บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ความเปลี่ยนแปลง

เมื่อเริ่มตั้งสติได้แล้ว กวนเยวี่ยหลันก็ถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก ความสัมพันธ์ของนางกับคนในครอบครัวแต่ไหนแต่ไรล้วนไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าใดนัก เจอหน้ากันเป็นต้องด่าทอทุบตีกันจนตายไปข้างหนึ่ง การที่อยู่ดีๆ นางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนและทำดีกับพวกเขาทั้งหมดเช่นนี้ แน่นอนว่าอาจจะสร้างความเคลือบแคลงให้กับทุกคนไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

แต่ถึงอย่างไรนางก็ต้องทำให้ได้

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้วนางจึงออกมาพบกับทุกคนที่กำลังนั่งรออยู่โถงด้านนอก

เรือนที่นางอยู่คือเรือนเก่าของท่านแม่ที่ตายจากไป เดิมทีนางซูควรจะพักอยู่ที่เรือนนี้เพราะนางคือฮูหยินใหญ่ แต่เพราะกวนเยวี่ยหลันไม่ชอบหน้านางซูและคิดว่านางซูจะมาแย่งชิงทุกอย่างของมารดาไป นางจึงยึดเรือนนี้เอาไว้เสียเอง นางซูเองก็ไม่คัดค้าน อีกทั้งยังยอมทำตามโดยง่าย ในยามนั้นนางคิดว่าเพราะนางซูอยากเอาใจท่านพ่อจึงยอมนางเช่นนี้ แต่เมื่อได้เห็นเรื่องราวหลังจากพบเจอกับความตายมาแล้ว นางจึงได้รู้ว่านางซูดีกับนางด้วยใจจริง

แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับกวนเยวี่ยหลัน คนเราเกลียดชังกันมาตั้งนาน อยู่ดีๆ จะให้มาทำดีต่อกันก็ทำใจยากอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรนางก็จะพยายามทำให้ได้

แม่ทัพใหญ่กวนเผิงที่เห็นว่าบุตรสาวออกมาแล้วจึงเอ่ยขึ้นมา

“เยวี่ยเอ๋อร์ หากเจ้าไม่ค่อยสบายเช่นนั้นก็งดการไปเรียนที่สำนักศึกษาสักวันหนึ่งก็แล้วกัน พ่อจะส่งคนไปแจ้งกับท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษาของเจ้าเอง”

“นั่นสิ น้าซูจะให้คนไปแจ้งเดี๋ยวนี้ ส่วนถิงถิง วันนี้เจ้าก็ไปเรียนคนเดียวแล้วกันนะ เรียนเสร็จแล้วก็รีบกลับจวน ห้ามออกไปเถลไถลที่ไหนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

กวนเสี่ยวถิงพยักหน้ารับคำ พลางหันมามองพี่สาวปราดหนึ่ง ดีเหมือนกัน กวนเยวี่ยหลันไปเรียนก็ใช่ว่าจะตั้งใจเรียน นางชอบหาเรื่องบุตรที่เกิดจากอนุและคนที่ต่ำต้อยกว่านาง ไม่เพียงเท่านั้นสตรีที่นางคบหาแต่ละคนล้วนนิสัยไม่ดีทั้งนั้น ถือว่าตนเองมีฐานะสูงศักดิ์ ชาติตระกูลสูงจึงคิดจะทำเช่นไรกับใครก็ได้ ช่างนิสัยเสียโดยแท้!

ส่วนนางแม้ยามนี้มารดาจะเป็นถึงฮูหยินใหญ่จวนท่านโหว แต่เพราะท่านแม่เกิดจากบุตรอนุ จึงไม่เป็นที่ยอมรับของวงสังคมชั้นสูง ที่ผู้คนไม่กล้านินทาต่อหน้าก็เพราะเกรงบารมีของท่านพ่อ

ส่วนนางนั้นก็ไม่ยอมใคร หากผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาจาบจ้วงมารดา นางก็พร้อมโต้กลับ

มีเพียงคนเดียวที่นางไม่อาจจะตัดใจทำร้ายได้ก็คือกวนเยวี่ยหลัน

“ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ป่วย ข้าไปเรียนได้ อาจู ช่วยข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เถอะ”

