2
โรงพยาบาลประจำชุมชนแทบจะแตกเมื่อลูกสาวจอมดื้อของกำนันมากความสามารถอย่าง สุรนาถ ลิขิตพงษ์ ถูกนางวิภาดา ผู้เป็นมารดาร่วมมือกับน้องชายตัวป่วนอย่างคุณากร ลากตัวมาโรงพยาบาลโดยด่วนเมื่ออาการไข้ที่เจ้าตัวบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมากตามที่เคยทำมาก่อนเกิดกำเริบขึ้นจนเกือบถึงสี่สิบองศา
คนที่เกลียดหมอและไม่ชอบโรงพยาบาลแม้ว่าผู้เป็นแม่จะทำงานที่โรงพยาบาลและต้องคอยเทียวรับเทียวส่งแม่เกือบทุกวันอย่างคุณัญญา ต้องถูกพาตัวกึ่งๆ บังคับส่งมาที่โรงพยาบาลโดยด่วน แต่ถึงแม้จะเป็นไข้จนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเดิน ไม่มีแม้กระทั่งแรงจะตักอาหารเข้าปาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมลดดีกรีความรั้นลงแม้แต่น้อย กว่าจะพาตัวยัดใส่รถปิ๊กอัพของกำนันสุรนาถผู้เป็นพ่อและพามาส่งถึงโรงพยาบาลประจำอำเภอซึ่งตั้งอยู่หน้าหมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ได้ก็เล่นเอาทั้งพ่อ แม่ และน้องชายเหงื่อตกไปตามๆ กัน
“แม่...ไม่เอา...เครือไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย แค่ไข้หวัดธรรมดาเองกินยาเดี๋ยวก็หายเหมือนทุกทีแหละ นะ...กลับบ้านกันนะ”
“เอ๊ะ! ยัยเด็กดื้อนี่...โตจนอายุจะยี่สิบสี่อยู่ไม่กี่เดือนข้างหน้านี่แล้วยังเป็นโรคกลัวโรงพยาบาลไม่หายอีก”
“ไม่ได้กลัวนะแม่! เครือแค่ไม่ชอบโรงพยาบาลแค่นั้นเอง”
คุณัญญาแย้งเสียงขุ่น คนอย่างเธอไม่มากลัวกะอีแค่โรงพยาบาลนี่หรอก แต่ที่เธอกลัวก็คือสิ่งที่เหมือนจะไม่มีตัวตนแต่ก็ชอบปรากฏตัวให้คนในโรงพยาบาลเห็นไม่ว่าจะเป็นการมาหลอกหลอนหรือขอความช่วยเหลืออะไรก็ตามเถอะ อีกอย่างตอนเด็กๆ เธอเทียวเข้าเทียวออกโรงพยาบาลถี่มาก คงสักเดือนละสองครั้งได้ จนเธอเบื่อโรงพยาบาลเข้าเส้นเลือด และที่สำคัญก็คือที่โรงพยาบาลมีกลิ่นยาฉุนๆ เต็มไปหมด อยู่แล้วไม่เจริญจมูกสักเท่าไหร่
“ไม่ชอบโรงพยาบาลแต่คลั่งไคล้หมอเนี่ยนะ ช่างเข้ากันดีเหลือเกินนะพี่เครือ”
คราวนี้คุณากรซึ่งนั่งเงียบอยู่ข้างนางวิภาดาเอ่ยกวนเบื้องล่างพี่สาวขึ้นอย่างที่เคยทำทุกครั้งตามประสาพี่น้องหยอกล้อกัน แต่การหยอกล้อนั้นส่วนใหญ่ก็นำมาซึ่งการวิวาทที่ร้อนถึงผู้เป็นพ่อและแม่ต้องคอยห้ามทัพ คุณัญญาขึงตาดุใส่น้อง ต้องเรียกว่าพยายามขึงตาเสียมากกว่า เพราะอาการป่วยกำลังสูบเรี่ยวแรงของเธอไปจนหมดตัวแล้ว
“หุบปากไปเลย! ฉันก็แค่คิดว่าหมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เท่ตรงที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น แต่ถ้าจะให้แต่งงานด้วยก็คงไม่ไหว กลัวว่าจะต้องกลายเป็นมนุษย์ที่อยู่แต่ในลูกบอลยักษ์เหมือนในหนัง เพราะสามีอนามัยจัด”
ยังไม่ทันที่คุณากรจะได้ต่อล้อต่อเถียงกับพี่สาวต่อ เสียงประกาศเรียกชื่อของคุณัญญาให้เข้าตรวจในห้องตรวจซึ่งคุณยายคนหนึ่งเพิ่งเดินออกมาเมื่อครู่นี้
“พ่อ...แม่...ไม่ไปไม่ได้เหรอ?”
คุณัญญาพยายามต่อรอง กลัวว่าพอเข้าไปให้หมอตรวจแล้วจะกลายเป็นว่าเธอเป็นมากกว่าไข้หวัดธรรมดาและต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่เอาด้วยหรอก...ต้องทนสูดกลิ่นที่เธอเรียกว่าไม่เจริญจมูกทั้งวันทั้งคืน แถมยังต้องหวาดหวั่นว่าสิ่งที่ไม่พึงประสงค์จะมาปรากฏกายให้เห็น และยังต้องขาดงานอีก
“ไม่ได้! มาถึงที่นี่แล้วยังไงก็ต้องตรวจ เผื่อเป็นอะไรหนักหนาขึ้นมาจะได้รักษาทัน”
คราวนี้ร้อนถึงกำนันสุรนาถต้องออกโรงเอง เพราะดูท่าทางภรรยาและบุตรชายคนเล็กจะต้านทานคลื่นความดื้อรั้นของบุตรสาวคนโตไม่ไหวเป็นแน่ พอพ่อที่ไม่ค่อยจะเอ่ยปากบังคับให้เธอทำอะไรออกปากบัญชาคำสั่งเองอย่างนี้ คนที่นอกจากจะป่วยแล้วยังดื้อจึงได้แต่ปิดปากเงียบ และเดินเข้าไปยังห้องตรวจตามที่ถูกเรียกชื่อเมื่อครู่
หญิงสาวในชุดเสื้อยืดกับกางเกงสี่ส่วนแบบสบายๆ ทำหน้าเซ็งๆ ไม่เอ่ยทักทายผู้เป็นหมอที่นั่งก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างด้วยลายมือที่อ่านไม่รู้เรื่องสักนิด ในขณะที่คุณหมอหนุ่มในชุดเสื้อกาวน์และมีสเตโทสโคป หรือ หูฟังเสียหัวใจคล้องอยู่ที่คอเอ่ยถามโดยไม่ทันได้มองหน้าคนป่วยเช่นกัน
“เป็นอะไรมาครับ?”
ความที่เธอเพิ่งโดนบังคับขู่เข็ญให้มาโรงพยาบาลทั้งๆ ที่พยายามจะแข็งข้ออย่างเต็มที่แต่ก็ไม่อาจขัดได้ จึงทำให้คนดื้อรั้นและไม่ค่อยชอบให้ใครมาชี้นิ้วสั่งให้ทำนั่นทำนี่เลยหงุดหงิด ยิ่งมาเจอคำถามซึ่งในสภาวะอารมณ์นี้เธอเห็นว่ามัน งี่เง่าด้วยแล้ว เธอจึงยิ่งโมโหขึ้นไปกว่าเดิม
“ก็เห็นอยู่ว่าเป็นคน ถ้าเป็นหมาก็คงไปหาหมอหมาไม่มาหาหมอรักษาคนหรอก”
กล่าวแล้วหญิงสาวก็ลอยหน้าลอยตามองสำรวจรอบห้อง ในขณะที่คุณหมอที่ต้องมารองรับอารมณ์หงุดหงิดของคนไข้สาวโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักอย่างเหลือบสายตาขึ้นมามองเสี้ยวหน้าเนียนที่หันไปอีกทาง ในแวบหนึ่งเขารู้สึกว่าคุ้นหน้าคนไข้สาวคนนี้เหลือเกิน เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน...เมื่อนานมาแล้ว
ไม่หรอก...เขาคงไม่เคยรู้จักผู้หญิงกวนโอ๊ยอย่างนี้แน่นอน เขาคิดพลางก้มลงเขียนอะไรขยุกขยิกต่อไป ในขณะที่เอ่ยปากถามด้วยคำถามที่ยังต้องการคำตอบแบบเดิมแต่ใช้คำพูดที่ชัดเจนขึ้น
“ผมหมายความว่าคุณไม่สบายเป็นอะไรมาครับ?”
แม้ในใจจะเริ่มเดือดเพราะตัวเองก็เพิ่งโดนแม่ที่อยู่กรุงเทพฯบ่นตามสายโทรศัพท์มาตั้งแต่เช้าของวัน และยังต้องทำงานต่อเนื่องจนเกือบจะเที่ยงยังไม่ทันได้พัก แต่เขาก็ยังคงรักษาคำพูดและน้ำเสียงให้อยู่ในระดับสุภาพเช่นเดิม แต่อีกฝ่ายนี่สิ...ไม่คิดจะช่วยเขารักษาอาการไม่ให้โพล่งออกไปอย่างโมโหเลยสักนิด
“ถ้าฉันรู้ก็คงไม่ต้องมาโรงพยาบาลให้คุณตรวจหรอกค่ะคุณหมอขา...”
การโดนกวนอีกครั้งทำให้คุณหมอหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนไข้จอมป่วนด้วยสีหน้าและแววตาที่โมโหคนตรงหน้าอย่างสุดขีด ครานี้คุณัญญาต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าคุณหมอที่มีหน้าที่ตรวจอาการป่วยของเธอเป็นใคร เธอจำเขาได้...แม้เวลาจะผ่านไปเกือบจะห้าปีแล้ว เธอจำเขาได้ดี...แม้ว่าจะรู้จักกันเพียงไม่กี่วันเมื่อห้าปีที่แล้ว
“นะ...นี่คุณ...ไอ้พี่หมอดลนี่นา”
“เรารู้จักกันด้วยเหรอ?”
อ๋อ...นี่คงจำเธอไม่ได้สินะ ใช่สิ! ก็เธอมันไม่ใช่คนสวยโดดเด่นที่จะทำให้คนจำได้ตั้งแต่แรกเห็นนี่นา อีกอย่าง...เธอก็เปลี่ยนไปจากเมื่อห้าปีก่อนมาก ก็ไม่แปลกที่เขาจะจำเธอไม่ได้ ในขณะที่เธอจำหน้าเขาได้แม่น! แม้เขาจะเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม เขาเป็นคนที่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปตั้งหลายอย่างเพียงเพราะคำพูดแค่ไม่กี่คำ
