บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 พบเจอกันอีกครั้ง

เมื่อออกมาจากจวนแล้ว กวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงก็นั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาหลีฟานอย่างรวดเร็ว สำนักศึกษาแห่งนี้เป็นสำนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ผู้ที่ก่อตั้งสำนักศึกษาหลีฟานคือหลงตี้พระองค์ก่อน ที่พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพราะอยากให้คนในแคว้นได้ร่ำเรียนอ่านเขียนเหมือนกัน ภายในสำนักศึกษานั้นจะแบ่งเป็นสองเรือนใหญ่ เรือนหลังแรกสำหรับคุณหนูชนชั้นสูง ส่วนเรือนแห่งที่สองสำหรับคุณหนูบุตรอนุและบุตรสาวพ่อค้าวานิชรวมไปถึงบุตรของชาวบ้านทั่วไป พื้นที่ของสำนึกศึกษายังกว้างขวางและมีหลายหมู่ รอบๆ สำนักศึกษาปลูกต้นไม้และดอกไม้เอาไว้มากมาย ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นไม่น้อย

นอกจากนี้สำนักศึกษาหลีฟานยังแบ่งเป็นสำนักศึกษาของบุรุษอีกด้วย คนในแคว้นจึงพากันเรียกขานว่าหลีฟานสตรีและหลีฟานบุรุษ สำนักศึกษาทั้งสองแห่งอยู่ใกล้กันมาก อีกทั้งยังเคยมีศิษย์จากทั้งสองสำนักได้แต่งงานกันมาหลายคู่แล้ว

กวนเยวี่ยหลันหวนคิดถึงชาติที่แล้ว เพราะนางมีหน้าตางดงามจึงโดดเด่นสะดุดตาในหมู่บุรุษ แต่เพราะนิสัยนางบัดซบเกินไป ซ้ำยังมักใหญ่ใฝ่สูงมองพวกเขาต่ำต้อยเกินไปไม่คู่ควรกับนาง และนางยังมองว่าตนเองสูงศักดิ์กว่าพวกเขา นานวันเข้าบุรุษเหล่านั้นก็ไม่ชายตาแลนาง ซ้ำยังรังเกียจนางมากขึ้นด้วย

แต่ชาตินี้นางตั้งใจว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ใหม่ นางจะตั้งใจเรียน ปรับปรุงตนเอง กิจการที่บ้านมีมากมาย ต่อให้ไม่ได้แต่งงานกับบุรุษ นางก็พอจะหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองได้

จริงสิ จะว่าไปเปิดหอนายบำเรอสักแห่งก็ดีเหมือนกัน นางจะกว้านซื้อบุรุษหน้าตาดีมาเลี้ยงเอาไว้ในจวนแล้วให้พวกเขาดีดพิณ คัดอักษร เล่นละครให้ชม เพียงเท่านี้ชีวิตของนางก็มีความสุขเหลือจะกล่าว

กวนเสี่ยวถิงที่เห็นว่าพี่สาวของตนเดี๋ยวก็ยิ้มเดี๋ยวก็หัวเราะอยู่คนเดียวก็เริ่มรู้สึกหวาดระแวง ก่อนออกมาจากจวนนางเผลอเทสุราใส่ขวดน้ำใบน้อยเอาไว้ หญิงสาวรีบปลดมันออกจากข้างเอว ก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งข้างๆ กวนเยวี่ยหลัน พลางส่งขวดสุรานั้นให้กับพี่สาวของตน

กวนเยวี่ยหลันหันมามองน้องสาวตนทันที

“อะไร?”

“ดื่มสุราสักหน่อยเถอะ ข้าว่าอาการลงแดงของท่านกำเริบอีกแล้ว ตั้งแต่นั่งรถม้าออกจากจวนมาท่านยิ้มไม่หยุดหัวเราะไม่พัก ดื่มเถอะเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของท่านและข้า”

กวนเยวี่ยหลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก น้องสาวบัดซบนี่คิดว่านางป่วยเป็นบ้าอย่างนั้นหรือ

แต่ช่างเถอะ สุราดีต่อสุขภาพอยู่แล้วนี่!

พูดจบนางก็รับสุราจากกวนเสี่ยวถิงขึ้นมาดื่มทันที เมื่อสุราไหลผ่านลำคอ นางก็รู้สึกมีความสุขและอารมณ์ดีขึ้นมา กวนเสี่ยวถิงลอบถอนหายใจออกมา ก่อนจะกำชับพี่สาวอีกทีว่าเข้าเรียนแล้วห้ามทำเช่นนี้อีก คนอื่นจะหวาดกลัวเอาได้

ไม่นานรถม้าก็หยุดลง คนทั้งสองเดินลงมาจากรถม้าและมุ่งหน้าเข้ามาในสำนักศึกษาหลีฟาน เมื่อเข้ามาถึงแล้วสองพี่น้องก็เดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกัน เพราะอายุของพวกนางห่างกันปีเดียวจึงสามารถเรียนร่วมกันได้

ยามนี้อาจารย์ยังไม่มา เหล่าสตรีจึงจับกลุ่มพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรื่องเครื่องประทินโฉม บางกลุ่มก็จับเข่านินทาเรื่องชาวบ้านกันอย่างสนุกปาก

กวนเสี่ยวถิงเลือกไปนั่งอีกกลุ่มหนึ่ง สตรีกลุ่มนั้นเรียบร้อยน่ารัก พวกนางเป็นสหายของกวนเสี่ยวถิง ส่วนกวนเยวี่ยหลันเมื่อเข้ามาก็พบกับสตรีที่แต่งหน้าเข้มจัด ท่าทีดูเย่อหยิ่งกำลังเดินเข้าหานางพลางยิ้มแย้ม

“เยวี่ยหลันเจ้ามาแล้วหรือ ตายจริง วันนี้เจ้าพาตัวบัดซบมาเรียนด้วยไม่กลัวไออัปมงคลของนางจะแผ่ใส่ตัวเจ้าหรอกหรือ น้องสาวเจ้ามีมารดาเป็นอนุมาก่อน ต่ำช้ายิ่งนัก หากเจ้าอยากระบายอารมณ์ เช่นนั้นก็ให้พวกเราช่วยเจ้าดีไหม?”

กวนเยวี่ยหลันได้ฟังก็ส่งเสียงเหอะในลำคอ สหายเหล่านี้หากเป็นชาติก่อนนางคงเชื่อคำยุแยงนี้ไปแล้ว พวกนางจริงใจเสียที่ไหน เพียงแค่หวังจะหลอกให้นางเลี้ยงอาหารและน้ำชาพาไปดูละครก็เท่านั้น ลับหลังก็ลอบนินทานาง ชาติก่อนนางชอบที่มีคนคอยยกยอเชิดชูตนเองโดยหารู้ไม่ว่าสตรีบัดซบพวกนี้กำลังหลอกใช้นางทั้งนั้น ยามนางเกิดเรื่องถูกเซียวลู่เฟยไม่ใยดี สตรีพวกนี้ยังพากันจับกลุ่มนินทานางด้วยซ้ำ

บัดซบจริงๆ อยู่ดีๆ ก็คันไม้คันมืออยากตบตีคนขึ้นมา

ใจเย็นก่อนกวนเยวี่ยหลัน ต้องเป็นคนดีท่องไว้คนงาม!

เมื่อสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว กวนเยวี่ยหลันจึงเอ่ยกับสตรีตรงหน้า

“นี่ซีหว่าน เจ้าเอาเวลาที่มัวแต่ยุยงให้พี่น้องตีกันไปเช็ดเครื่องประทินโฉมออกก่อนเถอะ ให้ตายสิ ชาดทาปากนี่เจ้าคงซื้อมาจากร้านขายเครื่องประทินโฉมราคาถูกสินะ ถึงแต่งออกมาได้น่าเวทนาเช่นนี้น่ะ ส่วนเจ้าอาหลัน เอาแต่ตามซีหว่านต้อยๆ เคยมีความคิดเป็นของตนเองบ้างหรือไม่ เพราะเจ้าอยากได้พี่ชายของนางเป็นสามีสินะจึงยอมเป็นวัวเป็นม้าให้นางกดขี่เช่นนี้ น่าสงสารจริงๆ เพื่อบุรุษคนเดียวเจ้าก็ยอมลดศักดิ์ศรีของตนเองถึงเพียงนี้ ส่วนพวกเจ้า เจ้าๆๆ แล้วก็เจ้า หยุดแต่งหน้าประทินโฉมหนาเตอะเช่นนี้สักทีเถอะ ตอนข้าเดินเข้ามาคิดว่ากำลังดูละครลิง!”

สตรีน้อยเหล่านั้นถึงกับอ้าปากค้างโต้ตอบไม่ออก ก่อนหน้านี้กวนเยวี่ยหลันเคยเอ่ยวาจาเช่นนี้กับพวกนางเสียที่ไหน เหตุใดวันนี้จึงกล้าเล่า!

“เจ้าเป็นบ้าอะไร เหตุใดจึงมาด่าพวกเรา เราเป็นสหายกันนะ!”

“แต่ก่อนน่ะใช่ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว ข้าไม่อยากคบหากับคนที่ชอบดูถูกน้องสาวของข้า”

“อุ้ยตาย วันนี้เจ้าเป็นอะไร เกิดอยากจะมีเมตตาทำบุญกับน้องสาวเจ้าปานนั้น ทั้งที่เจ้าด่าทอรังเกียจนางอย่างกับอะไรดี กวนเยวี่ยหลันเจ้าจะเลิกคบกับพวกเราจริงหรือ เจ้ากล้าหรือ? เจ้าอย่าลืมนะ หากไม่มีพวกเรา เจ้าจะหาขาไพ่จากที่ไหน!”

ซีหว่านเชิดหน้าอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า หากไม่มีพวกนางใครจะคบหากับสตรีเฮงซวยเช่นกวนเยวี่ยหลัน

กวนเยวี่ยหลันส่งเสียงเหอะออกมา พลางตอบอย่างไม่ยี่หระ

“ข้ามีเงิน ขาไพ่กลุ่มใหม่ข้าย่อมหาได้อยู่แล้ว พวกเจ้าน่ะไปหาเครื่องประทินโฉมดีๆ มาใช้เถอะ แต่งหน้าเช่นนี้เหมือนพวกนางเอกงิ้วเลย ไม่สิ! นางเอกงิ้วยังแต่งหน้าสวยกว่าพวกเจ้าเสียอีก!"

“เยวี่ยหลัน!”

“ต่อไปอย่าได้มากล่าววาจาดูถูกถิงถิงน้อยจอมเฮงซวยของข้าอีก น้องสาวข้า ข้าตบข้าตีได้คนเดียว คนอื่นอย่าสอด!”

สตรีน้อยเหล่านั้นแม้จะเจ็บใจแต่กลับไม่กล้าลงไม้ลงมือกับกวนเยวี่ยหลันเพราะรู้ฝีมือของฝ่ายตรงข้ามดี กวนเยวี่ยหลันเป็นคนบ้า ถ้าลองได้ลงไม้ลงมือกับใครเป็นต้องตายกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอน และคนที่ต้องตายคือพวกนาง ไม่ใช่สตรีบ้านั่น พวกนางจึงทำได้เพียงเดินฟึดฟัดกลับไปนั่งยังที่นั่งของตนเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เมื่อจัดการประกาศเลิกคบกับสหายไม่ดีเรียบร้อยแล้ว กวนเยวี่ยหลันก็เดินมาหากวนเสี่ยวถิงที่นั่งอยู่ทันที

“ขยับหน่อยสิ ข้าจะนั่งตรงนี้”

กวนเสี่ยวถิงมองพี่สาวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง วันนี้กวนเยวี่ยหลันออกหน้าปกป้องนางอย่างที่น้อยครั้งนักจะได้เห็น แต่เป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งนัก

เมื่อพี่สาวนั่งลงแล้ว นางจึงดึงกวนเยวี่ยหลันเข้ามาใกล้พลางถาม

“พี่หญิง ท่านคิดได้เสียที ข้าพยายามบอกท่านตั้งหลายครั้งแล้วว่าสตรีพวกนั้นน่ะไม่จริงใจ และต้องการหลอกให้ท่านเลี้ยงขนมเลี้ยงน้ำชา ท่านก็ไม่เชื่อ แต่วันนี้ท่านเลิกคบกับพวกนางได้แล้ว ข้าดีใจมาก ท่านหายโง่ได้สักทีนะ”

“นี่เจ้ากำลังหลอกด่าข้าอย่างนั้นหรือ?”

