3
ดรัณภพ กาญจนภัทร...เมื่อห้าปีก่อนเขาเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ห้า เขาใช้เวลาในช่วงปิดเทอมเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับกลุ่มเพื่อนเพื่อคลายเครียดจากการเรียน และสิ่งที่เขาเลือกทำก็คือการมาเข้าค่ายอาสาพัฒนาร่วมกับชมรมอาสาฯของมหาวิทยาลัย ในขณะที่คุณัญญาซึ่งในขณะนั้นเป็นนักศึกษาคณะมนุษย์ฯมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ได้เข้าร่วมค่ายอาสาในครั้งนั้นด้วย จะด้วยพรหมลิขิตหรือบุญกรรมนำพาไม่ทราบแน่เมื่อเธอบังเอิญได้อยู่กลุ่มทำงานกลุ่มเดียวกันกับเขาร่วมกับเพื่อนชั้นปีเดียวกันแต่ต่างคณะที่ชื่อว่าพรรณนารา วรรณลักษณ์ หรือเพียง หญิงสาวหน้าหวานราวกับหลุดออกมาจากวรรณคดี และคุณัญญาเองก็ดูออกว่าดรัณภพให้ความสนใจกับเพื่อนร่วมกลุ่มของเธอนางนี้มาก
ก็ไม่แปลกหรอกเพราะทัณฑิกาเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ เกือบทั้งค่าย แต่ประเด็นมันได้อยู่ที่ตรงนั้น...เรื่องที่ทำให้คุณัญญาจำเขาได้ขึ้นใจก็คือคำพูดของเขาหลังจากที่ทุกคนในกลุ่มผลัดกันแนะนำตัวและบอกคณะรวมทั้งสาขาที่แต่ละคนเรียนต่างหาก
‘ชื่อคุณัญญา...ชื่อเล่นเครือค่ะ อยู่เรียนสาขาภาษาญี่ปุ่นชั้นปีที่หนึ่งค่ะ’
คุณัญญาจำได้ว่านั่นคือประโยคแนะนำตัวของเธอเมื่อห้าปีก่อนขณะที่แต่ละกลุ่มนั่งล้อมวงกันเพื่อแนะนำตัวเองทีละคนให้คนในกลุ่มได้รู้จัก ทุกคนยิ้มรับกับคำแนะนำตัวของเธอยกเว้นเขา...ไอ้พี่หมอดล!
‘หน้าตาไม่น่าเรียนภาษาญี่ปุ่นเลย’
คำพูดเหมือนเยาะเย้ยนั้นดังลอดริมฝีปากแกร่งของคนที่คุณัญญาเองแอบชื่นชมตั้งแต่เห็นหน้ากันครั้งแรก แต่คำพูดนั้นของเขาทำให้คะแนนนิยมในตัวเขาลดลงแทบจะทันที แม้หลายคนจะไม่ทันได้ฟังคำพูดนั้นของเขาเพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับคนอื่นที่แนะนำตัว แต่คนที่ถูกพาดพิงถึงนั้นกลับได้ยินชัดเต็มสองหู
คำพูดของเขาเหมือนดาบคมๆ เฉือนลงที่หัวใจที่แสนจะอ่อนไหวง่ายของเธอและกรีดซ้ำจนเลือดโชก ก่อนที่ความเจ็บปวดนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความโมโห และเมื่อสบโอกาสขณะที่พักกลางวันแล้วเขาเดินไปเพื่อทำธุระส่วนตัว คุณัญญาก็ไม่รอช้าเลยที่จะไปเคลียร์ความขุ่นข้องใจ เพราะไม่ชอบอะไรที่มันค้างๆ คาๆ อยู่อย่างนี้
‘เดี๋ยวค่ะ...’ เธอตามเขาทันเมื่อเดินมาจนเกือบจะถึงหน้าห้องน้ำ โชคดีที่คนอื่นๆ ฉกฉวยช่วงเวลาพักกลางวันในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่กัน ฝ่ายที่ถูกเรียกหันหน้ามามองเธอด้วยแววตาสงสัย นัยน์ตาใต้แว่นใสหรี่มองคนเรียก ‘ที่พี่พูดตอนนั้นหมายความว่าไงคะ?’
‘พูดอะไร? ตอนไหน?’
‘ก็ตอนที่เครือแนะนำตัวแล้วพี่บอกว่าหน้าตาอย่างเครือไม่น่าเรียนภาษาญี่ปุ่น...มันหมายความว่าไง?’
‘ก็หมายความตามที่พูดแหละ...ถามจริง ไม่เคยมองดูตัวเองในกระจกเลยเหรอว่าทำไมพี่ถึงพูดอย่างนั้น ก็เธอมันหน้าตาเหมาะกับจะเรียนภาษาลาวไม่ก็เขมรเสียมากกว่า’
‘ทำไม? คนหน้าตาไม่ดีมันไม่มีสิทธิเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบเลยรึไง? ถามจริง...ฉันเคยไปเผาบ้านแกหรือไงแกถึงได้จิกกัดฉันนัก ฉันว่านอกจากแกจะเรียนเป็นหมอแล้วลองเปิดฟาร์มสุนัขท่าจะรุ่งนะ เพราะแค่ที่เลี้ยงอยู่ในปากตอนนี้มันก็แพร่พันธุ์จนแทบจะล้นปากอยู่แล้ว’
เมื่อเขาหาเรื่องเธอก่อนเธอก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเคารพเขาเหมือนกับรุ่นพี่คนอื่นๆ อีกต่อไป สรรพนามที่ใช้เรียกตัวเองและเขาก็เปลี่ยนไปทันที ดรัณภพซึ่งไม่คิดว่าจะโดนด่าเป็นนัยๆ ว่าปากหมามาก่อนในชีวิตอ้าปากค้างตอบโต้ไม่ทัน กว่าจะตั้งสติได้คนที่ทิ้งคำพูดอันแสนเจ็บปวดไว้ก็เดินหนีเขาไปไกลแล้ว
‘โธ่เอ้ย! ไอ้ผู้ชายเฮงซวย’
คุณัญญาบ่นกับตนเองด้วยความขัดเคืองอย่างเต็มที่เมื่อโดนคนที่เธอแอบชื่นชมตั้งแต่แรกเห็นดูถูกเข้าให้อย่างนั้น...
ใช่! เขามีรูปร่างหน้าตาที่แสนจะถูกใจเธอนัก ด้วยคิ้วหนาที่เรียงตัวพาดผ่านเหนือดวงตาสีดำใหญ่คู่คมที่ทอประกายพร่างพรายราวกับนักรักผู้มากประสบการณ์ภายใต้กรอบตาสองชั้นเรียวรีของเขานั้น ด้วยจมูกโด่งสวยได้รูปที่อยู่เหนือริมฝีปากแกร่งรูปกระจับหยักลึกยกสูงที่มุมปากทั้งสองข้างราวกับเขากำลังยิ้มอยู่ตลอดเวลา ด้วยไรหนวดเคราที่ขึ้นบางๆ ที่เหนือริมฝีปากและตามโครงหน้าคมเหลี่ยมน้อยๆ ส่งให้หน้าดูแข็งแกร่ง ด้วยลำคอแกร่งที่เชื่อมต่อกับไหล่ผายผึ่ง ด้วยหุ่นที่สูงโปร่งใหญ่โตกว่าเธอแต่ไม่ถึงกับเป็นคิงคอง หากแต่ปราดเปรียว มีกล้ามเนื้อแบบพองามตามแบบของผู้ชายที่รักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังและการออกกำลังกายนั้นเห็นทีจะหนีไม่พ้นพวกกีฬากลางแจ้งเพราะผิวนอกร่มผ้าของเขาเป็นสีแทนจางๆ แต่เนื้อแท้ที่โผล่พ้นขอบเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดที่เขามักจะสวมอยู่เป็นประจำนั้นค่อนข้างขาวกว่าผิวส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าซึ่งต้องโดดแดนประจำ ทำให้เขากลายเป็นผู้ชายที่ตรงตามเจ้าชายในฝันซึ่งเธอวาดหวังไว้ เสียอย่างเดียวตรงที่ว่าไม่น่ามีแว่นตาเลนส์ใสมาบดบังความเจิดจ้าแห่งนัยน์ตาสีดำคู่นี้เลย
ในขณะที่เมื่อห้าปีทีแล้ว...คุณัญญาเป็นเพียงเด็กปีหนึ่งที่แสนจะขี้ริ้ว ด้วยความที่เธอไม่เคยถูกปลูกฝังว่าต้องสวยไว้ก่อน ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของตนเองมากนัก เครื่องสำอางก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้อย่างไร เธอเป็นเพียงเด็กสาวตัวดำๆ เพราะขาดการดูแลผิว หน้ามัน...เป็นสิว แถมยังหัวฟูอีกต่างหาก ก็ไม่แปลกหรอกหากเขาจะไม่ได้สะดุดตาสะดุดใจเธอตั้งแต่แรกเห็นเหมือนอย่างที่เธอเป็นกับเขา
แต่ด้วยคำพูดนั้นของเขา...ทำให้เธอนึกอยากจะเอาชนะยิ่งนัก จึงพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่างเพื่อจะลบคำสบประมาทนั้น แม้ว่าจะไม่ได้เจอเขาอีกเลยก็ตาม...แต่อย่างน้อยเธอก็รู้อยู่แก่ใจว่าเธอสามารถเอาชนะคำพูดดูถูกดูแคลนของเขา ซึ่งทำให้เธอไม่มั่นใจที่จะมีแฟนแม้ว่าระยะหลังมานี่มีคนเข้ามาจีบเธอไม่น้อยก็ตาม
ดรัณภพ...หมอหนุ่มที่จำใจต้องย้ายมาประจำที่โรงพยาบาลประจำชุมชนที่เป็นเพียงโรงพยาบาลขนาดเล็กพินิจคนไข้สาวที่เขาบอกตัวเองว่าช่างสรรหาคำพูดมากวนเบื้องล่างของเขาได้อย่างดีเหลือเกิน เขารู้สึกคุ้นๆ กับเธออยู่ไม่น้อย เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลเข้มทอประกายวาวโรจน์ราวกับโกรธแค้นเขามาแต่ชาติปางไหนอยู่ใต้กรอบตาโตราวกับลูกครึ่งแขก คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน จมูกโด่งสวยได้รูปไม่ใหญ่โตแต่ไม่เล็กของเธอรับกับริมฝีปากสี ระเรื่อที่ไม่ได้บอบบางหากแต่อวบอิ่มเต็มตึงน่าจุมพิตกระตุกยิ้มมุมปากคล้ายเยาะหยันเขา
ผิวเนียนๆ ของเธอนวลผ่องดูจับตาเมื่อถูกแสงจากภายนอกสาดส่องเข้ามากระทบ ผมที่ดัดเป็นคลื่นใหญ่ๆ สีน้ำตาลเข้มแผ่กระจายเต็มแผ่นหลังมีปอยผมระข้างแก้มส่งให้ใบหน้าเรียวนั้นดูน่ามองมากขึ้น
“เรา...เคยรู้จักกันมาก่อนหรือครับ?”
