ตอนที่ 6 มื้อแรกกระชับมิตร - 2
"เกรงใจอะไรกัน เป็นสหายร่วมรบของลู่เจิงก็เหมือนคนครอบครัวเดียวกัน" เจียงเซี่ยตัดบทอย่างเด็ดขาดด้วยทักษะการเจรจาแบบเชฟใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
"พวกคุณนั่งพักดื่มน้ำชากันก่อนนะคะ ฉันจะไปซื้อวัตถุดิบที่สหกรณ์อุปโภคบริโภคหน้าค่ายสักเดี๋ยว"
เจียงเซี่ยหยิบตะกร้าสานใบเก่าคล้องแขน คว้ากระเป๋าใส่คูปองอาหารและตั๋วเนื้อที่ลู่เจิงเคยมอบให้ แล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ผู้ชายร่างยักษ์สามคนนั่งมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่ในห้องนั่งเล่นที่สะอาดจนพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับเท้าแรงๆ
เมื่อเดินพ้นสายตาผู้คน เจียงเซี่ยก็หลบเข้ามุมอับข้างกำแพงอิฐแดง เธอมองซ้ายมองขวาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น จึงพ่นลมหายใจออกมา
ไปสหกรณ์งั้นเหรอฝันไปเถอะ ในยุค 80 แบบนี้กว่าจะถึงตอนบ่ายเนื้อหมูที่สหกรณ์คงเหลือแต่เศษมันหมูเหี่ยวๆ กับกระดูกติดวิญญาณเนื้อ ของพรรค์นั้นจะเอามาทำอาหารรับแขกมื้อแรกให้เสียชื่อ เชฟระดับบริหารได้อย่างไร มื้อแรกคือการประกาศศักดาให้ลูกน้องของสามีเห็นว่า เธอไม่ใช่ภรรยาบ้านนอกที่จะมาดูถูกกันได้ง่ายๆ
'เปิดมิติ... ขอหมูสามชั้นเกรดเอ ผักบุ้งจีน ต้นหอม ขิง กระเทียม โป๊ยกั๊ก อบเชย และเครื่องปรุงชุดใหญ่'
เพียงพริบตาเดียว ข้าวของสดใหม่ก็มาปรากฏอยู่ในตะกร้าสาน หมูสามชั้นชั้นดีที่มีสัดส่วนเนื้อแดงสลับชั้นไขมันสวยงามราวกับลายหินอ่อน หนังหมูสะอาดสะอ้านไร้ขน สีชมพูระเรื่อบ่งบอกถึงความสดใหม่และไร้กลิ่นคาว ผักบุ้งจีนสีเขียวสดกรอบที่เพิ่งเด็ดจากฟาร์มออร์แกนิก
เจียงเซี่ยจัดการแกะป้ายราคาและบรรจุภัณฑ์พลาสติกออกทั้งหมด นำซีอิ๊วขาวและเหล้าจีนชั้นดีเทใส่ขวดแก้วเปล่าที่เตรียมไว้ เพื่อไม่ให้ใครจับผิดได้ แล้วจึงเดินหิ้วตะกร้ากลับบ้านด้วยท่าทีผ่อนคลาย ราวกับเพิ่งไปเดินตลาดมาจริงๆ
เมื่อเจียงเซี่ยกลับมาถึง เธอจัดการไล่ผู้ชายทั้งสามคนที่เสนอตัวเข้ามาในครัวเพื่อช่วยหั่นผักและก่อไฟ ให้ออกไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่น
"ครัวคือสมรภูมิของฉัน พวกคุณเป็นทหารควรรู้ว่าไม่ควรเข้าไปเกะกะในสมรภูมิของคนอื่น รอรับประทานอย่างเดียวพอค่ะ" เจียงเซี่ยประกาศกร้าว ทำเอาสหายกู้และสหายหวังต้องถอยกรูดออกมาแทบไม่ทัน
ทันทีที่อยู่ตามลำพัง วิญญาณหัวหน้าเชฟหน้าเตาก็ประทับร่าง ท่วงท่าเชื่องช้าอุ้ยอ้ายของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มืออวบอูมตวัดมีดอีโต้เล่มใหญ่ได้อย่างพลิ้วไหวและแม่นยำ เสียงมีดกระทบเขียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเครื่องจักร หมูสามชั้นชิ้นโตถูกหั่นเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่ากันเป๊ะทุกชิ้นราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด ทหารหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างนอกได้ยินเสียงหั่นผักหั่นเนื้อที่เฉียบขาดถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
เธอเริ่มทำหมูตุ๋นน้ำแดงเมนูระดับตำนานที่ใช้วัดฝีมือพ่อครัวจีน
เจียงเซี่ยตั้งกระทะเหล็กบนเตาถ่านที่ไฟกำลังลุกโชน ใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อยตามด้วยน้ำตาลกรวด เธอควบคุมอุณหภูมิความร้อนด้วยการขยับฟืนอย่างผู้เชี่ยวชาญ ค่อยๆ เคี่ยวน้ำตาลจนละลายกลายเป็นสีน้ำตาลอำพันและเกิดฟองปุดๆ ส่งกลิ่นหอมคาราเมลลอยเตะจมูก
ฉ่าาา
หมูสามชั้นถูกเทลงไปผัดกับน้ำตาลไหม้เสียงน้ำมันแตกซ่านพร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อหมูที่ถูกไฟรัดจนตึง ระเบิดฟุ้งไปทั่วครัว เธอโยนขิงฝาน ต้นหอม โป๊ยกั๊ก และอบเชยลงไปผัดคั่วจนน้ำมันหอมระเหยของเครื่องเทศส่งกลิ่นรัญจวน ตามด้วยซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำเพื่อแต่งสี และตบท้ายด้วยเหล้าทำอาหารชั้นดีเพื่อดับคาวและเพิ่มความกลมกล่อม จากนั้นจึงเติมน้ำลงไปตุ๋นไฟอ่อน
กลิ่นหอมของเครื่องเทศและซีอิ๊วชั้นยอด ผสมผสานกับไขมันหมูที่ค่อยๆ ละลาย มันหอมรุนแรงและเย้ายวนจนลอยทะลุประตูครัวออกไปถึงห้องนั่งเล่น
"โอ้โห กลิ่นอะไรน่ะหอมเป็นบ้าเลย" สหายกู้ที่กำลังนั่งคุยเรื่องงานอยู่ถึงกับจมูกบาน กลืนน้ำลายดังเอือกใหญ่ ท้องร้องโครกครากประท้วงอย่างไม่อายใคร
"หอมจนน้ำย่อยผมจะกัดกระเพาะทะลุแล้วเนี่ย ผู้พันพี่สะใภ้ทำอาหารเก่งขนาดนี้เลยเหรอครับ กลิ่นเหมือนภัตตาคารใหญ่ๆ ในปักกิ่งเลย" สหายหวังชะเง้อคอมองไปทางห้องครัวตาไม่กระพริบ
ลู่เจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแววตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด กลิ่นนี้มันหอมเกินกว่าจะเป็นฝีมือของชาวบ้านธรรมดาในชนบท เขายังจำได้ดีว่าตอนอยู่บ้านสกุลลู่ เจียงเซี่ยทำเป็นแค่ต้มมันเทศจนเละเป็นโคลน กับทำข้าวต้มใสแจ๋วที่มองเห็นก้นหม้อเหมือนน้ำล้างจาน แล้วฝีมือระดับเชฟใหญ่ที่แค่ดมกลิ่นก็รู้ว่าสุดยอดนี้ มันมาจากไหนกัน
