ตอนที่ 6 ยอดหญิงอัจฉริยะ
ร่างสูงในชุดสีเข้มกำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าประตูจวน ดวงตาคู่คมประสานสายตากับผู้เป็นภรรยาอย่างไม่ลดละ
"ข้าไม่อนุญาตให้ออกไป ครรภ์ของเจ้าใหญ่มากแล้วเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย" หลี่จวิ้นเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความห่วงใย
"แต่เจ้าก้อนแป้งยังไม่มีเตียงนอนเลย ข้าจำต้องออกไปคุยกับช่างไม้ด้วยตัวเอง" หลิวลู่หลินพยายามอธิบาย หญิงสาวเหลือเวลาเตรียมข้าวของให้บุตรชายอีกไม่มาก สามียังจะมาห้ามปรามมิให้ออกจากจวนอีก
"ถ้าเช่นนั้นเจ้าฝากข้าไปดีหรือไม่ ประเดี๋ยวข้าไปคุยกับเถ้าแก่จงให้เอง" ชายหนุ่มรับอาสาแทน
"มิได้เจ้าค่ะ แบบที่ข้าร่างขึ้นมาค่อนข้างซับซ้อน มีเพียงข้าเท่านั้นจึงจะสามารถอธิบายให้พวกเขาเข้าใจได้" เหตุใดวันนี้หลี่จวิ้นเฉินเอาแต่ห้ามอย่างเดียวมิยอมฟังเหตุผลเสียเลย
"ถ้าเช่นนั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ นั่งรถม้าไปพร้อมกันข้าจะได้วางใจ" ผู้เป็นสามียื่นข้อเสนอ
"ตกลงเจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเลย เสียเวลามามากแล้ว" เมื่อได้ข้อสรุปหลิวลู่หลินก็บุ้ยใบ้ไปยังรถม้าทันที
ร่างแข็งแรงของหลี่จวิ้นเฉินก้มลงช้อนตัวภรรยาขึ้นอุ้มอย่างระมัดระวัง แล้วก้าวขาตรงไปยังพาหนะขนาดใหญ่ตรงหน้าทันที
ม่านตาของหลิวลู่หลินถึงกับขยายกว้างด้วยความตกใจ ยิ่งนับวันสามีจอมทึ่มของนางยิ่งเข้ามาวอแวและก้าวก่ายชีวิตนางมากขึ้นทุกที ทั้งที่ชาติก่อนนางกับเขาเจอกับแทบนับครั้งได้
ร่างอุ้ยอ้ายถูกวางลงบนรถม้าอย่างเบามือ นางค่อยๆขยับตัวเข้าไปนั่งด้านในโดยที่มือเรียวสวยยังคงถูกมือหนาของสามีประคองอยู่
"ขอบคุณ" หญิงสาวเอ่ยขอบคุณหลี่จวิ้นเฉินเสียงเบาก่อนจะผินหน้าไปยังหน้าต่างเป็นเชิงอธิบายว่านางจะนั่งเงียบๆไม่ต้องรบกวน
ร่างหนาเห็นภรรยานั่งเงียบไม่พูดไม่จาอีก ชายหนุ่มจึงลอบพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยนางก็ยอมให้เขานั่งมาด้วยเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หลี่จวิ้นเฉินนั่งตรงข้ามภรรยาอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงรบกวนการชมบรรยากาศของนางแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามรถม้าคันใหญ่ของจวนแม่ทัพบูรพาก็มาถึงที่หมาย หลี่จวิ้นเฉินลงรถม้าไปก่อน จากนั้นจึงหันมาช่วยประคองภรรยา สองสามีภรรยาจับจูงกันเข้าไปในโรงไม้ขนาดใหญ่ของเถ้าแก่จง หลิวลู่หลินไม่ค่อยชินนักที่ต้องเดินโดยมีร่างสูงของสามีคอยโอบประคองอยู่ไม่ห่าง และหญิงสาวก็ขัดขืนหรือปฏิเสธน้ำใจของสามีไม่ได้เสียด้วย เนื่องจากสรีระของนางในตอนนี้ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกดังเช่นตอนที่ยังเป็นวิญญาณเร่ร่อนอีก
"โรงไม้จงป๋อยินดีต้อนรับขอรับ" ชายรูปร่างสันทัดรีบวิ่งออกมาต้อนรับเมื่อเห็นลูกค้าใหม่มาเยือน
"เถ้าแก่จงอยู่หรือไม่?" หลี่จวิ้นเฉินเอ่ยถามพลางสอดส่ายสายตาหาเจ้าของโรงไม้
"อยู่ขอรับ แต่เถ้าแก่กำลังคุยงานกับท่านจอหงวนจางอี้ปินอยู่ทางโน้นขอรับ ประเดี๋ยวเสร็จธุระข้าน้อยจะเรียนเถ้าแก่ให้รีบมาตรงนี้เลยขอรับ เชิญนายท่านกับฮูหยินนั่งที่โต๊ะรับรองก่อน" ลูกน้องเจ้าของโรงไม้ผายมือเชื้อเชิญ
จางอี้ปิน เช่นนั้นหรือ?
ไม่คิดว่าจะได้พบชายหนุ่มที่นี่
ดี! นางอยากเจอหน้าจอมลวงโลกผู้นั้นเสียหน่อย
"ข้าอยากชมผลงานของโรงไม้จงป๋อ สามารถเดินไปดูได้หรือไม่?" หลิวลู่หลินเอ่ยถาม
"ได้ขอรับ ผลงานทุกชิ้นในโรงไม้แห่งนี้ไม่ได้เป็นความลับ นายท่านกับฮูหยินสามารถเดินชมได้ตามใจชอบเลยขอรับ" ชายคนเดิมเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง
"ขอบคุณ" หลิวลู่หลินกล่าวขอบคุณ
หลี่จวิ้นเฉินลอบสังเกตใบหน้าของภรรยาแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
จอหงวนผู้นั้นใช่อดีตคนรักของนางหรือไม่?
ถานจินหรงเคยเล่าว่าเขาเป็นบุรุษที่หลิวลู่หลินรักนักรักหนาจนมิอาจมอบหัวใจให้ชายใดได้อีก รังสีอำมหิตรอบกายของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นจนทำให้ร่างเล็กในวงแขนสัมผัสได้
"ดูเหมือนท่านจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก" หญิงสาวถามเลิกคิ้วถาม
"เปล่านี่ ข้าอารมณ์ดีมากทีเดียว" หลี่จวิ้นเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะกดกลั้นอารมณ์อย่างเต็มที่
หลิวลู่หลินเลิกสนใจชายหนุ่ม สามีผู้นี้มักผีเข้าผีออกจนนางตามไม่ทัน หญิงสาวค่อยๆเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งพบกับร่างสูงอันคุ้นตา
จางอี้ปินถือเป็นบุรุษหน้าตางดงามผู้หนึ่ง เขามักมีรอยยิ้มตราตรึงใจประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ ไม่แปลกที่ในอดีตนางจะหลงคารมของชายหนุ่มจนโงหัวไม่ขึ้น ด้วยความที่จางอี้ปินเป็นบัณฑิต ร่างกายจึงบางกว่าสามีของนางถึงหนึ่งส่วน ถึงแม้ว่าความสูงจะไล่เลี่ยกันก็ตามทีเถิด รูปลักษณ์ภายนอกดูสะอาดสะอ้าน ความเจ้าสำอางบวกกับตำแหน่งจอหงวนคนใหม่จึงทำให้ชายหนุ่มจึงเป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั่วเมืองหลวงรวมถึง'ถานจิวเหมย' สหายรักของนางด้วย
ในขณะที่หลี่จวิ้นเฉินกลับแตกต่างออกไป ชายหนุ่มมีใบหน้าคมคายและดุดันแบบฉบับชายชาติทหาร รูปร่างสูงใหญ่องอาจน่าเกรงขาม แม่ทัพบูรพาผู้นี้มักมีสีหน้าเคร่งขรึมเป็นเสือยิ้มยาก อุปนิสัยของเขาเป็นคนซื่อสัตย์ ซื่อตรง และออกจะซื่อบื้อด้วยกระมัง จึงได้ถูกถานจินหรงจับด้วยแผนการอันตื้นเขินถึงเพียงนั้น ในตอนแรกนางไม่รู้ว่าสหายกับภรรยารองของสามีมีความเกี่ยวข้องกัน จนกระทั่งตายไปหญิงสาวจึงได้รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดคือ ถานจิวเหมย สหายที่นางรักและไว้วางใจมากที่สุดนั่นเอง
"ฝ่าบาททรงต้องการเก้าอี้ที่สามารถนั่งทำงานได้นานขึ้นและช่วยลดความเมื่อยล้าลง เถ้าแก่จงพอจะทำได้หรือไม่?" จางอี้ปินเอ่ยถามเถ้าแก่จงด้วยน้ำเสียงร้อนใจ วันนี้ฝูกงกงตามมาประกบชายหนุ่มด้วย เขาจึงเกรงว่าหากกระทำสิ่งใดผิด เรื่องอาจถึงพระเนตรพระกรรณฮ่องเต้ได้
"เรียนคุณชายจาง แม้จะเคยได้ยินนักเดินทางพูดกันว่าในดินแดนอันไกลโพ้นนั้น มีเก้าอี้ที่สามารถนั่งทำงานได้ นอนได้ อีกทั้งยังเคลื่อนไหวได้อีกด้วย แต่ตัวข้าน้อยนั้นไร้ความสามารถมิอาจทำขึ้นมาได้เองหากไม่มีตัวอย่างให้เห็น หรือมีผู้รู้ช่วยชี้แนะ" เถ้าแก่จงเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ ใช่ว่าจะไม่อยากทำ แต่อาศัยเพียงเรื่องราวที่ได้ยินกันปากต่อปากโดยไม่รู้รายละเอียดเชิงลึกนั้น เขาไม่สามารถรังสรรค์ผลงานออกมาได้จริงๆ
ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน หากทำเก้าอี้ที่ฝ่าบาทประสงค์ไม่ได้ พระองค์ต้องทรงกริ้วแน่
"ข้าน้อยพอมีวิธีเจ้าค่ะ" เสียงหวานของสตรีเอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดลง
"หลินเออร์" จางอี้ปินพึมพำเสียงเบาด้วยความตกใจ ชายหนุ่มคาดไม่ถึงว่าจะเจอนางที่นี่
"ขออภัย ข้ากับภรรยามิได้ตั้งใจจะเสียมารยาท พวกเราเพียงแต่มาสั่งทำเตียงให้บุตรเท่านั้น" หลี่จวิ้นเฉินออกตัวขอโทษอย่างสุภาพ เพราะในนี้มีกงกงอาวุโสรวมอยู่ด้วย
"แม่ทัพหลี่อย่าได้เกรงใจ ว่าแต่ฮูหยินหลี่มีวิธีอย่างไร ช่วยชี้แนะได้หรือไม่?" ฝูกงกงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสนใจ ฮูหยินหลี่ผู้นี้อายุยังน้อย แต่กลับพูดจาฉะฉาน แววตาเฉลียวฉลาด
"เถ้าแก่จง รบกวนขอกระดาษกับพู่กันได้หรือไม่?" หลิวลู่หลินเอ่ยถามเจ้าของโรงไม้
"ได้ขอรับ" เถ้าแก่จงรีบยื่นชุดเครื่องเขียนให้ฮูหยินจวนแม่ทัพทันที
หลิวลู่หลินขยับย้ายไปยังโต๊ะตัวเตี้ยริมหน้าต่าง ก่อนจะนั่งลงไปแล้วบรรจงเขียนแบบอย่างคล่องแคล่ว หญิงสาวเขียนไปได้สักพักจึงเงยหน้าขึ้นสบตาสามีพลางเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านช่วยฝนหมึกให้ข้าที"
"ได้สิเมียรัก" แม่ทัพบูรพาดีใจที่ภรรยาคนงามร้องขอความช่วยเหลือตนต่อหน้าคนรักเก่า จึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย ชายหนุ่มลงมือฝนหมึกให้ภรรยาอย่างขะมักเขม้น
หญิงสาวใช้เวลาร่างแบบต่อเพียงหนึ่งก้านธูปก็เสร็จเรียบร้อย นางยื่นกระดาษกลับไปให้เถ้าแก่จงพิจารณา
"ฮูหยินหลี่! ท่านทำได้อย่างไรกัน? ตั้งแต่เกิดมาข้ายังมิเคยได้เห็นการเขียนแบบที่ซับซ้อนและละเอียดเท่านี้มาก่อน ท่านคือยอดหญิงอัฉริยะแห่งยุคเลยก็ว่าได้" จงป๋อ หรือเถ้าแก่จงชมไม่ขาดปาก เก้าอี้ตัวนี้ถูกออกแบบให้มีล้อหมุนสำหรับเคลื่อนที่ถึงหกล้อ มีคันโยกอยู่ด้านข้างสามารถปรับระดับเปลี่ยนจากนั่งเป็นนอนได้ นอกจากนี้ยังมีพนักพิงและเบาะรองนั่งที่ถูกยัดด้วยนุ่นอีกที
ฝูกงกงรับกระดาษแผ่นนั้นไปพิศดู ชายชราถึงกับตกตะลึงในความสามารถของสตรีท้องแก่ตรงหน้า หญิงสาวยังมีความสามารถกว่าขุนนางบางคนในราชสำนักเสียอีก หรือจะกล่าวตรงๆเลยก็ได้ว่า นางเก่งกว่าจอหงวนที่ยืนทำตาปริบๆอยู่ข้างเขาหลายร้อยเท่านัก
"ฮูหยินหลี่ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว แม่ทัพหลี่ช่างโชคดียิ่งนัก ฮูหยินของท่านทั้งงดงามและมีสติปัญญาเป็นเลิศ แถมนางกำลังจะให้กำหนดทายาทให้ท่านอีก ใต้หล้านี้คงมิมีผู้ใดมีชีวิตที่เพียบพร้อมเท่าท่านอีกแล้ว" กงกงอาวุโสเอ่ยชมจากใจจริง
"ขอบคุณฝูกงกง เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตัวข้าโง่เขลาเบาปัญญา ต้องขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาประทานนางมาให้" หลี่จวิ้นเฉินน้อมรับคำชมนั้นอย่างเต็มใจ
จางอี้ปินมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกราวกับคนกำลังจะจมน้ำ ชายหนุ่มเหมือนทำของสำคัญหล่นหายหาเท่าไรก็ไม่เจอ แต่พอเจออีกที ของสิ่งนั้นกลับไปอยู่ในมือผู้อื่นเสียแล้ว หลิวลู่หลินเปลี่ยนไปมากราวกับคนละคน จากสาวน้อยแสนซื่อในวันวานกลายเป็นนางพญาที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ เขารู้สึกเสียดายนางอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ
