11
กว่าธนดลจะยอมมาส่งรุ่นน้องสาวที่บ้านก็เกือบสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว เพราะเขารั้งเธอไว้ด้วยการชวนไปนั่งฟังเพลงต่ออีกหน่อย หวังว่าระยะเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันไม่กี่ชั่วโมงจะทำให้ชายาเลิกตั้งกำแพงกับเขา บอกตามตรง... เขารู้สึกสนใจหญิงสาวเข้าให้จริงๆ เสียแล้ว จากที่ตอนแรกคิดแค่ว่าอยากทำความรู้จักเฉยๆ และต้องการเอาชนะท่าทีที่ปิดกั้นตัวเองจากผู้ชายทั้งโลก
“ขอบคุณมากนะคะที่วันนี้อยู่เที่ยวเป็นเพื่อนพี่ตั้งหลายชั่วโมง” ธนดลบอกเมื่อเดินมาส่งเจ้าของบ้านถึงรั้วหน้าบ้าน
“ป่านต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่ดล ไว้วันหลังให้ป่านเลี้ยงบ้างนะคะ” ชายาบอกอย่างเกรงใจ วันนี้ชายหนุ่มจ่ายเงินเลี้ยงเธอไปตั้งหลายสตางค์ ทั้งที่เธอพยายามแย้งที่จะขอจ่ายเองแล้วก็ตาม
“ป่านไม่ต้องเลี้ยงตอบแทนพี่หรอกค่ะ แค่ให้อยากตั้งกำแพงใส่พี่ก็พอแล้ว”
“แหม... ปากหวานนะคะ” แม้จะไม่ได้ชอบเขาในเชิงชู้สาว แต่พอได้ยินคำหวานๆ อย่างนั้นก็อดหน้าแดงไม่ได้เหมือนกัน ก่อนเอ่ยทีเล่นทีจริง “คิดจะจีบป่านจริงๆ หรือไงคะ?”
“ถ้าพี่บอกว่าใช่ล่ะคะ? ป่านจะว่ายังไง?” ชายหนุ่มถามมาตรงๆ และนั่นทำให้คนถูกถามตีสีหน้าไม่ถูกเอาเสียเลย กลัวว่าจะเป็นการเห็นแก่ตัวที่ใช้เขาเพื่อลืมรักที่มอบให้กับใครบางคน
“เอ่อ... ป่านว่า...”
“นะคะ” เมื่อเห็นตั้งท่าจะปฏิเสธ ธนดลจึงชิงอ้อนก่อนด้วยน้ำเสียงหวานๆ ชวนให้ใจอ่อน “ไม่ต้องรีบรับรักพี่ตอนนี้ก็ได้ พี่ไม่ได้เร่งรัดอะไรป่านหรอก ขอแค่พี่ได้ลองพยายามจีบป่านดูก่อนแค่นั้นเองค่ะ”
“ก็ได้ค่ะ” เคยมีคนบอกว่าเธอเป็นคนขี้ใจอ่อน และดูท่าว่าจะจริงเสียด้วย เพราะเห็นแววตาละห้อยเหมือนลูกหมาของธนดลแล้วก็ขัดใจเขาไม่ลงจริงๆ เอาน่า... ก็แค่จีบ ไม่ได้บังคับให้เธอเป็นแฟนเขาเสียหน่อย ไม่แน่นะ... หากได้รู้จักกับชายหนุ่มมากกว่านี้ เธออาจจะรักเขา แล้วตัดใจจากผู้ชายที่มีเจ้าของแล้วอย่างอาชาได้อย่างจริงๆ จังๆ เสียที “แต่ป่านไม่รับปากนะคะว่าจะจีบติดหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องหัวใจไม่มีใครบังคับใครได้ และพี่ก็มั่นใจว่าเก่งพอที่จะจีบป่านให้ติด” ธนดลพูดด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ ก็เขาน่ะมีพร้อมทั้งรูปและทรัพย์ แถมยังมีคารมเป็นต่อ สาวๆ คนไหนก็ต้องหลงใหลทั้งนั้นแหละ
“ถ้างั้นก็กลับไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ พรุ่งนี้จะได้มีแรงมาจีบป่านต่อ” ชายาบอกกลั้วหัวเราะกับท่าทีที่พกความมั่นใจมาเกินขนาดของอีกฝ่าย
“จะไม่เชิญพี่เข้าบ้านหน่อยเหรอคะ?” คราวนี้ชายหนุ่มเปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงออดอ้อน และแววตาใสซื่ออีกครั้ง แต่หญิงสาวตั้งใจแล้วว่าจะไม่ยอมใจอ่อนให้เขาอีกข้อแน่ๆ เพราะแค่นี้ก็ชักจะเร็วเกินจนเธอกลัว