“ข้าชมต่างหาก มีประโยคไหนที่ด่ากัน เอาอย่างนี้ วันนี้ข้ารับหน้าที่เป็นขาไพ่ที่ขาดไปเอง ตกลงหรือไม่?”

“ก็ดีนะ”

สองพี่น้องมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา สหายของกวนเสี่ยวถิงนั้นหวาดกลัวกวนเยวี่ยหลันมากจึงไม่ค่อยกล้าสนทนากับนางเท่าใดนัก แต่เมื่อกวนเสี่ยวถิงคอยบอกว่าพี่สาวนางถึงจะบ้าๆ บอๆ ไปบ้างแต่นิสัยไม่ได้เลวร้ายอะไร พวกนางจึงเริ่มกล้าที่จะสนทนากับกวนเยวี่ยหลันขึ้นมาบ้าง

ไม่นานนักท่านอาจารย์ก็เข้ามาในห้องเรียน หลังจากเรียนไปหนึ่งวิชา ท่านอาจารย์ก็แจ้งให้พวกนางทราบว่า วันนี้จะมีอาจารย์ท่านใหม่เข้ามาสอนวิชาแขนงศิลปะและการวาดภาพ กวนเยวี่ยหลันไม่ได้สนใจเท่าใดนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรที่สำนักศึกษาหลีฟานก็มีการผลัดเปลี่ยนท่านอาจารย์มาสอนวิชาความรู้เช่นนี้อยู่แล้ว

“โอ๊ะ มาพอดีเลยอาจารย์ท่านใหม่ ทุกคนรีบลุกขึ้นทำความเคารพเซียวชินอ๋องเร็วเข้า!”

เซียวชินอ๋อง!

คำเรียกขานนี้ทำเอากวนเยวี่ยหลันที่กำลังนั่งอยู่ในห้องเรียนชะงักไปทันที นางลืมแม้กระทั่งว่าตนเองต้องลุกขึ้นทำความเคารพจนกวนเสี่ยวถิงต้องยื้อยุดพี่สาวอยู่นาน พลางกระซิบเตือนกวนเยวี่ยหลันว่าห้ามลงแดงต่อหน้าท่านอ๋องเด็ดขาดเชียว

กวนเยวี่ยหลันมือไม้สั่นไปหมด ภาพในชาติที่แล้วหวนกลับมาอีกครั้ง ภาพที่เซียวอวี้ฉีใช้มีดสั้นแทงเข้ามาที่หัวใจของนางจนมิดด้าม!

แม้นางจะเป็นฝ่ายยินยอมให้เขาส่งตนไปปรโลกอย่างเต็มใจ แต่เมื่อได้กลับมาพบกับเขาอีกครั้ง นางก็เกิดความหวาดกลัวอยู่ในใจลึกๆ เดิมทีนางคิดว่าตนเองลืมเรื่องนี้ไปแล้วและคงไม่ได้พบกับเขาอีก เพราะนางกับเขาจะไม่มีทางที่จะพบเจอกันที่นี่ และนางจะไม่สร้างบุญคุณความแค้นกับใครทั้งสิ้น

แต่โชคชะตาเหมือนจะกลับมาแกล้งนางทำให้นางต้องพบเจอกับเขาอีกครั้ง

ไม่สิ! เหตุใดการเจอกันครั้งนี้จึงดูเปลี่ยนไปเล่า ชาติที่แล้วนางพบเจอเขาที่นอกเมืองหลวง แต่ครั้งนี้กลับได้เจอกันที่สำนักศึกษาแห่งนี้แทน ทั้งที่ชาติก่อนเหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

ทำไมนางถึงรู้สึกว่าการพบเจอกันครั้งนี้ระหว่างนางและเซียวอวี้ฉี ดูไม่คล้ายความบังเอิญแต่คือการจงใจเลยเล่า!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel