8
“งานอะไรหรือจ๊ะ?” ธนดลถามอย่างใคร่รู้ อยากรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายให้มากที่สุด เพราะพูดกันตามตรงแบบไม่ต้องแอ๊บ เขาสนใจชายา และยังสนใจอยู่ แต่ก็รู้ตัวว่ามันอาจจะเป็นการละลาบละล้วงหญิงสาวเกินไป จะว่าไป... ทั้งเขาและเธอก็เหมือนคนแปลกหน้ากัน “เอ่อ... พี่ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ มันก็ไม่ใช่ความลับอะไร” ชายายิ้มเพื่อให้เขาสบายใจ เพราะดูท่าเขากำลังคิดว่าเธอไม่พอใจที่ถูกเขาจี้ถามอย่างนี้ และคำลงท้ายของเขาก็ทำให้เธอสะดุดหูอยู่ไม่น้อย ผู้ชายที่ชอบพูด ‘คะ’ ‘ขา’ นี่เขาว่ากันว่าเจ้าชู้เสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วธนดลล่ะ... จัดอยู่ในประเภทนั้นหรือเปล่า? “คือ... ป่านสมัครงานเป็นครูไว้น่ะค่ะ เป็นครูสอนเด็กอนุบาล”
“ว้าว! น่าสนใจจังเลยค่ะ” ชายหนุ่มทำสุ้มเสียงตื่นเต้นอย่างที่ชายาดูไม่ออกว่า เขาตื่นเต้นอยู่จริงๆ หรือว่ากำลังเสแสร้งอยู่กันแน่
“พี่ดลคิดว่ามันน่าสนใจจริงๆ เหรอคะ?” ที่ถามเพราะหลายต่อหลายคนที่เธอเล่าให้ฟังว่าจะไปเป็นครูอัตราจ้าง ซึ่งก็คงไม่ต่างจากตำแหน่งลูกจ้างในบริษัทอื่นๆ มันจะมั่นคงได้หาเงินได้เยอะจริงๆ น่ะเหรอ? ทั้งที่เธอเรียนจบด้านภาษามา น่าจะหางานที่ทำเงินได้มากกว่านั้น มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย และมีหลายคนที่คัดค้าน แม้กระทั่งอาชาก็ยังไม่เห็นด้วยเลยในตอนแรกๆ
“ใช่สิคะ พี่ว่ามันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะ” ชายหนุ่มบอก ก่อนจะเหลือบมองเห็นหนังสือที่วางอยู่ข้างแก้วเครื่องดื่มของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม “ว่าแต่... น้องป่านอ่านอะไรอยู่เหรอคะ?”
“นิยายน่ะค่ะ เรื่อง Warm Bodies พี่ดลเคยอ่านไหมคะ?” ดูเหมือนการได้พูดคุยกับคนใหม่ๆ จะช่วยให้หญิงสาวลืมอาชาไปได้ชั่วขณะ
“เคยดูแต่หนังน่ะค่ะ” ธนดลบอก เขาเคยดูหนังเรื่องนี้ แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นนิยายมาก่อน
“พี่ดลดูหนังโรแมนติกด้วยเหรอคะ?” ชายาออกจะแปลกใจ มีผู้ชายจำนวนน้อยมากที่เธอรู้จัก ที่จะชื่นชอบการดูหนังแนวรักหวานๆ อย่างนี้
“ก็... พอดีเพื่อนชวนดูน่ะค่ะ ก็เลยต้องไปดูด้วย” ชายาพยักหน้าเบาๆ คำว่า ‘เพื่อน’ ที่ชายหนุ่มว่า คงหมายถึงคนรักเสียมากกว่าล่ะมั้ง เพราะเพื่อนผู้ชายคงไม่ชวนกันดูหนังแนวนี้แน่ๆ
“แล้วพี่ดลคิดว่า ความรักมันจะสามารถเปลี่ยนคนที่เหมือนตายไปแล้วให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้งจริงๆ รึเปล่าคะ?” หญิงสาวตั้งคำถาม มีไม่บ่อยครั้งนักที่เธอจะได้มานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่เป็นหัวข้อทั่วๆ ไปอย่างนี้ ปกติเธอไม่ค่อยมีสังคมหรอก วนเวียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยกับที่ทำงานซึ่งเธอไปสมัครทำงานพิเศษ เพราะอยากมีเงินมาใช้หนี้อาชาที่ให้พ่อของเธอยืมซื้อบ้าน
“ไม่รู้สิคะ มันก็เป็นนิยายน่ะนะ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอนั่นแหละ” ชายหนุ่มตอบออกไปอย่างใจคิด ก่อนที่จะนิ่งไปเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “แต่พี่ว่าความรักน่ะมันมีอิทธิพลมากนะ มันอาจจะช่วยชุบชีวิตไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้ บางครั้งความรักก็เป็นพลังให้เราสร้างสรรค์สิ่งที่ดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเลือกใช้มันอย่างผิดๆ ความรักก็กลับกลายเป็นอาวุธที่คนเราสามารถใช้ทำร้ายซึ่งกันและกันได้”
“ก็เป็นความคิดที่น่าสนใจดีนะคะ” ชายาไม่ปฏิเสธเลยว่าความคิดของธนดลก็มีส่วนเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว “ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นข่าวฆ่ากันตายเพราะหึงหวงบ่อยๆ หรอก”
“ใช่แล้วค่ะ แต่... เมื่อความรักมันเข้าตาแล้ว บางครั้งเราก็ทำอะไรลงไปโดยไม่ทันคิดหรอกว่ามันจะทำร้ายคนอื่นแค่ไหน รู้แค่ว่าเราอยากทำเพื่อคนที่เรารัก เราทำเพราะเรารักเขา” ชายหนุ่มยังคงพูดต่อ มีไม่มากนักและกับเพียงแค่ไม่กี่คนที่จะสามารถดึงท่าทีจริงจังเคร่งขรึมของเขาออกมาได้ ปกติธนดลเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ทำตัวเป็น ‘พ่อพวงมาลัย’ อย่างที่แม่ชอบค่อนขอดจะตาย
“เหมือนคำพูดที่ว่าความรักทำให้คนตาบอดน่ะเหรอคะ?” เธอต่อบทสนทนาอย่างสนอกสนใจ
“ใช่ค่ะ แต่ก็น่าแปลกที่คนเราพร้อมจะตาบอดเพราะความรัก” ริมฝีปากหยักยกยิ้มกับคำพูดนั้นของตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าความรักอาจจะทำร้ายเราได้ แต่มนุษย์เราก็อยู่ไม่เคยได้โดยปราศจากความรักเลยสักที
“พี่ดลรู้อะไรไหมคะ? หัวใจน่ะมันเป็นก้อนเนื้อที่ทำงานเหนือการควบคุมของสมอง”
“อืม... งั้นก็คงไม่แปลกสินะคะ ที่เราไม่สามารถห้ามใจไม่ให้รักใครสักคนที่เราก็รู้ว่าไม่ควรจะรักได้สักที” ธนดลสรุปจากคำพูดของเธอเอง แต่ชายากลับสะอึกเหมือนถูกทิ่มด้วยเหล็กแหลมๆ เข้าที่หัวใจอย่างจัง
“ก็คงอย่างนั้นแหละค่ะ” เพราะคำพูดของเขา ทำให้เธอนึกถึงสาเหตุที่ตัวเองต้องมาเดินเล่นทอดอารมณ์ที่ห้างฯในวันนี้ ก็จริงอย่างที่เขาพูด ถ้าเธอสามารถใช้สมองควบคุมหัวใจของตัวเองได้ เธอคงไม่หลงรักคุณอาของตัวเองอย่างนี้หรอกล่ะมั้ง
“แล้วนี้น้องป่านวางแผนจะไปไหนต่อไหมคะ?” ธนดลถามเมื่ออีกฝ่ายเงียบไปชั่วอึดใจ คิดว่าหัวข้อสนทนาเมื่อครู่คงหมดความน่าสนใจเข้าให้แล้ว
“ยังไม่รู้เลยค่ะ พอดีเบื่อๆ เลยออกมาเดินเล่น” ชายาบิดเบือนความจริงเล็กน้อย เพราะจริงๆ แล้วเธอไม่ได้เบื่อ ทว่าไม่อยากจ่อมจมอยู่กับความเศร้าต่างหาก เลยออกมาหาอะไรทำ
“งั้น... ไปดูหนังกันไหมคะ? พี่เลี้ยงเอง” ชายหนุ่มเสนอ เพราะจริงๆ แล้วเขาเพิ่งเลิกกับคู่ขาคนล่าสุดไป เนื่องจากความแง่งอนจนเกินงามของอีกฝ่ายทำให้เขาเบื่อและกดดันที่ต้องมาคอยทำตามที่เธอเรียกร้องไม่หยุดหย่อน วันนี้ก็เลยเกิดอาการเซ็งๆ จนต้องระเห็จตัวเองออกมาเดินเล่น ไม่น่าเชื่อว่าการออกมาเดินห้างฯโดยไม่มีผู้หญิงเคียงข้างครั้งแรกในรอบหลายปี จะทำให้เขาได้พบกับชายาอีกครั้ง
“นี่กำลังขอป่านเดตอยู่รึเปล่าคะ?”