“ไว้คราวหน้านะคะ วันนี้ป่านเหนื่อยแล้วค่ะ”
“ก็ได้ค่ะ” ธนดลทำหน้าหงอยแต่ก็ยอมรับการตัดสินใจของเจ้าของบ้าน เขาไม่ได้ตั้งใจจะรุกอีกฝ่ายเร็วเกินไปหรอก ก็แค่ลองถามดูเผื่อได้ แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร “งั้นพี่กลับก่อนนะคะ”
“ขับรถดี ๆ นะคะ” ชายายิ้มหวานให้ อย่างน้อยๆ ชายหนุ่มก็ไม่ได้ช่างตื้อจนน่ากลัว รู้ว่าเมื่อใดควรถอย เมื่อใดควรเดินหน้าต่อ หญิงสาวยืนรอกระทั่งเขาเดินกลับขึ้นรถของตัวเองที่จอดเทียบที่หน้ารั้วบ้านของเธอ กระทั่งรถคันนั้นเคลื่อนไกลออกไปจนลับตา จึงเดินกลับเข้าบ้านตัวเอง
ชายาทำทุกอย่างเหมือนปกติ แต่ในใจกลับรู้สึกอ้างว้างอย่างประหลาด บ้านหลังนี้เธอเคยอาศัยอยู่กับพ่อ พอพ่อเสียก็เหลือเพียงแต่เธอ แต่ก็มีอาชาแวะเวียนมาเยี่ยมบ่อย ๆ อยู่เป็นเพื่อนจนดึกจึงได้กลับ ทว่าวันนี้เธอคงต้องฆ่าเวลาด้วยการอยู่เงียบๆ คนเดียว เพราะคุณอาของเธอคงกำลังง่วนอยู่กับการเอาอกเอาใจคู่หมั้นของเขาล่ะมั้ง เธอคิดพลางเดินตั้งใจจะเปิดประตูเข้าไปในบ้าน แต่ใครบางคนกลับเดินออกจากมุมมืดมาขวางหน้าเธอเอาไว้
“อุ๊ย!” หญิงสาวสะดุ้งและอุทานอย่างตกใจ พอเพ่งผ่านความมืดดี ๆ และพอจะเห็นหน้าร่างสูงอย่างคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคนรู้จักนั่นแหละ เจ้าของบ้านจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก “อาเจตน์ ตกใจหมดเลย”
“กลับดึก” พยางค์สั้น ๆ หนัก ๆ ที่ดังพ้นริมฝีปากหยักลึกทำให้ชายาขมวดคิ้วหมับอย่างไม่เข้าใจว่าอาชาจะโมโหอะไรนักหนา ถึงได้ทำท่าทางเหมือนอยากจะจับเธอตีก้นอย่างนั้น หรือจะโกรธที่เธอต่อปากต่อคำกับคู่หมั้นของเขาอย่างไม่ไว้หน้า?
แต่นั่นมันไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย ก็ญาณินหาเรื่องเธอก่อน แล้วอาชาก็ไม่เห็นจะปกป้องคนที่ตัวเองเรียกว่า ‘หลานสาว’ เธอก็ต้องปกป้องตัวเองสิ!
“ก็ค่ะ พอดีว่าพี่ดลชวนอยู่เที่ยวต่อ” ด้วยความน้อยใจที่เขาไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องเธอที่ถูกคู่หมั้นของเขาดูถูก คนที่ถูกมองว่าเป็นเด็กตลอดเวลาอย่างชายาจึงลองประชดเขาดูบ้าง
“เที่ยวถึงไหนต่อไหนกันล่ะ ถึงได้หายไปด้วยกันตั้งหลายชั่วโมง!” อาชาหอบหายใจเข้าปอดลึกๆ อย่างพยายามระงับอารมณ์ที่คุกรุ่นอย่างเต็มที่
ใช่! เขากำลังโมโห โมโหชายาที่ดื้อดึงไม่เชื่อฟังเขาอย่างเคย โมโหตัวเองที่พอจินตนาการว่าหญิงสาวทำอะไรต่อมิอะไรที่มันเกินเลยกับธนดล ก็รู้สึกหงุดหงิดจนนึกอยากจะตามไปต่อยหน้าไอ้ผู้ชายคนนั้น แล้วออกคำสั่งว่าห้ามยุ่งกับเด็กในปกครองของเขาอีก! และเพราะอย่างนั้น... ตัวต้นเหตุอย่างชายาจึงต้องรับผิดชอบกับอารมณ์ร้อนๆ นี้โดยที่เขาเองก็ห้ามตัวเองไม่ทันเหมือนกัน เพราะปกติไม่เคยแสดงอาการโมโหหงุดหงิดใส่หญิงสาวเช่นนี้มาก่อน
“นั่นมันเป็นเรื่องส่วนตัวของป่านนะคะ”