กล่าวจบนางก็เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที อย่างไรเสียนิสัยเดิมของกวนเยวี่ยหลันก็ใช่ว่าจะแก้กันได้โดยง่าย ก่อนหน้านี้ยามนางทำสิ่งใดไม่เคยรอให้ใครอนุญาต เมื่อย้อนเวลากลับมาจึงยังแก้ไม่หายอยู่บ้าง

แม่ทัพใหญ่กวนเผิงและนางซูมองเรื่องนี้เป็นความเคยชินไปเสียแล้ว เมื่อเห็นว่าบุตรสาวปลอดภัยดีจึงกลับไปที่เรือนใหญ่และสั่งให้คนยกสำรับเข้ามาใหม่เพราะสำรับเดิมนั้นเย็นชืดไปเสียแล้ว รออยู่ไม่นานกวนเยวี่ยหลันก็เดินมาที่เรือนใหญ่เพื่อร่วมมื้อเช้าด้วยกัน

ทุกคนค่อนข้างแปลกใจอยู่ไม่น้อย ทุกครั้งแม้นางจะมาร่วมมื้อเช้า แต่ทุกคนไม่เคยได้กินข้าวดีๆ เลยสักที นางมักจะเอ่ยวาจาเหน็บแนมคนนู้นทีคนนี้ที กวนเยวี่ยหลันถือคติว่า นางไม่ได้กิน คนอื่นก็ต้องอดตายไปด้วยกัน!

แต่วันนี้กวนเยวี่ยหลันคนดีกลับกินอาหารอย่างมีความสุข นางถึงกับยกขาหมูขึ้นมาแทะอย่างเอร็ดอร่อย กวนเสี่ยวถิงจ้องมองพี่สาวของตนราวกับมองคนแปลกหน้า แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นคนที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว จึงพูดออกมาตรงๆ

“พี่หญิง ท่านไปหิวโหยมาจากที่ใดกัน แต่ก่อนข้าเห็นท่านกินแต่ผัก เนื้อแทบไม่แตะ แต่วันนี้กลับกินเยอะเช่นนี้ ท่านยังสบายดีอยู่หรือไม่?”

กวนเสี่ยวถิงถามด้วยความสงสัย นางจำได้ว่าพี่สาวคนงามแต่ก่อนกินแต่ผัก เดิมทีนางคิดว่ากวนเยวี่ยหลันกินผักเพราะอยากถือศีลกินเจอุทิศบุญให้กับแม่ใหญ่ แต่ที่ไหนได้นางทำเพราะเซียวลู่เฟยต่างหาก

เมื่อพูดถึงเซียวลู่เฟยนางก็อดรู้สึกเจ็บแปลบในใจขึ้นมาไม่ได้ นางหลงรักเขามาตั้งแต่วัยเยาว์เช่นเดียวกัน แต่เพราะท่านแม่พร่ำบอกอยู่เสมอว่าเซียวลู่เฟยคือบุรุษที่พี่หญิงของนางหมายตา นางจึงเจียมเนื้อเจียมตัวมาโดยตลอด

เมื่อคิดว่าเซียวลู่เฟยคนหล่อจะต้องมาแต่งงานกับกวนเยวี่ยหลันที่แทะขาหมูเช่นนี้ นางก็รู้สึกเวทนาเขาขึ้นมาเลยทีเดียว

ด้านนางซูเมื่อได้ยินบุตรสาวของตนถามกวนเยวี่ยหลันเช่นนี้นางก็มีสีหน้าซีดเผือด แม่ทัพใหญ่กวนเผิงเผลอทำตะเกียบหลุดมือพลางอุทานในใจว่า

ฉิบหาย! ไม่ได้กินข้าวดีๆ อีกแล้วกระมัง ครานี้เทพธิดากวนเยวี่ยหลันน่าจะพังโต๊ะอาหารอีกเป็นแน่!

แต่ทุกอย่างกลับผิดคาด ไม่มีการลุกคว่ำโต๊ะอาหาร ไม่มีเสียงด่าทอเหมือนเช่นทุกวัน มีแต่เสียงเรอของกวนเยวี่ยหลันที่ดังออกมาติดๆ กันถึงสามครั้ง

นางเอนกายพิงเก้าอี้พลางยกมือขึ้นมาลูบท้องตนเองป้อยๆ ชาติที่แล้วเพราะเกรงว่าจะไม่งามในสายตาของเซียวลู่เฟยนางจึงไม่กล้ากินอะไรมากนัก แต่ยามนี้นางเปลี่ยนความคิดแล้ว ของกินต่างหากที่อิ่มกว่าผู้ชาย

หญิงสาวเรอออกมาอีกครั้งก่อนจะหันไปบอกกับกวนเสี่ยวถิง

“ข้าเบื่อผักแล้ว อยากกินเนื้อ เจ้าจะทำไม?”

“ก็ไม่ทำไมหรอก แค่เพียงถามดูเพราะเป็นห่วงเท่านั้น”

กวนเยวี่ยหลันได้ฟังก็พลันรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา แต่ก่อนหากกวนเสี่ยวถิงเอ่ยเช่นนี้นางจะต้องคิดว่าน้องสาวเสแสร้งแกล้งทำอย่างแน่นอน

“เอาล่ะ กินอิ่มแล้ว ถิงถิงไปเรียนกันเถอะ”

กวนเสี่ยวถิงถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินพี่สาวเรียกตนว่าถิงถิง ทุกครั้งนางมักจะถูกเรียกว่า สายเลือดชั้นต่ำ นางกาฝากบ้างล่ะ แต่วันนี้พี่สาวสุดประเสริฐของนางกลับเรียกชื่อนางอย่างอ่อนโยน

กำลังวางแผนอันใดอยู่หรือไม่?

กวนเยวี่ยหลันมีหรือจะมองไม่เห็นสายตาหวาดระแวงของน้องสาวตนเอง แต่นางไม่ได้ถือสา กลับเดินตรงเข้ามากอดไหล่กวนเสี่ยวถิงทันที

“ถิงถิง ต่อไปข้าจะไม่ด่าเจ้าแล้วดีหรือไม่ พวกเราเป็นพี่น้องกันต้องรักกันเข้าไว้”

“พี่หญิง ข้าว่าท่านดื่มสุราอีกสักจอกเถอะ”

“บัดซบจริงๆ ถิงถิงเจ้าน้องเฮงซวย เรารีบไปเรียนก่อนเถอะ”

“ต้องแบบนี้สิ ข้าค่อยชินขึ้นมาหน่อย!”

แม่ทัพใหญ่กวนเผิงและนางซูหันมามองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นบุตรสาวสองคนสมานฉันท์กันเช่นนี้ นางซูนั้นอึ้งงันไปนานแล้ว แต่แม่ทัพใหญ่กวนเผิงที่ตั้งสติได้จึงร้องเรียกบุตรสาวทั้งสองเอาไว้

“เยวี่ยเอ๋อร์ ถิงถิง ช้าก่อนลูก”

กล่าวจบเขาก็รีบตรงไปหาบุตรสาวทั้งสอง ก่อนจะยัดตั๋วเงินใส่มือพวกนาง

“ถิงถิง เงินนี่เจ้าเอาไว้กินขนมนะ ส่วนเยวี่ยเอ๋อร์ เงินนี่เจ้าเก็บเอาไว้ ห้ามทำหายเด็ดขาด เผื่อเจอร้านสุราข้างทางจะได้แวะซื้อมาดื่ม อย่าให้ตนเองต้องลงแดง เข้าใจหรือไม่?”

กวนเยวี่ยหลัน “......”

ให้ตายเถอะ! นี่นางมีพ่อที่แสนประเสริฐถึงเพียงนี้เชียวหรือ ชาติที่แล้วนางช่างตาบอดยิ่งนักที่ไม่เห็นถึงความดีของท่านพ่อ ดวงตาของหญิงสาวเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ก่อนจะตอบรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกจะแวะดื่มสุราทุกร้านไม่ให้ท่านพ่อต้องผิดหวังอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel