ตอนที่ 2 บ้านนี้อยู่ไม่ได้
โจวหรูอันถูกกลิ่นหอมของอาหารปลุกให้ตื่นขึ้นมา เธอเปิดผ้าห่มมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้า ดูเหมือนจะเป็นเวลาอาหารกลางวันแล้ว หญิงสาวยังคงรู้สึกมึนหัวอยู่บ้าง แต่เธอรู้ดีว่าหากไม่ออกไปกินข้าว นางฉีไม่มีทางมาเรียก และจะไม่เหลือข้าวให้กินอย่างแน่นอน
ร่างกายนี้อ่อนแอมากอยู่แล้ว หากปล่อยให้หิวอีก อาจจะตายเพราะความหิวโหยไปเสียก่อน ดังนั้นโจวหรูอันจึงฝืนความไม่สบาย และเดินไปที่ห้องห้องโถงกลางบ้าน
เมื่อนางฉีเห็นลูกสาวก็กรอกตา "ไม่มีแรงทำงาน แต่มีแรงลุกมากินข้าวได้อีกนะ!"
โจวเหวินต้าผู้เป็นพ่อนั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ เขาเหลือบมองโจวหรูอันที่หน้าซีดเผือดเล็กน้อย “เสียงดังน่ารำคาญ กินข้าวกันได้แล้ว!”
นางฉีลุกขึ้นไปเรียกลูกชายคนโตออกมาจากห้อง ส่วนลูกชายอีกสองคนก็นั่งรออยู่ที่เก้าอี้เพื่อรอกินข้าวมานานแล้ว
พี่ชายคนโตของโจวหรูอันชื่อ ‘โจวเหิง’ เขาสวมเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมนั่งลงที่โต๊ะด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
ทั้งบ้านมีเพียงโจวหรูอันคนเดียวที่ขาดสารอาหาร ส่วนคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อกับแม่รวมถึงพี่ชายอย่างโจวเหิงหรือน้องชายทั้งสองที่อายุน้อยกว่าก็ดูสุขภาพดี
"เหิงเอ๋อร์ อ่านหนังสือวันนี้เป็นยังไงบ้าง " นางฉีถามด้วยสีหน้าอ่อนโยน พลางรีบตักข้าวสวยเต็มชามให้โจวเหิงเพราะกลัวว่าเขาจะกินไม่อิ่ม "กินเยอะ ๆ นะ แม่ต้มไข่ให้ลูกด้วย!"
โจวเหิงพยักหน้ายิ้ม "แม่วางใจได้เลยครับ ผมมั่นใจว่าปีนี้จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน"
"เยี่ยม! ลูกชายของแม่ฉลาดที่สุด!"
โจวหรูอันมองดูชามของตัวเองที่มีแต่น้ำใสๆ และมีข้าวไม่กี่เม็ดที่อยู่ตรงหน้า เธอกินจนหมดโดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ จากนั้นก็หยิบช้อนตักข้าวสวยให้ตัวเองอีกหนึ่งชาม
เมื่อนางฉีเห็นดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที "แกทำอะไรนะ งานก็ไม่ทำยังจะกินเยอะอีกเหรอ! เอาชามมาให้ฉัน!"
"แม่คะ"โจวหรูอันเม้มปาก "ถ้าหนูกินไม่อิ่ม ตอนบ่ายก็จะไม่มีแรงทำงาน ถึงตอนนั้นคนที่เหนื่อยก็จะเป็นแม่กับพ่อเองนะคะ"
นางฉีตวาดอย่างโกรธเคือง "นางเด็กนี่ ทำงานน้อยแค่นี้ยังกินเยอะขนาดนี้อีก! ตอนฉันคลอดแกออกมาฉันน่าจะจับแกโยนลงส้วมให้จมน้ำตายไปซะ..." ยามโมโหเธอก็พูดจนน้ำลายกระเด็นไปทั่วจนโดนชามข้าวของ โจวเหิง
เมื่อโจวเหิงเห็นแล้วก็ไม่นึกอยากอาหารอีก "แม่ครับ น้องรองอยากกินก็ปล่อยให้เธอกินไปเถอะครับ แม่กินข้าวชามของผมดีกว่า"
"มีแต่เหิงเอ๋อร์ที่รักแม่" นางฉีซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก ไม่มีเวลาไปด่าโจวหรูอันอีกต่อไป
โจวหรูอันจึงรีบกินข้าวในชามอย่างรวดเร็ว เธอขี้เกียจที่จะมองนางฉีด้วยซ้ำ หลังจากกินข้าวเสร็จก็กลับไปที่ห้องทันที
ที่เรียกว่าห้องนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงพื้นที่แคบ ๆ ที่ใส่ได้แค่เตียงไม้ขนาดเล็ก ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากเตียงไม้ เสื้อผ้าเจ้าของร่างเดิมถูกวางไว้ที่ปลายเตียง
โจวหรูอัน นั่งอยู่บนเตียงคิดว่าเธอควรจะทำอะไรต่อไป ครอบครัวโจวนี้อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ช่วงปี 1978 เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ตามนิสัยของนางฉี แน่นอนว่าคงไม่ยอมให้เธอจากไปง่าย ๆ แน่ เพราะถ้าเธอไปก็จะไม่มีแรงงานในบ้านอีกแล้ว
"นางลูกทรพี กินข้าวเสร็จก็กลับเข้าห้อง ห้องแกมีทองหรือไง รีบไสหัวออกไปทำงานเดี๋ยวนี้!" เสียงของนางฉีดังขึ้นในลานบ้าน
โจวหรูอันหรี่ตาลง เปิดประตู หยิบเครื่องมือทำนาออกไปข้างนอก
ตอนนี้เธอไม่มีเงินติดตัวเลย แม้จะออกจากบ้านโจวไปก็ไม่มีเงินทุนทำธุรกิจ เธอต้องหาทางหาเงินมาก่อน
หมู่บ้านของเธอด้านหลังนั้นเป็นภูเขาสลับซับซ้อน และมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย แต่ภูเขาเหล่านี้อันตรายเกินไป ชาวบ้านจึงทำได้แค่ไปเก็บฟืนบริเวณเชิงเขาเท่านั้น
แม้ว่าปีนี้ชีวิตความเป็นอยู่จะดีกว่าช่วงต้นยุค 70 แต่เรื่องอาหารก็ยังค่อนข้างขาดแคลน ส่วนเนื้อสัตว์ก็ยิ่งแพง ครอบครัวโจวทั้งปีก็จะได้ลิ้มรสชาติเนื้อแค่ในช่วงปีใหม่ ดังนั้นโจวหรูอันจึงพุ่งเป้าหมายไปที่สัตว์ป่าในภูเขาด้านหลัง
"ทำงานช้าเหลือเกิน! ไม่ได้กินข้าวหรือไง!" นางฉีเห็นโจวหรูอันเหม่อลอยจนทำงานได้ช้า จึงตะโกนด่าเสียงดัง
โจวหรูอันได้สติหันไปมองนางฉีแวบหนึ่ง ก้มหน้าไม่พูดอะไร เธอใช้จอบทำงานได้ไม่นาน ก็เห็นว่านางฉีกับโจวเหวินต้า น่าจะไปที่อื่นแล้ว หญิงสาวจึงแบกจอบมุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลัง