บทที่3 อาการลงแดงแน่นอน
เสียงร้องตะโกนของอาจูทำเอาคนในจวนตระกูลกวนแตกตื่นเป็นอย่างมาก นางซูที่กำลังนั่งรออยู่ในเรือนใหญ่พร้อมกับแม่ทัพใหญ่กวนเผิงและกวนเสี่ยวถิงต่างหันมามองหน้ากันอย่างงุงงง
“นั่นมันเสียงอาจู สาวใช้คนสนิทของเยวี่ยเอ๋อร์มิใช่หรือ เหตุใดนางจึงส่งเสียงเอะอะโวยวายเสียงดังเช่นนั้นเล่า?”
นางซูหันมาถามสามีของตนด้วยความสงสัย กวนเสี่ยวถิงที่นั่งอยู่ข้างมารดาจึงถือวิสาสะตอบด้วยความหงุดหงิด
“จะอะไรได้อีกเล่า เจ้านายของนางก็คงสั่งให้นางมาหาเรื่องก่อกวนอีกนั่นแหละ ท่านแม่ยังไม่ชินอีกหรือ”
นางซูเมื่อได้ยินก็ยื่นมือมาบิดแขนบุตรสาวของตน กวนเสี่ยวถิงสะดุ้งโหยงพลางร้องโอดครวญออกมา
“ท่านแม่ ท่านหยิกข้าทำไม แท้จริงแล้วข้าหรือพี่หญิงกันแน่ที่เป็นบุตรสาวแท้ๆ ของท่าน”
“หุบปาก! ข้าเคยสอนเจ้าอย่างไรไม่จำหรือ”
“จำได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่นะท่านแม่ นางร้ายกาจกับท่านขนาดนั้น ท่านยังจะเอ็นดูนางไปทำไมกัน?”
“ถิงถิง!”
“ไม่พูดแล้วเจ้าค่ะ”
กวนเสี่ยวถิงก้มหน้าลงและไม่ปริปากออกมาอีก แม้ในใจจะโกรธแค้นพี่สาวต่ำช้าผู้นั้นมากเพียงใด แต่จิตใต้สำนึกของนางก็ไม่เคยเกลียดชังกวนเยวี่ยหลันอย่างแท้จริงได้เลยสักครั้ง นางรู้ว่าตนเองมีมารดาที่ชาติกำเนิดต่ำต้อย ท่านแม่แม้จะได้เป็นฮูหยินท่านโหวแล้วแต่ยังคงถูกผู้อื่นดูแคลนยามลับสายตาของท่านพ่ออยู่เสมอ ส่วนท่านพ่อก็รักพี่หญิงมาก นางเองก็เข้าใจไม่ได้คิดแค้นเคืองเลยแม้แต่น้อย
รออยู่ไม่นานอาจูก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในเรือนใหญ่ มาถึงก็คุกเข่าลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก
“ฮูหยิน ท่านโหว แย่แล้วเจ้าค่ะ! คุณหนูใหญ่เสียสติไปแล้ว นางตื่นขึ้นมาก็ถามบ่าวว่าตอนนี้ตนเองอายุเท่าใด จากนั้นก็วิ่งไปส่องดูใบหน้าที่คันฉ่อง ตบตีตนเองและหัวเราะออกมาและร้องไห้อีกด้วย บ่าวกลัวยิ่งนักเจ้าค่ะ นายท่านทั้งสองโปรดไปดูคุณหนูใหญ่ด้วยตนเองสักครั้งเถิด”
นางซูและแม่ทัพใหญ่กวนเผิงหันมามองหน้ากันอย่างตกใจ ในแววตาของทั้งสองฉายแววกังวลใจออกมา
จู่ๆ นางซูก็นึกขึ้นมาได้ว่าใกล้จะถึงวันครบรอบวันตายของอดีตฮูหยินผู้ล่วงลับแล้ว หรือว่าที่กวนเยวี่ยหลันทำเช่นนี้เพราะนางตรอมใจคิดถึงมารดา
“ท่านพี่ รีบให้คนไปตามท่านหมอมาเถอะเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าเยวี่ยเอ๋อร์จะป่วยเพราะตรอมใจ ข้าเป็นห่วงนางยิ่งนัก”
แม่ทัพใหญ่กวนเผิงได้ฟังก็รีบพยักหน้า ก่อนจะสั่งให้คนไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการของกวนเยวี่ยหลันทันที เขาทั้งปวดใจทั้งสงสารบุตรสาวจับใจ หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะเลี้ยงดูสั่งสอนอบรมนางให้ดีกว่านี้ หลังจากมารดานางตายจากไป พอเติบใหญ่ขึ้นมานางก็ทำตัวย่ำแย่ ชมชอบสุราเข้าบ่อนเล่นการพนัน ผลาญเงินเขาไม่หยุด มีเรื่องตบตีกับคนอื่นไปทั่ว อีกทั้งยังไปเที่ยวหอชายงามซื้อตัวนายบำเรอมาปรนนิบัติ สารพัดเรื่องเลวร้ายนางล้วนทำทั้งหมด แล้วนี่อยู่ๆ อาการบ้ายังกำเริบขึ้นมาอีก โอ้สวรรค์นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่!
