จะตรวจก็รีบๆ ตรวจสิ ฉันจะได้กลับสักที ไม่อยากทนเห็นหน้านายนานๆ”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะเอือมระอากับอาการดื้อรั้นแบบเด็กๆ ของเธอ พลางยื่นเครื่องช่วยฟังสัญญาณหัวใจมาจ่อเตรียมจะวางไว้ที่หน้าอกของเธอ หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบทันทีอย่างไม่ยอมให้แตะต้องตัวเธอง่ายๆ
“จะทำอะไร?”
“ก็จะตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจเธอไง”
“ไม่ต้อง! เอามานี่” ว่าแล้วคุณัญญาก็แย่งส่วนที่ใช้วัดการเต้นของหัวใจออกจากมือใหญ่ “ฉันจะวางมันที่หน้าอกของฉันเอง นายมีหน้าที่ฟังเสียงก็ฟังไป”
“แล้วเธอรู้เหรอว่าจะวางจุดไหนบ้าง?”
“รู้! แต่ถ้าไม่ถูกนายก็บอกแล้วกันเดี๋ยวฉันขยับเปลี่ยนให้”
แล้วคุณัญญาก็เป็นคนวางแป้นกลมๆ ที่เป็นตัวขยายเสียงการเต้นของหัวใจกับอกของตัวเอง คุณหมอหนุ่มเห็นท่าจะไม่สามารถขัดเธอได้จึงทำได้เพียงบอกให้เธอขยับเครื่องมือไปตามบริเวณต่างๆ เพื่อฟังจังหวะการเต้นของหัวใจเธอเท่านั้น กระทั่งเขาถอดหูฟังออกจากหู หญิงสาวจึงคืนอุปกรณ์ให้เขา แล้วชายหนุ่มก็ทำเหมือนหญิงสาวไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเมื่อเขาก้มลงเขียนอะไรขยุกขยิกลงบนกระดาษที่เหมือนจะเป็นใบสั่งยานั่น
“เธอเป็นไข้หวัด”
“ไข้หวัด? ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลใช่ไหม?”
“ไม่หรอก...ไม่ได้เป็นหนักถึงขนาดนั้น แต่ก็ควรพักผ่อนกับบ้านสักสองสามวัน ทานข้าวทานยาให้ครบเข้าใจไหม? อ่ะ...นี่ใบสั่งยาเดี๋ยวเอาไปยื่นนะ”
หมอหนุ่มยื่นใบสั่งยาให้เธอ คุณัญญากระชากใบสั่งยานั้นออกมาจากมือเขาอย่างกระแทกกระทั้น ส่งสายตาและสีหน้าไม่พอใจที่โดนสั่ง
“รู้แล้วน่ะ”
หญิงสาวกำลังจะเปิดประตูออกไปจากห้องตรวจแต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเขาส่งเสียงเรียกเธอไว้ คุณัญญาหันมามองราวกับจะถามเขาว่ามีอะไรอีก?
“ไม่คิดที่จะขอบคุณฉันหน่อยหรือไง? ฉันเป็นคนตรวจไข้ให้เธอนะ”
“ไม่! ก็มันหน้าที่ของนายอยู่แล้วนี่ที่จะต้องตรวจคนไข้ ฉันไม่ได้ขอร้องนายซะหน่อย”
คุณัญญาลอยหน้าลอยตาตอบกวนบาทาคุณหมอหนุ่มผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน หากเป็นหมอคนอื่นเธอคงไม่อิดออดเลยที่จะกล่าวขอบคุณที่อุตส่าห์หาสาเหตุแห่งการไม่สบายให้กับเธอ แต่กับเขา...คงไม่จำเป็นหรอกมั้ง เมื่อห้าปีก่อนเขายังไม่คิดจะขอโทษเธอเลยนี่