เมื่อท่านหมอมาถึงแล้วทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังเรือนของกวนเยวี่ยหลันทันที เมื่อมาถึงก็พบกับสาวใช้น้อยคนหนึ่งที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู นางซูจึงรีบถามอย่างห่วงใย
“คุณหนูใหญ่เล่า?”
“เอ่อ อยู่ด้านในเจ้าค่ะ”
นางซูพยักหน้าแล้วสั่งให้ท่านหมอตามพวกตนเข้าไปด้านใน หมอผู้นี้คือท่านหมอประจำตระกูลกวน รักษาคนตระกูลกวนมานานหลายปี แม้อายุจะล่วงเข้าสู่วัยกลางคนผมเริ่มหงอกขาวเป็นสีดอกเลาแล้ว แต่ฝีมือทางการแพทย์กลับสูงส่งยิ่งนัก
เมื่อเข้ามาถึงภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งงันทำสิ่งใดไม่ถูก
ยามนี้กวนเยวี่ยหลันกำลังนอนอยู่บนเตียงอย่างมีความสุข เท้าข้างหนึ่งพาดอยู่บนหน้าต่าง ส่วนเท้าอีกข้างเหยียดยาวอยู่บนเตียง ผมเผ้าสยายบนหมอน นางนอนกรนเสียงดังไม่เพียงเท่านั้นน้ำลายยังไหลออกมาจากมุมปากจนซึมเปียกหมอน
“มาๆ วงไพ่ยังขาดขา”
คนตระกูลกวน “......”
“มาสิ บอกว่าขาดขาๆ ยังยืนโง่อยู่ทำไม เดี๋ยวก็ถีบร่วงหรอก เอาสุรามาด้วย เร็วๆ สิ ข้าหิวสุราแล้ว”
นางละเมอพึมพำอย่างน่าไม่อาย แม่ทัพใหญ่กวนเผิงกับนางซูถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก ส่วนกวนเสี่ยวถิงก็กรอกตาไปมารอบหนึ่ง
พี่สาวนางเป็นผีบ้าไปแล้วจริงๆ!
“เอ่อท่านโหว พวกเรายังจะตรวจอาการของคุณหนูใหญ่อยู่หรือไม่ขอรับ?”
ท่านหมอตู้หันมาถามแม่ทัพใหญ่กวนเผิงอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี แม่ทัพใหญ่กวนเผิงกำลังจะอ้าปากตอบ แต่อยู่ดีๆ กวนเยวี่ยหลันคนงามก็เด้งกายลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ผมเผ้าของนางสยายรุงรังปิดบังใบหน้าราวกับผีร้าย หญิงสาวค่อยๆ หันมามองทุกคน ใบหน้าของนางยามนี้ค่อนข้างซีดเล็กน้อย เหล่าสาวใช้ที่เห็นเช่นนั้นต่างร้องไห้วิ่งหลบกันเป็นพัลวัน
แม่ทัพใหญ่กวนเผิงปวดใจยิ่งนักอีกทั้งยังทำสิ่งใดไม่ถูกไปชั่วขณะ
“เยวี่ยเอ๋อร์ ลูกพ่อ เจ้ายังมีสติดีอยู่หรือไม่?”
“นั่นสิ เจ้าได้ยินเสียงน้าซูหรือไม่ เยวี่ยเอ๋อร์”
“พี่หญิง เอาสุราสักจอกไหม?”
นางซูที่ได้ยินกวนเสี่ยวถิงถามเหมือนประชดเช่นนั้นก็ยื่นมือมาตีหลังบุตรสาวทันที กวนเสี่ยวถิงเบ้ปากและไม่พูดอะไรอีก
กวนเยวี่ยหลันเพิ่งตื่นจึงยังเมาขี้ตาอยู่ นางยกมือขึ้นขยี้ตาตนเองก่อนจะรวบผมขึ้นและหันมามองคนทั้งหมดที่ยืนอยู่ พลันดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมาเฉยๆ
ชาติที่แล้วนางด่าทอท่านพ่อแล้วยังเป็นต้นเหตุให้ท่านพ่อเป็นอัมพาต ส่วนท่านน้าก็ตายเพราะนาง กวนเสี่ยวถิงก็ถูกนางฆ่าตาย
ชาติที่แล้วนางชั่วช้าเกินมนุษย์จริงๆ
“ฮือ ท่านพ่อ ท่านน้า ถิงถิง”
อยู่ๆ กวนเยวี่ยหลันก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาทุกคนลนลานเป็นอย่างยิ่ง แม่ทัพใหญ่กวนเผิงเป็นบุรุษไม่รู้วิธีปลอบใจบุตรสาว นางซูจึงต้องเป็นคนรับหน้าที่นี้แทน
“เด็กดี ไม่ร้องนะ ไหนเจ้าบอกน้าซูสิว่าต้องการสิ่งใด หรืออยากไปไหว้หลุมศพมารดา น้าซูจะพาเจ้าไปเอง ปีนี้เรานำของไหว้ไปมากหน่อย ดีหรือไม่?”
คำพูดนี้ของนางซูทำให้กวนเยวี่ยหลันร้องไห้หนักกว่าเดิม กวนเสี่ยวถิงเห็นว่าไม่ได้การจึงรีบวิ่งไปที่เรือนใหญ่ และยกกาสุรามาหนึ่งหนึ่งกา จากนั้นก็จัดการเทใส่จอกและยื่นมาตรงหน้าพี่สาว
“ดื่มเหล้าก่อนดีหรือไม่ ข้าว่าพี่หญิงมีอาการลงแดงแน่นอน!”
“ถิงถิง!”
“โธ่ท่านแม่ หากไม่เชื่อท่านจะลองดูก็ได้ พอพี่หญิงดื่มเหล้าเข้าไปไม่นานสติของนางจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน นางลงแดงเชื่อข้า!"
นางซูมีท่าทีครุ่นคิดก่อนจะหันไปสบตากับสามี และพบว่าแม่ทัพใหญ่กวนเผิงก็พยักหน้าเห็นด้วย ไวกว่าความคิดนางจึงนำจอกสุรานั้นไปตรงปากของกวนเยวี่ยหลันก่อนจะป้อนนางช้าๆ
รู้สึกดีจัง!
กวนเยวี่ยหลันร้องพึมพำในใจก่อนจะได้สติกลับคืนมา นางจ้องมองทุกคนด้วยดวงตาที่เต็มไปหยาดน้ำตา แม่ทัพใหญ่กวนเผิงและนางซูค่อนข้างตกใจไม่น้อย ส่วนกวนเสี่ยวถิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เฮ้อ โลกกลับมาสงบเสียทีสินะ อาการลงแดงของพี่หญิงเฮงซวยผู้นี้ช่างน่าหวาดกลัวเสียจริง เกือบจะได้วิ่งไปแจ้งทางการเสียแล้ว!
